โครงการส่งเสริมการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไม้ดอกไม้ประดับของกรมส่งเสริมการเกษตร เห็นผลพัฒนาเกษตรกรปลูกมะลิบ้านคลองพิง โตอย่างยั่งยืน ยกระดับการผลิต แก้ปัญหาตลาด
กรมส่งเสริมการเกษตร ทำจริง ทำเห็นผล ส่งโครงการส่งเสริมการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไม้ดอกไม้ประดับ พัฒนาเกษตรกรผู้ปลูกมะลิบ้านคลองพิง หมู่ 2 ตำบลตาขีด อ.บรรพตพิสัย จ.นครสวรรค์ สำเร็จ เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน ทั้งแผนการผลิต-ตลาด-ลดต้นทุน เกษตรกรยิ้มรับ ชี้เป็นการพัฒนาที่ตรงใจ
นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า มะลิ เป็นหนึ่งในไม้ดอกที่สำคัญในการสร้างรายได้ให้กับเกษตรกร จากข้อมูลของกรมส่งเสริมการเกษตร ในปี 2565 มีพื้นที่ปลูกมะลิรวมทั้งประเทศ ประมาณ 7,700 ไร่ สร้างรายได้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายในประเทศไม่น้อยกว่า 11,300 ล้านบาทต่อปี โดยจังหวัดนครสวรรค์ เป็นพื้นที่ปลูกมะลิเชิงพาณิชย์ที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ ดังนั้น เพื่อสร้างการพัฒนาในการประกอบอาชีพของเกษตรกรให้เกิดความยั่งยืน สำนักส่งเสริมและจัดการสินค้าเกษตร จึงร่วมกับสำนักงานเกษตรจังหวัดนครสวรรค์ เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และพัฒนาเกษตรกรผู้ปลูกมะลิ ตามนโยบายของกรมส่งเสริมการเกษตร ภายใต้โครงการส่งเสริมการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไม้ดอกไม้ประดับ

“กรมส่งเสริมการเกษตร ได้มองเห็นถึงความจำเป็นในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นกับเกษตรกร ไม่ว่า จากราคาผันผวนในรอบปีสูงมาก ผลผลิตออกมากในช่วงฤดูร้อน – ฝน ทำให้เกิดภาวะราคาตกต่ำ และออกน้อยในฤดูหนาว ทำให้ผลผลิตมีราคาแพง ปริมาณไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ภายในประเทศ ต้องนำเข้ามะลิจากประเทศอินโดนีเซีย ขณะเดียวกัน ยังมีการใช้สารเคมีในปริมาณมาก จึงต้องมีการส่งเสริม ทั้งการวางแผนบริหารจัดการผลผลิต ให้สอดคล้องกับความต้องการตลาด ลดการใช้สารเคมี เพื่อลดต้นทุนการผลิต และปลอดภัยกับเกษตรกร ผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อม” อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าว
อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวอีกว่า สำหรับการดำเนินโครงการส่งเสริมการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไม้ดอกไม้ประดับ ได้กำหนดให้พื้นที่บ้านคลองพิง หมู่ 2 ตำบลตาขีด อำเภอบรรพตพิสัย จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งเป็นแหล่งปลูกมะลิที่ใหญ่ที่สุดของอำเภอบรรพตพิสัย มีพื้นที่ปลูกรวมกันทั้งสิ้น 436 ไร่ เป็นหนึ่งในพื้นที่ดำเนินโครงการฯ โดยเน้นการถ่ายทอดความรู้ เช่น ด้านการวางแผนการผลิต เพิ่มผลผลิต ลดต้นทุนการผลิต จัดทำจุดเรียนรู้ การจัดการศัตรูพืชโดยวิธีผสมผสาน ให้เกษตรกรได้เรียนรู้ และนำไปปฏิบัติในแปลงปลูกของตนเอง

นางนันทิยา วาสุกรี เกษตรอำเภอบรรพตพิสัย กล่าวเพิ่มเติมว่า จากการประชุมวิเคราะห์ความต้องการของเกษตรกร หนึ่งในเป้าหมายสำคัญที่เกษตรกรสมาชิกได้เสนอขอรับการสนับสนุนการพัฒนาด้านการผลิต เพื่อให้มีผลผลิตออกมาช่วงที่ตลาดมีความต้องการสูง เช่น ในช่วงวันแม่ 12 สิงหาคม และช่วงเทศกาลสำคัญ ในเบื้องต้น เพื่อตอบสนองต่อความต้องการ สำนักงานเกษตรอำเภอบรรพตพิสัย จึงเข้าไปร่วมวางแผนการผลิตให้สอดคล้องกับช่วงระยะเวลาที่ตลาดต้องการ และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต โดยสนับสนุนองค์ความรู้การใช้เทคโนโลยีเพิ่มผลผลิต และลดต้นทุน เช่น ใช้สารชีวภัณฑ์ป้องกันกำจัดโรคแมลงศัตรู การทำปุ๋ยหมัก ให้แก่เกษตรกรบ้านคลองพิง ที่มีการรวมตัวกันจัดตั้งเป็นกลุ่มผู้ผลิตมะลิ มีสมาชิกเบื้องต้น 34 ราย รวมพื้นที่ 130 ไร่

เกษตรอำเภอบรรพตพิสัย กล่าวต่อไปว่า จากการดำเนินการจนถึงขณะนี้ เกษตรกรได้เกิดการพัฒนา ร่วมกันวางแผนการผลิต เพื่อให้ได้ผลผลิตสม่ำเสมอตลอดทั้งปี รวมถึงการจัดการคุณภาพการผลิตตามมาตรการ GAP อีกทั้งยังวางแผนระยะยาว พัฒนาระบบการทำงานของกลุ่ม เพื่อก้าวไปสู่การจัดตั้งเป็นแปลงใหญ่มะลิในอนาคต ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญของการผลักดันอำเภอบรรพตพิสัย เป็นแหล่งปลูกมะลิคุณภาพดีของจังหวัดนครสวรรค์ เป็นที่ยอมรับของตลาดในประเทศ
ด้าน นายชำนาญ รักธ์ญกร ตัวแทนเกษตรกรผู้ปลูกมะลิบ้านคลองพิง หมู่ 2 ตำบลตาขีด กล่าวว่า การปลูกมะลิ เดิมเป็นเพียงอาชีพเสริมรายได้จากช่วงว่างของการทำนา โดยทำกันมานาน 10 ปี แต่ในปัจจุบันมะลิได้กลายเป็นรายได้หลักของเกษตรกรในบ้านคลองพิงทุกครัวเรือน ด้วยเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ให้ทุกวัน โดยเก็บผลผลิตได้วันละ 17 – 18 กิโลกรัมต่อไร่ ส่วนราคาจำหน่าย ช่วงปกติอยู่ที่กิโลกรัมละ 300 – 400 บาท แต่ช่วงหน้าหนาว ผลผลิตออกน้อย เก็บได้เพียง 5 – 6 กิโลกรัมต่อไร่ รวมถึงช่วงเทศกาลสำคัญ อย่างวันแม่เดือนสิงหาคม ราคาเพิ่มสูงถึงกิโลกรัมละ 1,000 บาท
“ เกษตรกรของบ้านคลองพิง ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่จากสำนักงานเกษตรจังหวัดนครสวรรค์ และสำนักงานเกษตรอำเภอบรรพตพิสัยด้วยดีและเต็มที่ เพราะเข้ามาช่วยพัฒนาทำให้ดีขึ้น เกิดการวางแผนผลิตที่สอดคล้องกับตลาด ช่วยลดต้นทุนจากการใช้สารชีวภัณฑ์ สร้างผลผลิตคุณภาพจากการใช้ระบบการผลิตตามมาตรฐาน GAP ตอนนี้เรียกว่า จะบรรลุตามเป้าหมายเบื้องต้น ในการสร้างรายได้อย่างสม่ำเสมอตลอดทั้งปี จากการวางแผนการผลิต และการลดต้นทุน และที่สำคัญยังพร้อมที่จะพัฒนาระบบการดำเนินงานของกลุ่มให้เข้มแข็ง เพื่อก้าวไปสู่การจัดตั้งเป็นแปลงใหญ่มะลิตามแผนที่กำหนดไว้” นายชำนาญ กล่าวในที่สุด

