เสวนาเนืองแน่น!ว่าด้วยอิทธิพลของเปอร์เชียและจีนอันทรงคุณค่า

2.11.23 | 12:00 น.

ถือเป็นอีกหนึ่งงานเสวนาที่ได้เปิดโลกความรู้ทางด้านวัฒนธรรมเปอร์เชียและจีน สำหรับงานเสวนา “ความรู้จากบันทึกของเปอร์เชีย และจีน ที่ส่งผลต่อวรรณกรรมไทย” กรณีศึกษาจากหนังสือ“กุหลาบเปอร์เชียในแดนสยาม” และ “พงศาวดารจีน ฉบับภาษาไทย” ณ ห้องประชุมอาคารดำรงราชานุภาพ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร ที่จัดขึ้นโดย มูลนิธิสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา, สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร และศูนย์ข้อมูลมติชน

ในช่วงแรกของการเสวนาคุณเอกภัทร์ เชิดธรรมธร พิธีกรและผู้ดำเนินรายการได้เรียนเชิญ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ คุณหญิงไขศรี ศรีอรุณ กรรมการและเลขานุการมูลนิธิสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ขึ้นกล่าวเปิดงาน

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ คุณหญิงไขศรี ศรีอรุณ ได้กล่าวถึงที่มาของการจัดงานเสวนาในครั้งนี้ใจความว่า งานเสวนานี้ถูกจัดขึ้นเนื่องในโอกาสที่มูลนิธิสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาได้ตีพิมพ์หนังสือ “พงศาวดารจีน” เพื่อสนองพระราชดำริในสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 90 พรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง 12 สิงหาคม 2565 และหนังสือ “กุหลาบเปอร์เซียในแดนสยาม” ทั้ง 2 เรื่องเป็นหนังสือที่มีคุณค่าทางวรรณกรรม

โดยรายได้จากการจำหน่ายหนังสือจะสมทบกองทุนมูลนิธิสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาเพื่อเป็นทุนการศึกษาแก่นักเรียน นักศึกษาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ คุณหญิงไขศรี ศรีอรุณ
กรรมการและเลขานุการมูลนิธิสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา
ขณะกล่าวเปิดงานเสวนาฯ ในวันเสาร์ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ.2566

ด้วยความสำคัญของวัฒนธรรมเปอร์เชียและจีนที่สอดแทรกในทุกมิติของวัฒนธรรมไทยไม่เว้นแม้แต่วงการวรรณกรรม เป็นผลให้ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร. กุสุมา รักษมณี และ รองศาสตราจารย์ ดร. กนกพร นุ่มทอง วิทยากรทั้งสองท่านจึงได้พาผู้ฟังทุกท่านย้อนเวลากลับไปยังอดีตนับตั้งแต่ความสัมพันธ์ทางการค้า ไปจนถึงเส้นทางการเข้ามาของทั้งสองวัฒนธรรมในไทย

Advertisement

จวบจนวันที่วรรณกรรมของเปอร์เชียและจีนได้สร้างคุณค่าอันมหาศาลให้แก่วงการวรรณกรรมของไทยเพื่อเป็นการตอกย้ำให้เห็นถึงคุณค่าของหนังสือทั้งสามเล่มนี้ที่ควรค่าแก่การอ่านและมีไว้ในครอบครองเป็นอย่างยิ่ง

รองศาสตราจารย์ ดร. กนกพร นุ่มทอง (ซ้าย) และ
ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร. กุสุมา รักษมณี (ขวา)
วิทยากรผู้บรรยายในงานเสวนาฯ

เริ่มแรกศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.กุสุมา รักษมณี ได้พาผู้ฟังไปทำความรู้จักกับวัฒนธรรมเปอร์เชียที่ถูกแบ่งออกเป็นสองช่วง คือวัฒนธรรรมยุคก่อนอิสลามและยุคอิสลาม

วัฒนธรรมในยุคก่อนอิสลามชาวเปอร์เชียนั้นพูดภาษา Indo-Iranian มีการนับถือเทพเจ้าที่คล้ายคลึงกับอินเดีย และเมื่อศาสนาอิสลามได้เผยแพร่เข้าสู่ดินแดนเปอร์เชียในช่วงศตวรรษที่ 7 จึงทำให้เกิดการผสมผสานระหว่างความเป็นอิสลามและเปอร์เชียจนเกิดเป็นวัฒนธรรมที่เรียกว่า Indo-Persian ที่ได้ส่งผลต่ออิทธิพลของวัฒนธรรมภายในประเทศมุสลิมอย่างมาเลเซียและอินโดนีเซีย

เมื่อมองหลักฐานทางประวัติศาสตร์ชาวเปอร์เชียได้ริเริ่มเข้ามามีบทบาทในสังคมไทยจากการค้าขายในสมัยของสมเด็จพระนารายณ์ ในช่วงเวลานั้นพวกเขาได้เล็งเห็นหนทางในการเข้ามาสานสัมพันธ์ทางการฑูตและการเผยแพร่ศาสนา แต่กลับไม่เป็นผลสำเร็จ

อย่างไรก็ตามกลับมีร่องรอยคำศัพท์จากภาษาเปอร์เชียที่ปรากฏในสมัยสุโขทัย จึงทำให้เกิดการสันนิษฐานว่าชาวเปอร์เชียอาจเข้ามาในไทยตั้งแต่ก่อนถึงสมัยของกรุงศรีอยุธยาก็เป็นได้

ต่อมารองศาสตราจารย์ ดร.กนกพร นุ่มทอง ก็ได้เล่าถึงการเข้ามาของวัฒนธรรมจีนในไทยที่มีความสลับซับซ้อน ซึ่งเมื่อย้อนกลับไปความสัมพันธ์ระหว่างไทยและจีนนั้นก็ริเริ่มมากจากการค้านับตั้งแต่ช่วงราชวงศ์ฮั่น ร่องรอยของวัฒนธรรมจีนในไทยนั้นก็มีมาอย่างเนิ่นนานโดยเห็นได้จากภาพเขียนจิตรกรรมฝาผนังและสถาปัตยกรรมต่าง ๆ ในสมัยกรุงศรีอยุธยา

ผู้เข้าร่วมเสวนาฯ นั่งฟังกันอย่างคับคั่ง
ภายในห้องประชุมอาคารดำรงราชานุภาพ พิพิธภัณฑสถานแห่งขาติพระนคร

ต้นกำเนิดการเผยแพร่ในของวรรณกรรมเปอร์เชียในไทย ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร. กุสุมา ได้กล่าวว่าคนเรานั้นมักมีเรื่องเล่าที่พกติดตัวไปไหนมาไหนด้วยเสมอ  การนำนิทานเพื่อนบ้านไปเล่ายังประเทศที่ตนเองเดินทางไปจึงนับเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ทำให้วรรณกรรมของเปอร์เชียและจีนได้เริ่มเผยแพร่เข้ามาในวงการวรรณกรรมไทยจนเป็นผลให้เกิดการแปลและดัดแปลง หรือการแปลและเรียบเรียงใหม่ กระทั่งการนำเนื้อหามาเล่าเสียใหม่

ผู้เข้าร่วมฟังเสวนาฯ ขณะเลือกซื้อหนังสือ ‘กุหลาบเปอร์เชียในดินแดนสยาม’ และ
‘พงศาวดารจีนฉบับภาษาไทย ลำดับที่ ๑ เรื่อง ไคเภ็ก’

เนื้อหาของวรรณกรรมเปอร์เชียที่ถูกเผยแพร่ในไทยมักเป็นเรื่องเล่าปลอบประโลมจิตใจแต่กลับแอบซ่อนแนว คิดทางปรัชญาเอาไว้อย่างลุ่มลึก ในขณะที่วรรณกรรมจีนมักโดนเด่นในเรื่องราวของเทพเจ้า การต่อสู้ และความเชื่อเหนือธรรมชาติที่ทั้งให้ข้อคิดในชีวิต

พร้อมสอดแทรกเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่มีความสนุกสนานในการเล่าเรื่องควบคู่กันไป สิ่งสำคัญที่สุดที่ผู้ฟังหลายท่านได้จากการฟังเสวนาในครั้งนี้คือคุณค่าของวรรณกรรมเปอร์เชียและจีนที่นอกจากจะสร้างข้อคิดมากมายให้กับคนในสังคมแล้ว ยังได้สร้างลีลาทางภาษาในการแต่งกลอน ทั้งยังสร้างคำศัพท์ที่สละสลวยทั้งยังเป็นการเปิดความคิดและเปิดมิติใหม่ ๆ ทางภาษา ที่ได้ส่งผลต่อวงการละคร

อย่างการนำเรื่องราวในพงศาวดารจีนไปดัดแปลงจนเกิดเป็นบทละครและการแสดงใหม่ๆ มากมาย นอกจากเวทีเสวนาแล้ว ภายในงานเสวนาครั้งนี้ยังมีกิจกรรมการนำชมชมภาพเขียนจีน เรื่อง “ห้องสิน” ที่เก๋งนุกิจราชบริหาร ตั้งอยู่ภายในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร ซึ่งมีภัณฑารักษ์ภายในพิพิธภัณฑ์คอยให้ความรู้ และปิดจบกิจกรรมภายในวันนั้นลง

คุณศุภวรรณ นงนุช
ภัณฑารักษ์พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร
ขณะนำชมภาพเขียนจีนเรื่อง “ห้องสิน” ที่เก๋งนุกิจราชบริหาร