กรมส่งเสริมการเกษตร มุ่งเป้า 3 กลุ่มไม้ดอกไม้ประดับสร้างเงิน

4.09.23 | 12:14 น.

กรมส่งเสริมการเกษตร มุ่งเป้า 3 กลุ่มไม้ดอกไม้ประดับสร้างเงินให้รุ่งเรือง เปิดเกมทำแผนยุทธศาสตร์ใหม่

กรมส่งเสริมการเกษตร ทำงานเชิงรุก เปิดเกมลุยยกระดับวงการไม้ดอกไม้ประดับไทย มุ่งเป้าทำยุทธศาสตร์การพัฒนาให้รุ่งเรือง เสร็จภายในปี 66 หนุนไม้สร้างเงินเป้าหมาย 3 กลุ่ม พร้อมจับมือทุกฝ่ายสร้างผลผลิตคุณภาพออกสู่ตลาดทั้งใน และต่างประเทศ 

นายรพีทัศน์ อุ่นจิตตพันธ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ในปี 2566 นี้ กรมส่งเสริมการเกษตร ได้มีแนวทางส่งเสริม และพัฒนา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไม้ดอกไม้ประดับอย่างครบวงจร ตั้งแต่การผลิตไปจนถึงการตลาด ด้วยไม้ดอกไม้ประดับ เป็นหนึ่งในพืชเศรษฐกิจสำคัญที่สร้างรายได้ให้เกษตรกรกว่า 13,000 ครัวเรือน สร้างการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจให้กับประเทศไทย ด้วยมูลค่าการส่งออกปีละกว่า 4,500 ล้านบาท โดยแนวทางการส่งเสริม และพัฒนา กรมส่งเสริมการเกษตรได้กำหนดจัดทำยุทธศาสตร์การส่งเสริมไม้ดอกไม้ประดับขึ้น โดยมอบให้สำนักส่งเสริมและจัดการสินค้าเกษตร เป็นหน่วยงานหลัก เพื่อวางฉากทัศน์การพัฒนา และต่อยอดไปสู่การประกาศเป็น road map ในอนาคต

รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวต่อไปว่า การจัดทำยุทธศาสตร์ นับเป็นก้าวสำคัญต่อการพัฒนาวงการไม้ดอกไม้ประดับของประเทศไทย เพราะเป็นการทบทวนแผนการส่งเสริมใหม่ทั้งระบบ ภายใต้วิสัยทัศน์การพัฒนาเพื่ออนาคต ที่ชัดเจนและครอบคลุมในทุกด้าน ไม่ว่าแนวทางการส่งเสริมในชนิดของไม้กลุ่มเป้าหมาย การสนับสนุนทั้งด้านองค์ความรู้และเทคโนโลยี การสร้างการเชื่อมโยงทางการตลาด รวมทั้งการวิจัยและพัฒนาร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงพาณิชย์ ทูตเกษตรในประเทศต่าง ๆ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) รวมถึงภาคเอกชน เป็นต้น ทั้งนี้ ต้องขอเรียนว่า กรมส่งเสริมการเกษตร พร้อมอำนวยความสะดวก พร้อมดำเนินการในทุกด้าน บนทุกความร่วมมือกับทุกฝ่าย ในการพัฒนาคุณภาพของไม้ดอกไม้ประดับ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญ เพื่อสร้างการเติบโตทั้งด้านชนิด และปริมาณ โดยมีตลาดรองรับทั้งใน และต่างประเทศ

Advertisement

“ทั้งนี้ จากการสำรวจประเมินสถานการณ์ไม้ดอกไม้ประดับที่ตลาดมีความต้องการ พบว่า มี 3 กลุ่มที่สำคัญ และจำเป็นที่กรมส่งเสริมการเกษตร เข้าไปส่งเสริมสร้างการพัฒนา ได้แก่ กลุ่มไม้ดอกไม้ประดับที่สร้างรายได้จากการส่งออก เช่น กล้วยไม้ ที่สร้างรายได้จากการส่งออกได้มากถึงปีละ 2,800 กว่าล้านบาท รวมถึงไม้ประดับใหม่ ๆ เช่น ลิ้นมังกร มอนสเตอร่า ฟิโลเดนดรอน อโกลนีมา เป็นต้น ด้วยขณะนี้ต่างประเทศให้ความสนใจ และมีมูลค่าการส่งออกที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และต้องได้รับการสนับสนุนเพิ่มมากขึ้น กลุ่มไม้ดอกไม้ประดับที่ผลิตเพื่อทดแทนการนำเข้า เช่น กุหลาบ เบญจมาศ ลิลลี่ เป็นต้น ด้วยปริมาณที่ผลิตได้ในประเทศ ยังมีปริมาณไม่เพียงพอกับความต้องการใช้ ทำให้ต้องมีการนำเข้ามากถึงปีละกว่า 1,900 ล้านบาท และ กลุ่มไม้ดอกไม้ประดับพื้นถิ่นที่เกี่ยวพันกับวิถีชีวิตความเป็นไทย เช่น มะลิ พุด ดาวเรือง รัก บัว เป็นต้น จากการประเมินเบื้องต้นคาดว่า มีมูลค่าการซื้อขายไม่ต่ำกว่าปีละ 10,000 ล้านบาท” รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าว

รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวต่อไปว่า การดำเนินการส่งเสริมของกรมส่งเสริมการเกษตรที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ภายใต้โครงการต่าง ๆ เช่น โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าไม้ดอกไม้ประดับ โครงการระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ โครงการยกระดับแปลงใหญ่ด้วยเกษตรสมัยใหม่และเชื่อมโยงตลาด เป็นต้น สามารถพัฒนาเกษตรกรผู้ปลูกไม้ดอกไม้ประดับในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ ได้สำเร็จตามเป้าหมาย ทั้งด้านการผลิต และการตลาด แต่ปริมาณผลผลิตที่ได้ยังไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาด เรียกว่า ผลิตเท่าไรก็ไม่พอ ดังนั้น จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องเพิ่มพื้นที่ปลูกในแหล่งใหม่ที่มีศักยภาพ พร้อมดำเนินการส่งเสริมในด้านต่าง ๆ เช่น การพัฒนากลุ่ม การส่งเสริมองค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการ การสนับสนุนเทคโนโลยีใหม่ เช่น การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อด้วยการเชื่อมโยงการทำงานร่วมกับศูนย์ขยายพันธุ์พืช การใช้นวัตกรรมใหม่ ๆ เข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การลดต้นทุนการผลิตด้านพลังงานด้วยการใช้โซล่าเซลล์ เป็นต้น ทั้งหมดเป็นสิ่งที่กรมส่งเสริมการเกษตร กำลังเร่งดำเนินการ เพื่อสร้างการพัฒนา ทั้งตัวเกษตรกร และคุณภาพของไม้ดอกไม้ประดับ ให้ตรงกับความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ