- “ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์” ผู้ว่าการ ททท.คนใหม่ เปิดแผนนำทัพท่องเที่ยวไทยสร้างรายได้ติด 1 ใน 5 ของโลก
- ปี’67 “ในประเทศ-ต่างประเทศ” กระหน่ำขายเมืองไทยเที่ยวได้ทุกวันตลอดทั้งปี Thailand All Year Round ทำเงิน 3 ล้านล้านบาท
- ขานรับนโยบายรัฐบาล “เศรษฐา ทวีสิน” ติดเทอร์โบภารกิจ 5 ด้าน “สื่อสาร-ตลาด-สินค้า-ดิจิทัล-บริหาร” ดันไทยผงาด 3 ฮับ “เอนเตอร์เทนเมนท์-กีฬา-สุขภาพ”
นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่าทันทีที่เข้ารับตำแหน่งพร้อมปฏิบัติงานทันทีตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2566 เป็นต้นไป พร้อมเข้ามาแลอุตสาหกรรมที่มีเสน่ห์และความหลากหลายตั้งแต่ระดับชุมชนท้องถิ่นไปจนถึงธุรกิจขนาดใหญ่ของประเทศ จึงขอให้ความสำคัญกับทุกพันธกิจหลักเพื่อนำเข้ารายได้ตามที่รัฐบาลใหม่นำโดยนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญนำการท่องเที่ยวมาเป็นเครื่องจักรเร่งด่วนสร้างเศรษฐกิจประเทศ ดังนั้นจะเดินหน้าทำภารกิจหลักนำรายได้เป้าหมายปีงบประมาณ 2567 ให้ได้สูงสุด 3 ล้านล้านบาท

ประกอบด้วย “ตลาดต่างประเทศ” จะนำรายได้เข้าประเทศ 1.54-1.92 ล้านล้านบาท นำไทยมีรายได้สูงสุดติด 1 ใน 5 ของโลก โดยนำเข้านักท่องเที่ยวมาไทย 28-35 ล้านคน กระตุ้นต่างชาติใช้จ่ายเงินเฉลี่ย 54,800 บาท/คน/ทริป และ “ตลาดในประเทศ” จะทำรายได้ไทยเที่ยวไทย 8.6 แสนล้านบาท – 1.08 ล้านล้านบาท จำนวนนักท่องเที่ยวเยี่ยมเยือน 158-200 ล้านคน-ครั้ง กระตุ้นการใช้จ่ายเงินเฉลี่ย 4,000 บาท/คน/ทริป รวมทั้งมุ่งสร้างความยั่งยืนจากไทยเที่ยวไทยสร้างส่วนแบ่งรายได้เข้าสู่เศรษฐกิจประเทศไม่ต่ำกว่า 36 %
นางสาวฐาปนีย์ ยืนยันว่าในฐานะผู้ว่าการ ททท.คนใหม่ พร้อมจะใช้ยุทธศาสตร์แผนวิสาหกิจ ททท.ยึดโยงกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีหน้า และแผนของสำนักงานคณะกรรมการสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 ระหว่างปี 2566-2570 นำไปผสมผสานกับนโยบายรัฐบาลใหม่เร่งทำงานอย่างเต็มที่ เพื่อให้ได้ตามเป้าหมายหรืออาจจะทำให้ได้มากกว่า โดยจะเป็นผู้นำ ททท.ซึ่งเป็นองค์กรความเป็นเลิศตลาดท่องเที่ยวของประเทศ บริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ ครบทั้ง 5 ด้าน ได้แก่
ด้านที่ 1 สื่อสารการตลาด โฆษณา ประชาสัมพันธ์ ทำภาพลักษณ์สร้างความมั่นใจทุกมิติการเดินทางของคนทั่วโลกเข้ามาท่องเที่ยวเมืองไทย พร้อมการบริหารจัดการเพื่อดูแลป้องกันชื่อเสียงที่จะเกิดเชิงลบ เพราะหากปล่อยให้วิกฤตแล้วจะยิ่งแก้ไขค่อนข้างยาก ซึ่งมีตัวอย่างแล้วตอนนี้ในตลาดนักท่องเที่ยวจีนส่งโซเชียลต่อ ๆ กันการมาเที่ยวเมืองไทย

ด้านที่ 2 ทำการตลาดเชิงรุกทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยชูจุดแข็งของไทยให้เป็นจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวได้ทุกวันตลอดทั้งปีหรือ Thailand All Year Round เป็นกุญแจไฮไลต์สู่ความสำเร็จโดยมีต้นทุนทรัพยากรธรรมชาติ บุคลากร ที่แข็งแกร่งมากสามารถขายการท่องเที่ยวได้ตามเป้าหมาย ผนวกกับมีกลยุทธ์ทำคู่ขนานไปพร้อมกันทั้ง Reboot กับ Bounce back หรือเริ่มเดินเครื่องท่องเที่ยวครั้งใหม่และฟื้นฟูอุตสาหกรรมกลับคืนสู่ปกติ แตกต่างจากอดีตด้วยตลาดในประเทศเพื่อดึงตลาดต่างประเทศเข้ามาเพิ่ม โดยเน้นให้ความสำคัญเบื้องต้นกับ 3 เรื่องใหญ่ ประกอบด้วย
เรื่องที่ 1 ปลดล็อกการเดินทางของตลาดต่างประเทศ เช่น สนับสนุนข้อมูลต่าง ๆ เรื่องทำวีซ่าให้สะดวกรวดเร็วขึ้น เพื่อกระตุ้นตลาดสำคัญสอดคล้องกับนโยบายหลักของรัฐบาลใหม่
เรื่องที่ 2 ใช้พลังไทยแลนด์ ซอฟท์ เพาเวอร์ เป็นจุดขายโดยใช้โครงการ The Link ด้วยประสบการณ์ท้องถิ่นหรือ Local Experience สร้างนวัตกรรมให้กับเครือข่ายที่ ททท.ได้รักษาความสัมพันธ์ไว้เป็นอย่างดีกับพันธมิตรทุกกลุ่มในชุมชน แล้วจะนำมาเป็นองคาพยพหลักโปรโมทการท่องเที่ยวไทยตั้งแต่ปีงบประมาณ 2567 เริ่ม 1 ตุลาคม 2566 เป็นต้นไป
เรื่องที่ 3 เข้าไปช่วยผลักดันการปรับปรุงกฎระเบียบต่าง ๆ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางแข่งขันของเอกชนท่องเที่ยวอย่างเต็มที่แล้วจับมือกันทำการตลาดเชิงรุกเข้มข้นทั้งระดับประเทศและนานาชาติ

ด้านที่ 3 พัฒนาสินค้าการท่องเที่ยว จะเน้นออกแบบและจับมือทำงานกับพันธมิตรสร้างบริการมิติใหม่เพื่อทำการขายเพิ่มรายได้ โดยตอบโจทย์การท่องเที่ยวเมืองไทยได้ทั้ง 365 วัน และตลอดทั้งปี ด้วยการยกระดับไทยขึ้นเป็นประเทศศูนย์กลาง (Hub) 3 ด้าน คือ ด้านที่ 1 อีเวนต์เอนเตอร์เทนเมนท์ ด้านที่ 2 ท่องเที่ยวเชิงกีฬาของภูมิภาคเอเชีย ด้านที่ 3 ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพองค์รวม (Health and Wellness) ของโลก โดยเตรียมความพร้อมในห่วงโซ่อุปทาน (Shape Supply) ทั้งเกี่ยวและไม่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะสินค้าท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ Health and Wellness
ผู้ว่าฯ ฐาปนีย์ กล่าวว่า ททท.ต้องขอขอบคุณรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ทำนโยบายชุมชนไว้เป็นอย่างดี ทำให้ ททท.สามารถต่อยอดทำยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (Sustainable) เป็นรูปธรรมโดยได้นำร่องด้วยโครงการ STAR :Sustainable Tourism Acceleration Rating เป็นมาตรฐานดาววัดระดับประเมินศักยภาพผู้ประกอบธุรกิจท่องเที่ยวในไทยให้พร้อมก้าวสู่การพัฒนาและเปลี่ยนแปลงแล้วนำไปสู่การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนด้วยหลักเกณฑ์ SDGs :Sustainable Development Goals ของ UNWTO ทั้ง 17 ข้อ ผสานเข้ากับมาตรฐานใหม่ที่ ททท.จัดทำขึ้นคือ STGs :Sustainable Tourism Goals มีเกณฑ์ 17 ข้อเหมือนกัน

ภายในปี 2568 ททท.คาดหวังจะมีผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวทั่วเมืองไทยได้รับดาวมาตรฐาน STAR มากถึง 85 % ของทั้งหมด ซึ่งมีตั้งแต่ระดับ 3-4-5 ดาว แล้ว ททท.จะเข้าไปช่วยต่อยอดพัฒนาสินค้าท่องเที่ยวให้แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้นต่อไป
ด้านที่ 4 การบริหาร ททท.ต้องให้ความสำคัญกับ 4 เรื่องหลัก ได้แก่ 1.ปลุกกระแสใหม่เรื่องกรอบความคิดหรือทัศนคติทางจิตใจ (mindset) 2.สร้างรูปแบบปฏิบัติ (performance) คู่ขนานไปกับพันธมิตรทั้งในและนอกห่วงโซ่การท่องเที่ยว โดยนำดิจิทัลเข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพ 3.ให้ความสำคัญกับการเชื่อมต่อกันในมิติต่าง ๆ ทั้งกับพันธมิตร และตอบโจทย์ความต้องการของนักท่องเที่ยวตลาดกลุ่มใหม่ เช่น กลุ่ม Sub-Culture หรือวัฒนธรรมย่อย 4.สร้างทัศนคติในกลุ่มผู้ประกอบการจะต้องหันมาร่วมให้ความสำคัญกับความยั่งยืน
ด้านที่ 5 ดิจิทัล ทุกองคาพยพต้องมุ่งสู่ดิจิทัลนั่นคือความล้ำหน้าทางเทคโนโลยีที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลง (digital disruption) ดังนั้นจึงต้องผสมผสานให้ได้ระหว่างโลกจริงกับเสมือนจริง โดยใช้ Online กับ offline มาขับเคลื่อนก็จะทำให้การท่องเที่ยวก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว
นางสาวฐาปนีย์กล่าวว่า ต้องขอบคุณรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่สามารถนำนโยบายต่าง ๆ มาฟันฝ่าอุปสรรคซึ่งเป็นวิกฤตที่โลกไม่เคยเจอมาก่อนกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 เหตุการณ์นี้ทำให้เห็นว่าประเทศไทยสามารถก้าวข้ามวิกฤตดังกล่าวมาได้ โดย ททท.ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักทางการท่องเที่ยวได้ประสานการทำงานเข้ากับนโยบายของรัฐบาลชุดที่ผ่านมา รวมทั้งปัจจุบันกำลังก็พร้อมจะทำงานกับรัฐบาลใหม่ของ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ก็ต้องขอขอบคุณด้วยเช่นกันที่เริ่มต้นสร้างความเข้มแข็งกับผู้ประกอบการแล้วใช้นโยบายอุตสาหกรรมท่องเที่ยวกระตุ้นเศรษฐกิจเร่งด่วน ทำให้ทุกฝ่ายตื่นตัว ททท.ยินดีอย่างมากกับการนำพลังท่องเที่ยวช่วยทุกภาคส่วนของประเทศเติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน
เรื่องโดย…#เพ็ญรุ่งใยสามเสน #gurutourza, www.facebook.com/pernoongyaisamsaen

