โฉมใหม่“คิง เพาเวอร์ คอร์ปอเรชั่น” นำ8กลุ่มธุรกิจสร้างเศรษฐกิจยั่งยืน

29.08.23 | 15:16 น.
  • “คิง เพาเวอร์” ก้าวสู่ปีที่ 34 ตั้ง “คิง เพาเวอร์ คอร์ปอเรชั่น” สร้างสรรค์ 8 กลุ่มธุรกิจ หนุนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของไทยฟื้นเร็วรุกไวในตลาดโลก
  • ขับเคลื่อน 3 โปรเจกต์ ปี’66-67 “นำบริษัทใหม่” ดูแลครบวงจร “ทุ่มใช้อีคอมเมอร์ซ” เพิ่มยอดช่องทางขาย และเดินหน้า “ธุรกิจที่ยั่งยืน”
  • ก.ย.66 เตรียมพบกับเปิดอลังการดิวตี้ฟรีพื้นที่ใหม่ในสนามบิน SAT 1 สุวรรณภูมิ

 กลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ (The King Power Corporation)  โฉมใหม่ในโอกาสก้าวสู่ปีที่ 34 พร้อมแล้วที่จะเพิ่มศักยภาพความเป็น “ผู้นำ” ครบทุกมิติทั้งธุรกิจค้าปลีกเพื่อการท่องเที่ยว ไลฟ์สไตล์ วิถีเศรษฐกิจยั่งยืน ภายใต้การนำของ “อัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และทีมผู้บริหาร พนักงาน ทั้งหมด ผนึกความร่วมมือกันเดินหน้าขับเคลื่อนธุรกิจก้าวเข้าสู่มิติใหม่ระดับสากลตั้งแต่ปี 2566 เป็นต้นไป มุ่งเน้นสร้างสรรค์ประสบการณ์ความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ในทุกการเดินทางของคนไทยและทั่วโลก ภายใต้แนวคิดใหม่ THE POWER OF POSSIBILITIES -ชีวิตไม่หยุดค้นหาความเป็นไปได้”

จะเป็นอีกหนึ่งพลังของ “กลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์” ช่วยพลิกฟื้นอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของไทยฟื้นเร็วรุกไว ตามที่ได้ตั้งเป้าอนาคตภายในปี 2568 พร้อมนำธุรกิจในเครือทั้งหมดขยายฐานรายได้เติบโตเพิ่มเป็น 2 เท่า หลังผ่านวิกฤตโควิดแล้วรัฐบาลไทยเปิดประเทศนำชาวต่างชาติเดินทางมาไทยนำรายได้ท่องเที่ยวกลับเข้าประเทศปี 2566 นี้ให้ถึง 80 % ของปี 2562

“กลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์” เคลื่อนทัพนำธุรกิจกลับมาผงาดอีกครั้งในจังหวะก้าวสู่ปีที่ 34 เริ่มขึ้นแล้ว โดยการนำร่องจัดทัพใหม่ต่อเนื่อง 3 เรื่อง ประกอบด้วย

เรื่องแรก ได้จัดตั้ง “บริษัท คิง เพาเวอร์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด” เข้ามาบริหารจัดการธุรกิจทั้งหมดเต็มรูปแบบเริ่มตั้งแต่กรกฎาคม 2566 เป็นต้นไป เพื่อเชื่อมโยง “ตลาดการขาย” ให้เป็นหนึ่งเดียวกันของ 6  กลุ่มธุรกิจ ได้แก่ 1.ร้านค้าปลีกสินค้าปลอดอากร (TRAVEL RETAIL) 2.ร้านค้าปลีก (RETAIL) 3.สินค้าอุปโภคบริโภค (CONSUMER PRODUCTS) 4.อาหาร (DINING) 5.โรงแรม (HOSPITALITY) และ 6.ธุรกิจสร้างสรรค์ประสบการณ์  (TRAVEL EXPERIENCES) ซึ่งจะเป็นแม่เหล็กดึงดูดกำลังซื้อเข้ามาอุดหนุนธุรกิจแต่ละกลุ่มเติบโตได้  จากการมอบประสบการณ์ระดับโลกได้เติมเต็มประสบการณ์สู่ความเป็นไปได้ที่ไม่สิ้นสุด จุดพลังให้คนออกเดินทางค้นหา เปิดมุมมองกับประสบการณ์ใหม่ ๆ ยกระดับการใช้ชีวิตให้น่าจดจำได้ในทุก ๆ วัน

Advertisement

เรื่องที่ 2 ประกาศปรับโครงสร้างประเภทธุรกิจออกเป็น 8 กลุ่มหลัก ไปเมื่อเดือนเมษายน  2566 โดยการลงทุนนำธุรกิจเข้าสู่ “อีคอมเมอร์ซ” แบบครบวงจรผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ kingpower.com โดยใช้เทคโนโลยีและกลยุทธ์ดิจิทัลก้าวสู่ระบบ single Gateway เต็มรูปแบบ พลิกโฉมใหม่ช่องทางบริการสื่อสารตลาดการขายสินค้าของกลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ ทั้งหมด ภายใต้คอนเซ็ปต์ SHOP ALL POSSIBILTIES IN ONE CLICK” ช้อปครบทุกความเป็นไปได้ พร้อม ๆ กับปรับกลยุทธ์นำศิลปินรุ่นใหม่ หรือ THE POSSIBILITIES MARKERS” อย่าง เจเจ ต้าหนิง 4EVE กับเจฟ ซาเตอร์” แต่งตั้งเป็นตัวแทนแคมเปญการตลาดใหม่ “เป็นไปได้” เจาะกำลังซื้อคนรุ่นใหม่ทั้ง Gen Y และ Z

เรื่องที่ 3 ปูพรมพัฒนา “ธุรกิจที่ยั่งยืน” สอดคล้องตามยุทธศาสตร์ประเทศไทย และเดินเคียงข้างเทรนด์การเปลี่ยนแปลงของโลก ซึ่งผู้ประกอบการทั้งในประเทศและทั่วโลก ยินดีสนับสนุนร่วมมือกันกับนานาชาติ รับมือสถานการณ์ที่จะต้องช่วยกันลดโลกร้อน ลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยเฉพาะธุรกิจขนาดใหญ่ของคนไทยเองก็พร้อมจะผนึกกำลังทำ BCG :Bio-Circular-Green สร้างเศรษฐกิจชีวภาพ หมุนเวียน และสีเขียว เรื่อยไปจนถึงเป็นแนวร่วมหลักด้าน “การพัฒนาอย่างยั่งยืน -SDGs :Sustainable Development Goal” ของสหประชาชาติ (UN) ที่ได้ประกาศสร้างความสมดุลด้านทรัพยากรธรรมชาติ ภูมิปัญญา และวัฒนธรรม ด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชนทุกกลุ่ม

โดย “กลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์” มีฐานหลักเป็นพลังหนุนสำคัญคือ “เครือข่ายผู้ผลิต” ในเวทีระดับโลกและชุมชนท้องถิ่นในประเทศ ซึ่งมีความผูกพันกันมาอย่างยาวนานกับคู่ค้าสากล “แบรนด์สินค้า” ในกลุ่มธุรกิจร้านค้าปลีกสินค้าปลอดอากร (Travel Retail) มากถึง 400-500 แบรนด์ พร้อมรองรับตลาดลูกค้าที่มีไฟลต์หรือเที่ยวบินเดินทางระหว่างประเทศทั้งคนไทยและนานาชาติ รวมทั้งเมื่อปี 2563 ลงทุนเปิด “ธุรกิจค้าปลีก” (Retail) FIRSTER By King Power คัดสินค้าแบรนด์แถวหน้าทั่วเอเชียประเภทที่ไม่ใช่ดิวตี้ฟรี (Non-Duty free) ประเภทบิวตี้กับไลฟ์สไตล์มาวางขายกว่า 90,000 รายการ เป็นกลยุทธ์ปิดจุดอ่อนตลาดที่ไม่มีเที่ยวบินก็ช้อปทุกความเป็นไปได้ กับประสบการณ์ใหม่ ๆ อีกทั้งยังตอบโจทย์กำลังซื้อคนรุ่นใหม่ทั้งในประเทศและนานาชาติได้อย่างไร้รอยต่อด้วย

ขณะเดียวกัน คิง เพาเวอร์ ได้สร้างสรรค์ “สินค้าชุมชน” พัฒนา “แบรนด์ในประเทศ” ร่วมกับผู้ผลิตในท้องถิ่นครอบคลุมทั้ง 5 ภูมิภาค โดยเน้นทำธุรกิจเพื่อคืนประโยชน์สู่สังคม (CSR) ภายใต้โครงการ “คิง เพาเวอร์ ไทย เพาเวอร์ พลังคนไทย” เปิดพื้นที่ให้สินค้าชุมชนหมวดต่าง ๆ ทั้งของกิน ของใช้ แฟชั่น ศิลปะวัฒนธรรม แต่ละแบรนด์ต่างมีพื้นที่วางขายในคิงเพาเวอร์ทุกช่องทาง ทั้งหน้าร้านตามสาขาในเมือง และสนามบินนานาชาติ 6 แห่ง ได้แก่ สุวรรณภูมิ ดอนเมือง อู่ตะเภา ภูเก็ต เชียงใหม่ หาดใหญ่ รวมถึงทางอีคอมเมอร์ซ ออนไลน์ โซเชียล มีเดีย สร้างโอกาสกับเครือข่ายอย่างเข้มแข็งมาตลอดจนถึงทุกวันนี้

คิง เพาเวอร์ ได้วางแนวทางขับเคลื่อน “กลุ่มธุรกิจกิจกรรมเพื่อสังคม :CSR” ส่งเสริมศักยภาพของคนไทยสู่เวทีโลก เนื่องจากเชื่อมั่นในศักยภาพของคนไทย จึงมุ่งสร้างแรงบันดาลใจ ส่งเสริมให้คนไทยแสดงศักยภาพ และส่งต่อพลังของความเป็นไปได้ใหม่ ๆ สู่เวทีโลก ผ่านการสนับสนุนด้านกีฬา ดนตรี และชุมชน รวมถึงการสนับสนุนด้านการศึกษา สาธารณสุข และศาสนา ผ่านมูลนิธิ วิชัย ศรีวัฒนประภา

“อัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ เปิดเผยว่า ช่วงปลายปี 2566 ตามแผนเตรียมจะใช้เงินลงทุนรวมกว่า 4,000 ล้านบาท ขยายการลงทุนใหม่อีก 2 โครงการ ได้แก่ โครงการที่ 1 เปิดบริการพื้นที่เชิงพาณิชย์เพิ่มเติมใน “อาคารเทียบเครื่องบินรองหลังที่ 1 (SAT 1: Satlellite Building) สนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ ขนาด 3,000 ตารางเมตร ตามกำหนด บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) จะเปิดอย่างเป็นทางการเดือนกันยายน 2566 เป็นต้นไป และ โครงการที่ 2 ช่วงปี 2567 เตรียมลงทุนเปิดบริการธุรกิจร้านค้าปลีกแห่งใหม่ในย่านธุรกิจใจกลางกรุงเทพมหานคร (CBD) จะมีทั้งพื้นที่ขายสินค้าดิวตี้ฟรีและร้านปลีก

ทุกก้าวใหม่ของกลุ่ม “บริษัท คิง เพาเวอร์” เริ่มก่อตั้งเมื่อปี 2532 จากรุ่นพ่อ “วิชัย ศรีวัฒนประภา” ผู้บุกเบิก สู่รุ่นลูก “อัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา” และครอบครัว พร้อมนำธุรกิจก้าวข้ามวิกฤต มุ่งสู่ความท้าทายใหม่ต่อไป ในการทำหน้าที่เป็น “พลังธุรกิจคนไทย” นำเศรษฐกิจไทยฟื้นเร็วรุกไวในตลาดโลก ทำให้ทุกอย่าง “เป็น-ไป-ได้” เสมอ

เรื่องโดย…#เพ็ญรุ่งใยสามเสน #gurutourza, www.facebook.com/penroongyaisamsaen