ปรับแล้วปัง! “ยกระดับผลิตภัณฑ์ OTOP เสริมแกร่งชุมชนด้วยนวัตกรรม

1.09.23 | 09:00 น.

ปรับแล้วปัง! “ของเล่นแมวจากใยบวบ” จ.ยะลา ผลงานจากโครงการ “KBO” ยกระดับผลิตภัณฑ์ OTOP เสริมแกร่งชุมชนด้วยนวัตกรรม

โครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์โอทอป (OTOP) โดยเครือข่ายองค์ความรู้ (Knowledge – Based OTOP : KBO) เป็นศูนย์กลางในการให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนกลุ่มผู้ผลิต – ผู้ประกอบการ OTOP ให้สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีศักยภาพ ตอบโจทย์ตลาดมากขึ้น ผ่านความร่วมมือของกรมการพัฒนาชุมชน (พช.) ร่วมกับทีมผู้เชี่ยวชาญแขนงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานของรัฐ เช่น สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด, สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด ฯลฯ หน่วยงานเอกชน มหาวิทยาลัย ปราชญ์ชุมชน ร่วมบูรณาการความรู้ซึ่งกันและกัน

โดยในแต่ละปีนั้นจะมีประกวดและเผยแพร่ผลการดำเนินงานเครือข่ายองค์ความรู้ KBO จังหวัด เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีศักยภาพโดดเด่น จังหวัดละ 1 ผลิตภัณฑ์ รวม 76 ผลิตภัณฑ์

สำหรับปีนี้ ได้ประกาศผลรางวัลแล้วเป็นที่เรียบร้อยภายในงานศิลปาชีพ ประทีปไทย OTOP หลอมดวงใจ

ด้วยพระบารมี ประจำปี 2566 ระหว่าง 12 – 20 สิงหาคม 2566 โดยมีนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เป็นประธานมอบโล่พร้อมเงินรางวัลการประกวด ซึ่งต้องบอกว่าในแต่ละผลิตภัณฑ์นั้นมีความน่าสนใจในตัวเองมาก เพราะแม้จะดูเหมือนเป็นสินค้าชุมชนธรรมดา แต่พอปรับเปลี่ยนทั้งในด้านบรรจุภัณฑ์ การออกแบบ มีการนำนวัตกรรมเข้ามาช่วยก็สามารถกลายเป็นสินค้ามาตรฐาน สามารถขึ้นห้างฯ หรือส่งออกได้อย่างสบายๆ

Advertisement

เริ่มต้นกันที่ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับ “รางวัลชนะเลิศ” คือ ของเล่นแมวจากใยบวบ จาก จ.ยะลาคุณสาธิตา วงศ์ชนะ ผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์แปรรูปใยบวบ “Tata Scrub” เผยว่า “บวบ” เป็นผักพื้นบ้านซึ่งคนสมัยก่อนมักปลูกไว้ตามบ้าน ผลบวบที่เหลือจากการนำมากินจะแห้งและถูกทิ้งไว้คาต้น ด้วยภูมิปัญญาของคนโบราณจึงนำผลแห้งมาทำความสะอาดผิวและล้างจาน ตนเองก็ได้ภูมิปัญญานี้มาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายมากขึ้น เช่น ใยบวบขัดผิวแบบแผ่น ไม้แปรงขัดเท้าจากใยบวบ และความที่เป็นชาวปักษ์ใต้ ก็ได้นำเอา “ผ้าปาเต๊ะ” ซึ่งเป็นอัตลักษณ์ท้องถิ่นมาผสมผสานออกมาเป็นรองเท้าใยบวบผ้าปาเต๊ะ และล่าสุด เรานำนวัตกรรมมาใส่ใยบวบกลายเป็น “ของเล่นแมว”

คุณสาธิตา วงศ์ชนะ กล่าวว่า “ปัจจุบันธุรกิจเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงนั้นถือว่าเป็นเทรนด์ที่น่าจับตา เพราะรูปแบบการเลี้ยงสัตว์ของคนรุ่นใหม่จะเลี้ยงเสมือนสมาชิกในครอบครัว ส่งผลให้มูลค่าการใช้จ่ายต่อสินค้าเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงนั้นเพิ่มขึ้น เราจึงได้นำเอาใยบวบหอมพันธุ์พิเศษ ที่มีเส้นใยละเอียดอ่อนนุ่ม มาพัฒนาเป็นของเล่นสำหรับแมว และผสานนวัตกรรมด้วยการผสมตำแยแมว ซึ่งมีสาร Nepetalactone ช่วยทำให้แมวเคลิบเคลิ้ม ผ่อนคลาย ช่วยถอนพิษไข้โรคแมวได้ และที่สำคัญคือเป็นสมุนไพรที่ปลอดภัยแน่นอน”

ทั้งนี้ หนึ่งในความสร้างสรรค์ และกลยุทธ์ในการเล่าเรื่อง (Storytelling) ของแบรนด์ “Tata Scrub” คือ การทำของเล่นเป็นรูปปลา “อีแกกือเลาะห์” หรือ “พลวงชมพู” ปลาประจำจังหวัดยะลา ที่ขึ้นชื่อเรื่องรสชาติดี เนื้อนุ่มอร่อย กินได้ทั้งเกล็ด ถือเป็นปลาเศรษฐกิจที่มาแรงมาก

นอกจากนี้ ยังมีของเล่นรูป “นก” เนื่องจากจังหวัดยะลาเป็นเมืองศูนย์กลางเศรษฐกิจนก มีการจัดมหกรรมแข่งขันนกเขาชวาเสียงอาเซียน ที่เชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างคนต่างเชื้อชาติ ศาสนา โดยเฉพาะในภูมิภาคอาเซียนมาอย่างยาวนาน ด้วยเหตุนี้ “Tata Scrub” จึงพัฒนาของเล่นรูปนกเพื่อสะท้อนถึงอัตลักษณ์และความเป็นตัวตนของจังหวัดยะลาด้วย

มาต่อกันที่รางวัล “รองชนะเลิศ” คือผลิตภัณฑ์ หมวกรังไหม จาก จ.สระบุรี คุณกิตติศักดิ์ ขจรภัย กลุ่มวิสาหกิจชุมชนรังไหมประดิษฐ์ จ.สระบุรี เผยถึงจุดเริ่มต้นของ “หมวกรังไหม” ให้ฟังว่า ที่ จ.สระบุรี นั้นเป็นที่ตั้งของศูนย์หม่อนไหม เฉลิมพระเกียรติฯ จะมี “รังไหม” ที่เหลือจากการนำเส้นใยไหมออกไปแล้วเป็นจำนวนมาก ทางกลุ่มฯ จึงได้นำรังไหม เหล่านี้มาแปรรูปเป็นพวงกุญแจรังไหมในหลายรูปแบบ ซึ่งก็ได้รับผลตอบรับเป็นอย่างดี

แต่ต่อมาได้คิดต่อยอดว่า พวงกุญแจนั้นราคาประมาณหลักสิบบาท ทำอย่างไรถึงจะสามารถจำหน่ายได้มูลค่าเพิ่มขึ้น ก็เลยต่อยอดด้วยการเพิ่มความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมเข้าไป พร้อมทั้งใช้ส่วนประกอบจากรังไหมให้คุ้มค่าที่สุด

“อย่างรังไหมแบบเต็มรังที่เป็นทรงรี ก็จะนำไปทำเป็นกระเป๋าไอแพด และผลิตภัณฑ์ล่าสุดเลยก็คือหมวกรังไหมนั้นจะทำมาจากฝารังไหมและเศษใยไหมที่เหลือจากการทำผลิตภัณฑ์อื่น นำมาอัดเป็นแผ่นคล้ายกับผ้า แล้วเคลือบด้วยโปรตีนไหมทั้ง 2 ด้าน ซึ่งแผ่นรังไหมนี้ สามารถนำไปต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์อื่นได้อีก เช่น หมวก กระเป๋า ปกสมุด หรือแม้แต่ขายในรูปแบบแผ่นเลยก็ได้เช่นกัน” คุณกิตติศักดิ์ กล่าว

นอกจากนี้ ความพิเศษของหมวกรังไหมนี้คือเป็น “สินค้ารักษ์โลก” เมื่อใช้ไปสักระยะประมาณ 2 – 3 ปี แล้วรู้สึกว่าหมวกดูหมอง เสียทรง ก็สามารถส่งหมวกกลับมาให้ทางกลุ่มฯ ต้มและตีฝูหมวกให้ดูใหม่ สามารถนำกลับไปใช้ได้อีกโดยไม่ต้องทิ้ง

ด้วยความสวยงาม และคอนเซ็ปต์ที่ตรงกับเทรนด์เศรษฐกิจโลกอย่าง “บีซีจี” (Bio-Circular-Green Economy : BCG) ทำให้สินค้าของทางกลุ่มฯ ได้รับการคัดเลือกให้นำไปจัดแสดงในงานประชุม APEC 2022 ครั้งที่ 29 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ สร้างความสนใจให้กับกลุ่มประเทศอียู (European Union : EU) สามารถเปิดตลาดต่างประเทศได้ในที่สุด

ปิดท้ายที่รางวัล “รองชนะเลิศ อันดับ 2” คือผลิตภัณฑ์ บะหมี่ผักอินทรีย์ จาก จ.พิษณุโลก คุณอุษณีย์กรณ์ จุ้ยแหวว ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์ N-DO Fulltime เจ้าของผลิตภัณฑ์บะหมี่ผักอบแห้ง แปรรูปจากผักอินทรีย์ นวัตกรรมจากความร่วมมือของ ม.ราชมงคลล้านนา จ.พิษณุโลก

คุณอุษณีย์กรณ์ เล่าย้อนให้ฟังว่า “จริงๆ แล้วเมื่อก่อนพี่ทำร้านขายเคมีเกษตรนะ คนในหมู่บ้านส่วนใหญ่มีอาชีพทำไร่ ทำนา พี่เห็นชาวบ้านขาดทุนจากการทำนามาตลอด ด้วยต้นทุนที่สูงขึ้น บางทีก็ประสบปัญหาเรื่องภัยธรรมชาติ ก็เคยถามชาวบ้านว่า ถ้าทำนาแล้วไม่ได้กำไรจะทำทำไม? เขาก็บอกว่า ไม่รู้จะทำอะไร แต่จุดเปลี่ยนสำคัญคือ พอมีการตรวจสุขภาพประจำปีของชาวบ้าน พบว่า หลายคนมีสารเคมีตกค้างในตัวสูง ด้วยความที่พี่เป็นชุมชนก็เลยรู้สึกว่าอยากเข้าไปช่วยแก้ปัญหาตรงนี้”

คุณอุษณีย์กรณ์ เริ่มต้นด้วยการเลิกขายปุ๋ยเคมี ทำปุ๋ยหมักใช้เอง จากนั้นค่อยๆ ชวนลูกบ้านมาปลูกผักอินทรีย์ จนสามารถรวมตัวเป็นกลุ่มวิสาหกิจฯ ได้สำเร็จ

“วันหนึ่งเราขายผักได้แล้ว ก็อยากเพิ่มมูลค่า ก็เลยคิดอยากทำเส้นหมี่ผัก พี่ก็ลองทำเอง ลองศึกษาจากยูทูบ แต่เราทำแบบบ้านๆ ก็ยังไม่สำเร็จ โชคดีที่ในตำบลมีมหาวิทยาลัยราชมงคลล้านนา ก็ไปขอความช่วยเหลือให้เขาช่วยพัฒนาสูตรและทำวิจัยให้ ในที่สุดเลือกผักปลังเป็นวัตถุดิบหลัก เพราะว่าเป็นผักริมรั้วที่มีประโยชน์มาก” คุณอุษณีย์กรณ์ กล่าว

จุดเด่นของผลิตภัณฑ์นี้คือ เน้นตลาดสุขภาพ ไม่ใส่วัตถุกันเสีย ไม่แต่งกลิ่น ไม่แต่งสี ไม่ใส่ไข่ เส้นเหนียวนุ่ม และที่สำคัญคือไม่เหม็นเขียว เด็กกินได้ติดใจแน่นอน

ปัจจุบัน “บะหมี่ผักอินทรีย์เอ็นดู” มีกำลังผลิตประมาณ 500 ชิ้นต่อวัน ใช้ผักปลังประมาณ 10 กิโลกรัมต่อวัน มีการจำหน่ายในช่องทางออนไลน์และห้างสรรพสินค้าในจังหวัด และในอนาคต คุณอุษณีย์กรณ์ ได้วางแผนเพิ่มผลิตภัณฑ์ตัวใหม่ เช่น ผักอบกรอบและพยายามใช้ทรัพยากรในท้องถิ่นให้ได้มากที่สุด เป็นการกระจายรายได้ให้คนในชุมชน