การทำ IUI เป็นการรักษาภาวะผู้มีบุตรยากได้ในระดับหนึ่ง เป็นการรักษาขั้นต้น สำหรับผู้ที่มีปัญหาในระดับที่ไม่รุนแรง การทำ IUI แตกต่างจากการทำเด็กหลอดแก้ว และเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ เนื่องจากคู่สมรสที่มีปัญหามีบุตรยาก อาจไม่จำเป็นต้องทำเด็กหลอดแก้วก็สามารถมีบุตรได้ด้วยการทำ IUI ซึ่งมีค่าใช้จ่ายที่ต่ำกว่าค่อนข้างมาก แต่ถึงอย่างนั้นก็ต้องพิจารณาหลายอย่าง ก่อนอื่นไปทำความเข้าใจกันก่อนว่าการทำ IUI คืออะไร และเหมาะกับใครบ้าง
การทำ IUI คืออะไร?
ก่อนอื่นมาทำความเข้าใจกันก่อนว่าการทำ IUI คืออะไร จะได้เห็นภาพมากขึ้น ว่าการทำ IUI จะเหมาะสำหรับใครบ้าง โดยการทำ IUI คือการฉีดน้ำเชื้อเข้าสู่โพรงมดลูก เพื่อให้เชื้ออสุจิที่แข็งแรงซึ่งถูกคัดเลือกไว้แล้ว เดินทางเข้าไปผสมกับเซลล์ไข่ได้สำเร็จ มีโอกาสใช้ได้ผลกับคนที่มีปัญหาไข่ไม่ตก เพราะการทำ IUI ต้องฉีดกระตุ้นการตกไข่ และมีโอกาสใช้ได้ผลกับคนที่มีเชื้ออสุจิแข็งแรงสมบูรณ์ในปริมาณที่น้อยเกินไป เพราะการทำ IUI จะคัดเลือกอสุจิที่แข็งแรงจำนวนหนึ่งมาทำการฉีดเข้าไปในมดลูกโดยตรง เพิ่มโอกาสตั้งครรภ์ได้มากกว่าปกติ 5-6 เท่า มีอัตราความสำเร็จอยู่ที่ประมาณ 15%
คนที่เหมาะกับการทำ IUI คือใคร?
ในคู่สมรสที่มีปัญหามีบุตรยาก หากต้องการหันมาพึ่งวิธีการทำ IUI จะสำเร็จทุกคนหรือไม่ คำตอบคือ “ไม่” ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่าการทำ IUI ช่วยเพิ่มโอกาสการมีบุตรยากได้ในระดับหนึ่ง ขึ้นอยู่กับว่าสาเหตุของการมีบุตรยากนั้น จะสามารถแก้ไขได้ด้วยการทำ IUI หรือไม่ด้วย เพราะบางสาเหตุของการมีบุตรยาก การฉีดน้ำเชื้อเข้าสู่โพรงมดลูกก็ไม่ได้ช่วยอะไร
ยกตัวอย่างเช่น การมีบุตรยากจากท่อนำไข่ที่ตีบตันทั้ง 2 ข้าง แต่การฉีดน้ำเชื้อเข้าไปในโพรงมดลูก ยังต้องอาศัยท่อนำไข่เป็นทางผ่าน ดังนั้นการทำ IUI ก็จะไม่เกิดผล เพราะเชื้ออสุจิไม่สามารถเดินทางเข้าไปในโพรงมดลูกได้ จึงไม่สามารถทำการปฏิสนธิได้ โดยคนที่เหมาะกับการทำ IUI คือ
1.มีบุตรยากโดยไม่ทราบสาเหตุ
คู่สมรสคู่ไหนที่มีบุตรยากโดยยังไม่ทราบสาเหตุ แต่รู้สึกตัวเมื่อมีเพศสัมพันธ์ุโดยไม่คุมกำเนิดเป็นเวลามากกว่า 1 ปี แต่ยังไม่ตั้งครรภ์ เมื่อนั้นแนะนำให้เข้าพบแพทย์เพื่อปรึกษาเรื่องการมีบุตร และวิธีแรกที่แพทย์มักแนะนำคือการทำ IUI ซึ่งเป็นการรักษาที่ใกล้เคียงธรรมชาติที่สุด และเป็นวิธีการรักษาที่มีค่าใช้จ่ายต่ำสุด เมื่อทำแล้วไม่ได้ผล จึงเปลี่ยนไปทำวิธีอื่น
2.ผู้ที่มีปัญหาไข่ไม่ตก
หากคู่สมรสคู่ไหนที่มีบุตรยาก อันเนื่องมาจากฝ่ายหญิงไข่ไม่ตกตามเวลาที่เหมาะสม เมื่อตรวจแล้วพบว่าสาเหตุมีแค่นั้น ไม่ได้มีเรื่องท่อนำไข่ตีบตัน หรือภาวะรังไข่เสื่อม และปัญหาอื่นๆ เพียงแต่ไข่ไม่ตกตามเวลา สามารถพึ่งพาการทำ IUI ได้ เนื่องจากการทำ IUI จะมีการฉีดเร่งการตกไข่ ก่อนทำการฉีดน้ำเชื้อเข้าไป จึงมีโอกาสที่จะตั้งครรภ์ได้สำเร็จ เพราะน้ำเชื้อเข้าไปผสมในช่วงเวลาที่มีการตกไข่ จากการปฏิบัติตามขั้นตอนของแพทย์
3.ผู้ที่มีปัญหาอสุจิไม่แข็งแรง
ในคู่สมรสที่ฝ่ายชายมีอสุจิไม่แข็งแรงนัก อาจทำให้อสุจิเคลื่อนที่ช้า ไม่สามารถเดินทางเข้าไปผสมกับเซลล์ไข่ได้ หรือแม้แต่อสุจิที่ไม่สมบูรณ์ มีรูปร่างผิดปกติ เมื่อเดินทางเข้าไปในโพรงมดลูก ก็ไม่สามารถปฏิสนธิกับเซลล์ไข่ได้สำเร็จ แต่การทำ IUI เบื้องต้นแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญจะทำการคัดเลือก อสุจิที่แข็งแรงสมบูรณ์ก่อนทำการฉีดเข้าไป ทำให้มั่นใจได้ว่าอสุจิที่เข้าไปในโพรงมดลูกนั้นจะมีประสิทธิภาพพอที่จะปฏิสนธิกับเซลล์ไข่ได้ ซึ่งในการฉีดเข้าไปยังช่วยเรื่องการเคลื่อนที่ หากอสุจิมีการเคลื่อนที่ช้า การฉีดจะทำให้อสุจิเดินทางเข้าไปผสมกับไข่ได้สำเร็จ
4.ผู้ที่มีท่อนำไข่ตีบหรือตันข้างเดียว
การทำ IUI คือการฉีดน้ำเชื้อเข้าสู่โพรงมดลูก น้ำเชื้อและเชื้ออสุจิต้องเดินทางผ่านท่อนำไข่เข้าไปผสมกับไข่ แต่ถ้าหากตีบหรือตันทั้ง 2 ข้าง อสุจิจะไม่สามารถเดินทางเข้าไปในโพรงมดลูกได้ ทำให้ผู้ที่เข้ารับการรักษาด้วยการทำ IUI จะต้องมีท่อนำไข่ที่ใช้งานได้อย่างน้อย 1 ข้าง หากไม่เหลืออยู่เลย จะต้องพิจารณาไปทำการรักษาด้วยวิธีอื่นแทน
5.ผู้ที่มีมูกบริเวณปากมดลูกผิดปกติ
ในคู่สมรสที่มีบุตรยากอันเนื่องมาจาก ฝ่ายหญิงมีมูกบริเวณปากมดลูกผิดปกติ อาจเหนียวหรือข้นเกินไป เป็นอุปสรรคให้เชื้ออสุจิไม่สามารถเดินทางเข้าสู่ท่อนำไข่ได้ และไม่สามารถเข้าไปผสมกับไข่ได้นั่นเอง ซึ่งปัญหานี้สามารถแก้ไขด้วยการทำ IUI ได้
สรุปแล้วคนที่เหมาะกับการทำ IUI คือคนที่มีปัญหาบางอย่างที่ส่งผลต่อการปฏิสนธิ แต่ก็ต้องเป็นคนที่มีปัญหาในระดับที่ไม่รุนแรง และการทำ IUI ก็มีจำนวนครั้งที่เหมาะสมในการทำ นั่นคือไม่ควรทำเกิน 6 ครั้ง หากไม่เห็นผลควรเปลี่ยนวิธีการรักษา จะได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า อย่างไรเสียควรปรึกษาแพทย์โดยตรงจะดีที่สุด แนะนำคลินิกรักษาผู้มีบุตรยาก Worldwide IVF ที่พร้อมให้คำปรึกษาโดยละเอียดจากทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

