“ทีมมหาดไทย” ระดมความเห็น แนวคิด “ผู้ว่าฯ CEO” เพื่อขับเคลื่อนงานบำบัดทุกข์ บำรุงสุข ให้กับพี่น้องประชาชน
นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า จากการแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีภายใต้การนำของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ได้มีการหยิบยกประเด็นการขับเคลื่อนพัฒนาระบบบริหารราชการแผ่นดินในส่วนภูมิภาคภายใต้การนำของท่านผู้ว่าราชการจังหวัดให้มีความเข้มแข็ง สามารถทำหน้าที่เป็นผู้นำการบูรณาการส่วนราชการตลอดจนภาคีเครือข่ายในพื้นที่ในการดูแลพี่น้องประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งนโยบายของนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เน้นย้ำให้กระทรวงมหาดไทยได้ร่วมกับท่านผู้ว่าราชการจังหวัดได้ขับเคลื่อนการปฏิบัติงานด้วยความรวดเร็วเพื่อสนองตอบความต้องการของพี่น้องประชาชนโดยยึดหลัก “ทันโลก ทันสมัย ทันท่วงที” ซึ่งชาวมหาดไทยทุกคนต่างรู้จักกันดีและเรียกขานกันแบบง่าย ๆ ว่า “ผู้ว่าฯ CEO” ดังที่ตนได้กล่าวอยู่เสมอทั้งในที่ประชุมและการพบปะผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอทั่วประเทศ รวมถึงการตรวจเยี่ยมให้กำลังใจข้าราชการผู้ปฏิบัติงานในระดับพื้นที่อยู่เสมอว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดนั้นเปรียบเสมือน “นายกรัฐมนตรีของจังหวัด” นายอำเภอเปรียบเสมือน “นายกรัฐมนตรีของอำเภอ” ดังนั้นคำว่า นายกรัฐมนตรีนั้นคือ การเป็นผู้ที่ต้องนำเอานโยบายของทุกกระทรวง ทุกส่วนราชการ ไปขับเคลื่อนในพื้นที่เพื่อให้บังเกิดผลดี ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนให้มากที่สุด

“คำว่า “ผู้ว่าฯ CEO” เกิดขึ้นจากนโยบายการปฏิรูประบบราชการที่ต้องการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดได้ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง ทำหน้าที่เป็นผู้สะท้อนความต้องการของประชาชนเป็นสำคัญ และพิจารณาการดำเนินงานต่าง ๆ ตามนโยบายของรัฐบาลในระดับพื้นที่ เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อน ตลอดจนการบริหารราขการในพื้นที่จังหวัดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดช่องว่างของระบบราชการ หนุนเสริมประสิทธิภาพการบริหารราชการในพื้นที่ให้ส่งผลดีต่อประชาชนและทางราชการ โดยนำแนวคิดของภาคธุรกิจเอกชนมาปรับใช้ในการปรับเปลี่ยนบทบาทและหน้าที่ของผู้ว่าราชการจังหวัดให้มีอำนาจบังคับบัญชาโดยตรง และสามารถที่จะกำหนดแนวทางการขับเคลื่อนงานให้เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อประชาชนในพื้นที่ ซึ่งรูปแบบการบริหารราชการจังหวัดตามแนวคิด “ผู้ว่าฯ CEO” ได้เคยถูกหยิบยกขึ้นมาทดลองโดยกระทรวงมหาดไทยในปีงบประมาณ 2545 ในพื้นที่ 5 จังหวัดได้แก่ จังหวัดลำปาง จังหวัดชัยนาท จังหวัดศรีสะเกษ จังหวัดภูเก็ต และจังหวัดนราธิวาส ซึ่งจากการประเมินโครงการปรากฏว่าการแบ่งงานตามแผนงานของผู้ว่าฯ CEO ในจังหวัดทดลองมีประสิทธิภาพ เกิดผลสัมฤทธิ์สูง และได้รับความพึงพอใจในภาพรวมสูงกว่าจังหวัดที่ไม่ได้มีการทดลอง นำมาสู่การที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2546 และวันที่ 6 พฤษภาคม 2546 เห็นชอบให้ทุกจังหวัดใช้การบริหารงานจังหวัดแบบบูรณาการ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2546 พร้อมทั้งได้ออกระเบียบกฎหมายสำคัญเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานของผู้ว่าฯ CEO คือ ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยระบบการบริหารงานจังหวัดแบบบูรณาการ พ.ศ. 2546 โดยมีเป้าหมายสำคัญในการทำให้งานของจังหวัดเกิดผลสัมฤทธิ์และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน” นายสุทธิพงษ์ฯ กล่าว

ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวต่ออีกว่า หลักการสำคัญของ “ผู้ว่าฯ CEO” คือ การเป็นผู้บริหารสูงสุดของจังหวัดที่สามารถบริหารจัดการงานทุกมิติให้สอดคล้องเชื่อมโยงกับนโยบายรัฐบาล ยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัด และสนองตอบความต้องการของประชาชนในพื้นที่ ภายใต้การบูรณาการความร่วมมือของหน่วยงานภาครัฐกับส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่น และภาคเอกชน รวมถึงภาคประชาชนในพื้นที่ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาเชิงพื้นที่ในมิติต่าง ๆ โดยมีระเบียบ กฎหมาย การมอบอำนาจ การระดมสรรพกำลัง ทรัพยากร และเทคโนโลยีสารสนเทศ รวมถึงการสนับสนุนงบประมาณให้ผู้ว่าฯ CEO ดังนั้น ผู้ว่าฯ CEO จึงต้องเป็นผู้นำการเสริมสร้างพลังของภาคีเครือข่ายในพื้นที่ให้มีความเห็นพ้องต้องกันของทุกภาคส่วนในพื้นที่ และร่วมกันกำหนดเป็นวาระการพัฒนาร่วมกัน มีการแก้ไขปัญหาและพัฒนาพื้นที่โดยการนำปัญหาและความต้องการของประชาชนมากำหนดเป็นแนวทางให้สอดคล้องกับศักยภาพของจังหวัดตนเอง ซึ่งการประชุมหารือแนวทางการขับเคลื่อนนโยบายผู้ว่าฯ CEO ร่วมกับสำนักงาน ก.พ.ร. ในวันนี้ ได้มีการเปิดโอกาสให้ผู้บริหารส่วนราชการระดับกรมของกระทรวงมหาดไทย ผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้แทนจากทั่วประเทศ ได้แสดงความคิดเห็น แลกเปลี่ยนมุมมองแนวคิด รวมถึงให้ข้อเสนอแนะทั้งในเชิงระบบและข้อเท็จจริงในเชิงพื้นที่ ซึ่งพบว่าในแต่ละจังหวัดได้ประสบพบกับสภาพปัญหาอุปสรรคที่แตกต่างกันไปตามภูมิสังคม

“ตนได้มอบหมายให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด นายอำเภอทุกอำเภอ ได้ช่วยกันระดมความคิดเห็นและแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับแนวคิด “ผู้ว่าฯ CEO” จากผู้มีความรู้ ประสบการณ์ในพื้นที่ อาทิ ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดที่เกษียณอายุราชการไปแล้วในพื้นที่ของตนเอง ภาคีเครือข่ายทั้ง 7 ภาคี ทั้งภาคราชการ ภาคผู้นำศาสนา ภาควิชาการ ภาคเอกชน ภาคประชาชน ภาคประชาสังคม และภาคสื่อสารมวลชน มาร่วมกันคิด ร่วมพูดคุย ร่วมเสนอแนะ เพื่อนำเสนอแนวทางอันจะนำไปสู่การปฏิบัติเพื่อจะได้ทำให้พี่น้องประชาชนได้ร่วมรับประโยชน์ในอนาคต ซึ่งการระดมความคิดเห็น การพูดคุยกัน จะต้องไม่จบแค่ครั้งเดียว ไม่ใช่เรียกมาคุยกันประเดี๋ยวเดียวแล้วแยกย้าย แต่ต้องทำบ่อย ๆ ทำอย่างประจำสม่ำเสมอ เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ตามนโยบายของรัฐบาลที่มีความมุ่งมั่นตั้งใจในการที่จะช่วยทำให้กลไกของการบริหารราชการแผ่นดินที่สำคัญ โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอเป็นผู้นำ ได้มีบทบาทในการขับเคลื่อนการดูแลพี่น้องประชาชน ดูแลประเทศชาติ ร่วมกับพี่น้องกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ ร่วมมือกับภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนในพื้นที่ก้าวเดินไปข้างหน้าโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เพื่อร่วมกัน Change for Good ทำสิ่งดี ๆ ให้เกิดขึ้น อันเป็นการ “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” ให้กับพี่น้องประชาชนได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีและมีความสุขอย่างยั่งยืน” นายสุทธิพงษ์ กล่าวในช่วงท้าย

