นักวิจัยกรมพัฒนาที่ดิน เจาะลึกการยอมรับแผนการใช้ที่ดินของชุมชนลุ่มน้ำน่านตอนบน
กรมพัฒนาที่ดิน ชูผลงานวิจัย “การยอมรับของชุมชน ต่อการบริหารจัดการน้ำและพื้นที่เสี่ยงภัยพิบัติ ของแผนการใช้ที่ดินในลุ่มน้ำน่านตอนบน” ตอบโจทย์การแก้ปัญหา หลังนักวิจัยเจาะลึกศึกษาชัดหน่วยงานภาครัฐต้องสร้างความรู้ความเข้าใจ และความเชื่อมั่นให้กับเกษตรกร ทำให้คว้ารางวัลชนะเลิศภาคบรรยาย สาขานโยบาย เศรษฐกิจสังคม และการบริหารจัดการภาครัฐ ปี 66
นายปราโมทย์ ยาใจ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เปิดเผยว่า “การยอมรับของชุมชน ต่อการบริหารจัดการน้ำและพื้นที่เสี่ยงภัยพิบัติของแผนการใช้ที่ดินในลุ่มน้ำน่านตอนบน” เป็นหัวข้อศึกษาวิจัยที่ดำเนินการโดยคณะนักวิจัยจากสำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 7 และกองนโยบายและแผนการใช้ที่ดิน กรมพัฒนาที่ดิน ประกอบด้วย นางสาวนรินทร์พร นาเมือง, นางสุนีย์รัตน์ โลหะโชติ, นายดิเรก คงแพ, นางสาวชนม์ชนก ตั้งตระกูล และนางสาวสุภาพร สินศิริวัฒนา ถือเป็นอีกผลงานการวิจัยที่ประสบผลความสำเร็จตาม
แนวทางการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการวิจัยและนวัตกรรม นำมาซึ่งประสิทธิผลในการจัดทำแผนการบริหารจัดการน้ำ และการจัดทำแผนการใช้ที่ดินเพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์ที่ดิน ที่ต้องมีการศึกษา มีการยอมรับ
และมีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนแบบมีส่วนร่วม ทำให้สามารถประกอบการตัดสินใจในการวางแผนจัดการจัดการทรัพยากร ได้ทั้งในระยะสั้นจนถึงระยะยาวอย่างมีประสิทธิภาพ และยั่งยืน
“ด้วยความโดดเด่นของการวิจัยดังกล่าว กรมพัฒนาที่ดิน จึงคัดเลือกให้ผลงาน “การยอมรับของชุมชน ต่อการบริหารจัดการน้ำและพื้นที่เสี่ยงภัยพิบัติ ของแผนการใช้ที่ดินในลุ่มน้ำน่านตอนบน ” ได้รับรางวัลชนะเลิศภาคบรรยาย สาขานโยบาย เศรษฐกิจสังคม และการบริหารจัดการภาครัฐ ในการประชุมวิชาการประจำปี 2566 “ฟื้นฟูปฐพี สร้างสรรค์ดินดี ด้วยเทคโนโลยีพัฒนาที่ดิน” ซึ่งจัดระหว่างวันที่ 4 – 6 กันยายน 2566 ณ โรงแรมเดอะกรีนเนอรี่ รีสอร์ท เขาใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา” อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าว

ด้าน นางสาวนรินทร์พร นาเมือง ผู้อำนวยการกลุ่มวางแผนเพื่อการใช้ที่ดิน สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 7 กล่าวว่า การศึกษาวิจัยนี้ เป็นการศึกษาเรื่องการยอมรับของชุมชน ต่อการบริหารจัดการน้ำและพื้นที่เสี่ยงภัยพิบัติของแผนการใช้ที่ดินในลุ่มน้ำน่านตอนบน วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาความคิดเห็นและการยอมรับของชุมชนต่อการใช้ทรัพยากรในพื้นที่ลุ่มน้ำ เกิดการบริหารจัดการทรัพยากรในพื้นที่ให้มีการใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่าที่สุดลดปัญหาการขาดแคลนทรัพยากรน้ำ และลดความเสี่ยงต่อการเกิดอุทกภัย และภัยพิบัติอื่นๆ ในพื้นที่ลุ่มน้ำ โดยกลุ่มประชากรที่ทำการศึกษา คือ กลุ่มครัวเรือนเกษตรกรในพื้นที่ลุ่มน้ำน่านตอนบน 55,636 ครัวเรือนมีการสุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง จำนวนกลุ่มตัวอย่าง 397 ครัวเรือน ใช้สถิติเชิงพรรณา โดยการวิจัยเอกสาร การสัมภาษณ์ และการใช้แบบสอบถาม

นางสาวนรินทร์พร กล่าวต่อว่า สำหรับลุ่มน้ำน่านตอนบน เป็นอีกลุ่มน้ำที่ประสบกับการขาดแคลนน้ำในฤดูแล้ง และน้ำท่วมในฤดูน้ำหลาก ขณะที่ความต้องการน้ำเพื่อกิจกรรมต่างๆ และการใช้ทรัพยากรลุ่มน้ำ เพื่อทำการเกษตร มีแนวโน้มเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมด้วย รวมถึงการบริหารจัดการน้ำ เป็นอีกปัญหาที่สำคัญ ไม่ว่าขาดการอนุรักษ์ และตรวจสอบคุณภาพน้ำ ปัญหาการบุกรุกทำลายป่า ทำให้เกิดปัญหาการชะล้างพังทลายของดิน น้ำท่วมไหลหลากเกิดน้ำกัดเซาะริมตลิ่ง การปนเปื้อนสารเคมีและการเกิดน้ำเน่าเสีย เป็นต้น ปัญหาเหล่านี้สามารถแก้ไขได้โดยการบังคับใช้กฎระเบียบ และกฎหมายอย่างจริงจัง พร้อมเสริมสร้างความเข้มแข็งของกลุ่มผู้ใช้น้ำ แต่ในบางกรณี เช่น การใช้ประโยชน์ที่ดินของพื้นที่เกษตรกรรมเพื่อการชะลอน้ำในช่วงฤดูน้ำหลาก ยังขาดกฎหมายว่าด้วยการชดเชยความเสียหาย และเสียโอกาสในการใช้พื้นที่เกษตรกรรม จึงจำเป็นที่จะต้องจัดทำแผนบริหารจัดการน้ำขึ้น เพื่อเป็นเครื่องมือในการจัดการกับปัญหา
นางสาวนรินทร์พร ได้กล่าวถึงผลจากการศึกษาวิจัยว่า เกษตรกรมีความรู้ความเข้าใจ และความคิดเห็นต่อการบริหารจัดการทรัพยากรดิน ทรัพยากรน้ำ ทรัพยากรป่าไม้ และพื้นที่เสี่ยงภัยพิบัติทางการเกษตร เช่น พื้นที่แล้งซ้ำซาก พื้นที่น้ำท่วมซ้ำซาก พื้นที่เสี่ยงต่อการชะล้างพังทลายของดิน และพื้นที่ที่มีศักยภาพในการเกิดดินถล่ม ตามแผนการใช้ที่ดินในลุ่มน้ำน่านตอนบนในระดับมาก โดยเกษตรกรมีการใช้น้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติ และการส่งเสริมสนับสนุนของหน่วยงานของกรมพัฒนาที่ดิน ในการบริการแหล่งน้ำในไร่นานอกเขตชลประทาน จึงทำให้เกษตรกรส่วนใหญ่สามารถทำการเกษตรได้ตลอดทั้งปี”

“ส่วนความคิดเห็นต่อการนำแผนการใช้ที่ดินไปสู่การปฏิบัตินั้น ประกอบด้วยปัจจัยที่สำคัญที่สุด
ที่เกษตรกรจะเกิดการยอมรับในการนำแผนการใช้ที่ดินไปใช้ประโยชน์ คือ การที่หน่วยงานภาครัฐต้องสร้างความรู้ความเข้าใจ และความเชื่อมั่นให้กับเกษตรกร ให้ความช่วยเหลือและส่งเสริมการทำการเกษตรให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ จัดหาตลาดรองรับสินค้าเกษตร ซึ่งเป็นปัจจัยที่สำคัญที่จะทำให้แผนการใช้ที่ดินเกิดการยอมรับและการนำไปใช้ประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด” นางสาวนรินทร์พร กล่าว


