ฑิตฐิตา: เส้นทางในฐานะ Visual Merchandiser ให้แบรนด์ระดับโลก

31.10.23 | 16:27 น.

มาย ฑิตฐิตา – เส้นทางและบทบาทอาชีพของเธอในฐานะ Visual Merchandiser จากไทยสู่นิวยอร์กให้กับแบรนด์เครื่องสำอางค์ระดับโลก

วันนี้จะพามาทำความรู้จักกับ มาย – ฑิตฐิตา อมรปฏิเวธ จากจิวเวอรี่ดีไซน์เนอร์ที่ในวันหนึ่งโชคชะตาได้นำพาเธอเข้าสู่เส้นทางของธุรกิจเครื่องสำอางค์ และวันนั้นเองที่เธอได้ค้นพบตัวเอง และก้าวเดินจนกลายเป็น Visual Merchandiser (VM) ของแบรนด์เครื่องสำอางค์ชื่อดังระดับโลก


การเริ่มต้น: จากการสร้างแบรนด์เครื่องประดับของตัวเอง

มายเริ่มที่ภาควิชาออกแบบเครื่องประดับและคณะมัณฑนศิลป์ เป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางที่น่าสนใจนี้ หลังจากที่เรียนจบไม่นาน เธอเริ่มสร้างแบรนด์เครื่องประดับของตัวเองชื่อ “Lab Loner” ที่ทุกชิ้นถูกสร้างขึ้นด้วยมือของเธอ จากการผลิตจนถึงการถ่ายภาพและการโปรโมทผ่านโซเชียลมีเดีย เธอก็ได้รับความนิยมและออเดอร์มากขึ้นจากทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ปี 2015: การเริ่มงานใน Visual Merchandising: จาก Lab Loner ถึง CHANEL

Advertisement

เมื่อทำแบรนด์ของตัวไปสักพัก มายตั้งใจว่าอยากจะมีประสบการณ์ในการทำงานในองค์กรบ้างเพื่อที่จะได้เข้าไปเรียนรู้ว่าในแบรนด์ต่างๆเค้ามีระบบยังไง ประจวบกับช่วงเวลานั้นมีโอกาสเข้ามาคืองานตำแหน่ง Visual Merchandiser ของ CHANEL Thailand ในแผนก Fragrance and Beauty Products โดย ณ เวลานั้น ตัวเธอเข้าใจแบบผิวเผินว่างาน Visual Merchandiser มีหน้าที่แค่ในการจัดพร็อพเล็กๆตกแต่งร้านให้สวยงามเท่านั้น เธอจึงสมัครงานนี้ไปโดยการยื่นพอร์ตที่โชว์งานเรียนเครื่องประดับ และแทรกแบรนด์ของตัวเองที่จัดพร็อพตกแต่งเข้าไป หลังจากการสัมภาษณ์ 4 รอบกับทางผู้บริหาร เธอก็ได้รับเข้าทำงานในตำแหน่ง Visual Merchandiser แม้ว่าตัวเธอจะไม่ได้เรียนจบในทางนี้หรือมีประสบการณ์มาโดยตรง แต่เธอก็ใช้ความรู้จากที่เธอเรียนเครื่องประดับมาปรับเปลี่ยนในเชิงของงานออกแบบ และการผลิตงานที่มีคุณภาพเพื่อให้ได้ตรงมาตรฐานของแบรนด์

มายถือว่าโอกาสนี้ทำให้เธอได้เรียนรู้ศาสตร์และศิลป์ของ Visual Merchandising แบบครบองค์และได้เรียนรู้ Know-how จากแบรนด์หรูหราระดับโลกที่ไม่มีใครไม่รู้จักอย่าง CHANEL แต่ละปีเธอก็จะได้ทำโปรเจ็คใหม่ๆ เพื่อ Launch แคมเปญอยู่เสมอ เธอได้เรียนรู้ว่าบทบาทของ Visual Merchandiser สำคัญมากในการสร้างบรรยากาศในร้านค้าและเหนือไปกว่าแค่จัดพร็อพเล็กๆในร้าน แต่เกี่ยวข้องกับทุกๆองค์ประกอบที่ลูกค้าประสบ ไม่ว่าจะเป็น สีสัน วัสดุ การจัดไฟ เทคโนโลยี เพลง หรือแม้กระทั่งกลิ่น การทำงานที่นี่เธอได้ค้นพบสิ่งที่ตัวเองชื่นชอบ เพราะว่า Visual Merchandising เป็นศาสตร์ที่ต้องอาศัยความรู้ในด้าน ศิลปะและการออกแบบ การตลาด การดำเนินงาน (Operation) การสื่อสารรวมกัน ดังนั้นในการทำงานนอกจากความสวยงามแล้ว การใช้งาน ความเหมาะสมและกลยุทธ์ก็เป็นเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กัน

นอกจากนี้เธอก็มีโอกาสให้ดูแลภาพลักษณ์ของแบรนด์ในช่องทางที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นในห้างสรรพสินค้าชั้นนำในประเทศไทย จัด Pop-up event นอกสถานที่ เช่น โรงแรม บูติก และ ช่องทางธุรกิจสินค้าปลีกท่องเที่ยวในสนามบินต่างๆ

ในระยะเวลาการทำงาน 6 ปี (ปี 2015-2021) เธอได้ทำโปรเจคสำคัญๆกับทีม อย่าง Coco Game Center Beauty pop-up แรกของ CHANEL Thailand (ปี 2018), N5 Dressed In Red – Outdoor Installation (ปี 2018) ที่ห้างดังอย่าง Siam Paragon รวมถึงเปิดบูติกผลิตภัณฑ์น้ำหอมและเครื่องสำอางค์ที่แรกที่ Iconsiam (ปี 2020) และอีกมากมาย ในช่วงเวลานั้นหลายคนคงจะเคยได้เห็นงานของเธอในห้างสรรพสินค้าดังๆ ที่เรามักจะไปกันเป็นประจำ

ปี 2022: การเรียนรู้และการพัฒนา: Pratt Institute, New York

หลังจากนั้นเธอได้ตัดสินใจไปเรียนต่อที่ Pratt Institute, New York ในคอร์ส Fashion New Media ซึ่งเธอก็ได้พัฒนาทักษะการออกแบบดิจิตอล และได้เรียนรู้จากอาจารย์และเพื่อนร่วมห้องที่มาจากหลากหลายประเทศ แม้กระทั่งตอนเรียน เธอก็ยังคงชัดเจนและมุ่งมั่นที่จะพัฒนาในสายงาน Visual Merchandising โปรเจคที่เธอทำก็จะมีความเกี่ยวข้องกับความชื่นชอบของเธอในด้านนี้แต่แทรกศาสตร์ใหม่ๆที่เธอเรียนเข้าไปด้วย เธอทำพอร์ตที่โชว์ผลงานการทำงานทั้งหมด 6 ปีของเธอ รวมถึงงานออกแบบที่ทำในช่วงเวลาเรียน และตั้งใจเตรียมตัวล่วงหน้าในการยื่นพอร์ตสัมภาษณ์งานเพื่อที่จะแข่งกับคนอื่นที่อยู่ในตลาดให้ได้ ทำให้เธอได้รับงานในตำแหน่ง Visual Merchandising Manager แบรนด์ Estee Lauder – Travel Retail Worldwide

ปี 2023: ไปสู่ในระดับ Global: Estee Lauder Travel Retail Worldwide

แบรนด์ Estee Lauder เป็นบริษัทที่มี Headquarter ที่ New York จากที่เคยเป็น Visual Merchandiser ของตลาดในไทย ตอนนี้เธอได้ก้าวไปดูแลการออกแบบไกด์ไลน์ให้กับช่องทาง Travel Retail ทั่วโลกของแบรนด์ Estee Lauder ซึ่งเป็นบทบาทที่ใหม่สำหรับเธอ เธอบอกว่าตำแหน่งนี้ไม่ง่ายเลย แต่ทำให้เธอได้เรียนรู้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นความแตกต่างในการซื้อสินค้าของลูกค้าในแต่ละทวีป บางที่ออกแบบอาจจะเหมาะสำหรับทวีปหนึ่ง แต่อาจจะไม่เหมาะสำหรับอีกทวีปหนึ่ง หรือแนวทางการทำงานและกลยุทธ์ที่ต่างกันของ Local Visual Merchandiser กับ Worldwide Visual Merchandiser และอีกมากมาย

ไม่ว่าจะทำงานที่ไหนมายบอกว่า มายตั้งใจว่าจะทำงานทุกชิ้นให้ออกมาดีที่สุด แม้ว่าบางโปรเจ็คอาจไม่ใช่สไตล์ที่ตรงใจเราที่สุด แต่เราต้องใช้ความเข้าใจว่าแบรนด์เราเป็นแบบไหน สิ่งที่นำเสนอแบรนด์ได้ดีที่สุดคืออะไร รวมถึงลูกค้าเราเป็นใคร มองหาประสบการณ์แบบไหน ใช้ความเข้าใจตรงนี้รวมกับความคิดสร้างสรรค์ในการออกแบบออกมาให้ตรงโจทย์ที่สุด

เชื่อว่าเส้นทางและบทบาทของมาย น่าจะเป็นแรงบันดาลใจของใครหลายๆคนที่อยากจะเป็น Visual Merchandiser หนึ่งในอีกอาชีพที่น่าสนใจ ที่ช่วยสร้างความสุขและบรรยากาศที่ดีภายในร้านค้าผ่านการจัดแสดงสินค้าอย่างมืออาชีพและความคิดสร้างสรรค์อย่างไม่มีที่สิ้นสุด!

สามารถเข้าไปทักทายมายได้ที่ LinkedIn ของเธอ Click Here