แปลงใหญ่ฯ บ้านตาติดสุดแฮปปี้ กรมส่งเสริมการเกษตร เคียงข้างพัฒนาอาชีพปลูกเบญจมาศจนรุ่งโรจน์
เกษตรกรแปลงใหญ่ไม้ดอกบ้านตาติด อุบลราชธานี ขึ้นแท่นแหล่งผลิตเบญจมาศคุณภาพต้นแบบของภาคอีสาน หลังกรมส่งเสริมการเกษตรโดยเกษตรจังหวัด และอำเภอลุยพัฒนา 5 ด้านตามแนวทางเกษตรแปลงใหญ่ เกษตรกรสุดแฮปปี้ เตรียมต่อยอดเพิ่มมูลค่าสินค้า ตอบสนองตลาดที่โตต่อเนื่องแถมช่วยลดการนำเข้าจากต่างประเทศ
ปัจจุบันประเทศไทย ต้องนำเข้าดอกเบญจมาศจากต่างประเทศ คิดเป็นมูลค่าถึง 388 ล้านบาท ด้วยการปลูกเบญจมาศตัดดอกในประเทศไทย ยังมีปริมาณผลผลิตไม่เพียงพอกับความต้องการ อีกทั้งการปลูกยังไม่แพร่หลาย ด้วยมีปัจจัยที่เกี่ยวข้องหลายด้าน อาทิ พื้นที่ต้องเหมาะสม มีสายพันธุ์ดี ขั้นตอนการผลิตมีความซับซ้อน ต้นทุนการผลิตสูง และเกษตรกรที่มีความรู้ด้านนี้มีไม่มาก จากข้อมูลของกรมส่งเสริมการเกษตร ในปี 2565 มีพื้นที่ปลูกรวมทั้งประเทศเพียง 1,300 ไร่ โดยแหล่งปลูกสำคัญอยู่ในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยอุบลราชธานี เป็นจังหวัดที่ปลูกเบญจมาศตัดดอกมากเป็นอันดับ 2 ของประเทศ
ดังนั้น กรมส่งเสริมการเกษตร จึงมีนโยบายส่งเสริม และพัฒนาอาชีพการปลูกเบญจมาศตัดดอก โดยเน้นสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกร สร้างผลผลิตคุณภาพ บริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ
โดยดำเนินการภายใต้ “โครงการระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่” และ “โครงการยกระดับแปลงใหญ่ด้วยเกษตรสมัยใหม่และเชื่อมโยงตลาด” ที่ช่วยให้มีคุณภาพตรงกับความต้องการของตลาด และเพิ่มประสิทธิภาพผลผลิต เกิดการลดต้นทุนการผลิต เช่น ส่งเสริมการเปลี่ยนต้นพันธุ์ทดแทนจากต้นพันธุ์เดิม ที่มีการใช้กันมานานกว่า 10 ปี เป็นต้น
การดำเนินการของกรมส่งเสริมการเกษตร เพื่อส่งเสริมและพัฒนาการปลูกเบญจมาศตัดดอกในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี ทางสำนักส่งเสริมและจัดการสินค้าเกษตร ร่วมกับกองขยายพันธุ์พืช คัดเลือกให้กลุ่มแปลงใหญ่ไม้ดอกไม้ประดับบ้านตาติด ตำบลโนนผึ้ง อำเภอวารินชำราบ เป็นแปลงนำร่องการผลิตแม่พันธุ์ดีตามที่เกษตรกรต้องการรวม 6 สายพันธุ์ ได้แก่ พันธุ์ขาวสโนว์ มัมขาว ขาวป้อม เหลืองขมิ้น เรย์ และขาวญี่ปุ่น เพื่อนำมาผลิตต้นพันธุ์ดีด้วยการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อปลอดโรค ก่อนส่งมอบให้แก่เกษตรกรนำไปปลูกต่อไป พร้อมกันนี้ ยังได้บูรณาการร่วมกับภาคีเครือข่าย ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยี และพันธุ์เบญจมาศใหม่ ๆ แก่เกษตรกรให้สามารถปลูกได้ตลอดทั้งปี
นายถิรพุทธิ์ คานทอง เกษตรจังหวัดอุบลราชธานี เปิดเผยว่า จังหวัดอุบลราชธานี มีแหล่งสำคัญ
อยู่ใน 2 อำเภอ ได้แก่ อำเภอวารินชำราบ และอำเภอสว่างวีระวงศ์ ซึ่งสำนักงานเกษตรจังหวัดอุบลราชธานี สำนักงานเกษตรอำเภอวารินชำราบ และสำนักงานเกษตรอำเภอสว่างวีระวงศ์ ได้ส่งเสริมพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง โดยโครงการระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ เป็นหนึ่งในแนวทางส่งเสริมสำคัญ ตามนโยบายของกรมส่งเสริมการเกษตร และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
“แปลงใหญ่ไม้ดอกบ้านตาติด อำเภอวารินชำราบ เป็นหนึ่งในต้นแบบความสำเร็จของจังหวัดอุบลราชธานี และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นผลจากส่งเสริมและพัฒนาตามโครงการระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ใน 5 ด้าน ได้แก่ ลดต้นทุนการผลิต เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต พัฒนาคุณภาพ การตลาด และการบริหารจัดการ ส่งผลให้เกิดการลดต้นทุนการผลิต เพิ่มประสิทธิภาพผลผลิต และคุณภาพที่ตรงกับความต้องการของตลาด ส่งผลให้เกษตรกรมีความเข้มแข็ง สามารถบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ และที่สำคัญยังเกิดการต่อยอดสู่เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของจังหวัด” นายถิรพุทธิ์กล่าว
เกษตรจังหวัดอุบลราชธานี กล่าวต่อไปว่า เบญจมาศ เป็นไม้ดอกที่มีมูลค่า และตลาดมีความต้องการสูงสำนักงานเกษตรจังหวัดอุบลราชธานี จึงมีเป้าหมายส่งเสริมให้เกษตรกรสมาชิกแปลงใหญ่ เกิดการผลิตที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน ตรงกับความต้องการของตลาด พร้อมกับการลดต้นทุนการผลิต อาทิ การประสาน
กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาส่งเสริมการใช้เทคโนโลยี และพันธุ์เบญจมาศใหม่ ๆ เข้ามาช่วยสนับสนุนเกษตรกร ขณะเดียวกัน ยังได้ขยายผลการปลูกเบญจมาศตัดดอกไปยังแปลงใหญ่อื่น ๆ ที่มีความสนใจอีกด้วย
ด้าน น.ส.นภัสวรรณ เมณะสินธุ์ ผู้ช่วยเลขานุการแปลงใหญ่ไม้ดอกบ้านตาติด ตำบลโนนผึ้ง อำเภอวารินชำราบ กล่าวว่า ความสำเร็จที่เกิดขึ้น เป็นผลมาจากการส่งเสริม และพัฒนาของสำนักงานเกษตรจังหวัดอุบลราชธานี และสำนักงานเกษตรอำเภอวารินชำราบ โดยเป็นหน่วยงานแรกที่เข้ามาจุดประกายให้เกิดการปรับเปลี่ยนอาชีพจากการทำนา และเลี้ยงสัตว์ ที่เป็นอาชีพหลักเดิม มาสู่การปลูกเบญจมาศ และร่วมเคียงข้างเกษตรกรจนถึงปัจจุบัน สร้างการพัฒนาที่ประสบความสำเร็จ
“เกษตรกรได้รวมกลุ่ม และเข้าร่วมโครงการระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ ในปี 2561 ปัจจุบันมีสมาชิก 40 ราย พื้นที่ปลูกรวม 104.75 ไร่ และจากการเข้ามาส่งเสริมพัฒนาของสำนักงานเกษตรจังหวัด และอำเภอ รวมถึงหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ทำให้การบริหารจัดการกลุ่มมีความเข้มแข็ง สามารถสร้างผลผลิตคุณภาพ ได้มาตรฐาน และตั้งแต่รวมกลุ่มเป็นแปลงใหญ่ไม้ดอกบ้านตาติด ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทั้งองค์ความรู้ใหม่ ๆ และงบประมาณสนับสนุน สร้างความพึงพอใจให้เกษตรกรเป็นอย่างมาก ในการผลิตได้มีการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น เทคนิคการอบดินฆ่าเชื้อโรค การผลิตต้นพันธุ์ด้วยเทคโนโลยีเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ การปลูกแบบปลอดโรค การใช้เทคโนโลยีสมาร์ทฟาร์ม IOT เข้ามาช่วยจัดการดูแลแปลงปลูก เป็นต้น รวมถึงการบริหารจัดกลุ่ม และการตลาด จนมีอำนาจในการต่อรองทั้งด้านการตลาด การจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ช่วยทำให้เกิดการลดต้นทุน” น.ส.นภัสวรรณกล่าว
น.ส.นภัสวรรณ กล่าวอีกว่า วันนี้แปลงใหญ่ไม้ดอกบ้านตาติด สามารถผลิตเบญจมาศคุณภาพ ตรงกับความต้องการของตลาด มีลูกค้าหลักทั้งในเขตจังหวัดอุบลราชธานี และภาคอีสานตอนล่างทุกจังหวัด
ซึ่งปริมาณดอกเบญจมาศที่ผลิตได้นั้น ยังไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาดที่เพิ่มมากขึ้นตลอดเวลา
แต่ด้วยข้อจำกัดด้านสภาพภูมิอากาศ ทำให้เป็นปัจจัยที่ไม่สามารถขยายพื้นที่ปลูกได้เพิ่มขึ้น
“เป้าหมายในอนาคต เน้นเรื่องวางแผนการผลิตให้ออกได้ตลอดทั้งปี และเพิ่มมูลค่า ด้วยการพัฒนาเป็นสินค้าใหม่ ๆ ของสู่ตลาด เพื่อเพิ่มมูลค่า เช่น ดอกเบญจมาศที่ใช้ประดับในจานอาหาร ซึ่งร้านอาหาร ภัตตาคารต่าง ๆ มีความต้องการ และเบญจมาศกระถาง รวมถึงการเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร และศูนย์รวบรวมไม้ดอกไม้ประดับที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัดอุบลราชธานี” น.ส.นภัสวรรณกล่าว

