50 ปี 14 ตุลา เจ้าฝันถึงโลกสีใด เรามาไกลพอแล้วหรือยัง?

3.11.23 | 16:20 น.
(จากซ้ายไปขวา) รักชนก ศรีนอก,วิโรจน์ ลักขณาอดิศร,คุณสุวิช รุ่งวัฒนไพบูลย์,รศ.ดร.บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ, ศ.กิตติคุณ ดร.สุรชาติ บำรุงสุข,ศ.ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ,ศ.พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ,คุณจรัญ หอมเทียนทอง,คุณศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ และคุณเชตวัน เตือประโคน ผู้ร่วมพิธีเปิดนิทรรศการ “50 ปี 14 ตุลา เจ้าฝันถึงโลกสีใด”

ผู้ร่วมพิธีเปิดนิทรรศการ “50 ปี 14 ตุลา เจ้าฝันถึงโลกสีใด”

เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ถือเป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ครั้งใหญ่ ที่ส่งผลต่อแนวคิดการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยอันแรงกล้ามาจนถึงทุกวันนี้ การเสียสละเลือดเนื้อเพื่อสิทธิเสรีภาพและรัฐธรรมนูญฉบับที่ประชาชนควรจะมี  ได้กลายเป็นชนวนครั้งใหญ่ ถึงจะผ่านมา 50 ปี ก็ไม่อาจมีใครลบเลือนความรู้สึกในวันนั้นได้

เนื่องในโอกาสครบรอบ 50 ปีเหตุการณ์ 14 ตุลา ทางสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จัดจำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (PUBAT) ได้เล็งเห็นความสำคัญของเหตุการณ์ดังกล่าวจึงได้จัดนิทรรศการ “50 ปี 14 ตุลา เจ้าฝันถึงโลกสีใด” ภายในงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 28  ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ตั้งแต่วันที่ 12 ตุลาคม – 23 ตุลาคม พ.ศ.2566

ใต้ภาพ : คุณสุวิช รุ่งวัฒนไพบูลย์   นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย

ท่ามกลางแนวคิดเรื่องความฝันที่สอดคล้องกับธีมของงานมหกรรมหนังสือในครั้งนี้ “50 ปี 14 ตุลา เจ้าฝันถึงโลกสีใด” ได้เปิดบอร์ดตอบคำถามในประเด็นที่ว่า “เจ้าฝันถึงโลกสีใด” ให้เหล่าผู้ที่แวะเวียนเข้ามาชมนิทรรศการร่วมแสดงความคิดเห็นในโลกแบบที่ตนเองฝันถึง เพื่อให้ความคิดเห็นของทุกคนได้เป็นส่วนหนึ่งกับนิทรรศการ

ภายในนิทรรศการจัดแสดงเรื่องราวนับตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 การเคลื่อนไหวของเหล่านักศึกษาเพียงไม่กี่คน ช่วงเวลาการตกอยู่ภายใต้รัฐบาลเผด็จการทหารนานถึง 16 ปี  การโดนกระทำที่ไม่ยุติธรรมจากรัฐ จนเป็นผลให้เกิดการลุกฮือครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนให้หวนคืนกลับมา

Advertisement

นอกจากการนำเสนอเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่ไล่เรียงกันตามลำดับเหตุการณ์แล้วนั้น ภายในงานยังมีการนำเสนอสื่อวีดิทัศน์ที่บันทึกเหตุการณ์จริง จากหอภาพยนตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) ทั้งนี้ยังมีการจัดแสดงสื่อสิงพิมพ์ อาทิ โปสเตอร์การเมือง (จากหอจดหมายเหตุ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์) หนังสือพิมพ์ หนังสือหายากที่ส่งผลต่อแนวคิดหัวก้าวหน้าของนักศึกษาในยุคนั้น

ใต้ภาพ : ผู้เข้าชมนิทรรศการขณะแสดงความคิดเห็นลงบอร์ด “เจ้าฝันถึงโลกสีใด”

เมื่อเอ่ยถึงความทรงจำในวันนั้น บนเวทีเสวนา 50 ปี 14 ตุลา เจ้าฝันถึงโลกสีใด ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2566 ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.สุรชาติ บำรุงสุข อาจารย์จากคณะรัฐศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นหนึ่งวิทยากรในเวทีเสวนาครั้งนี้ ได้เล่าถึงเหตุการณ์เมื่อครั้งตนเองยังเป็นนักศึกษาปี 1 ที่ได้เข้าร่วมกับขบวนการนักศึกษาว่า เหตุการณ์ที่เป็นหมุดหมายสำคัญในตอนนั้นคือเหตุการณ์ทุ่งใหญ่เนรศวรและการลบรายชื่อของ 9 นักศึกษารามคำแหง ที่นำไปสู่การชุมนุมที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

ในช่วงเวลานั้นอาจารย์สุรชาติเป็นหนึ่งในเหล่านักศึกษาที่ร่วมแจกแถลงการณ์ที่บริเวณสระน้ำซึ่งตั้งอยู่หน้าประตูใหญ่ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย “สิ่งที่เรานึกไม่ถึงก็คือการชุมนุมในกลางเดือนมิถุนายนที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย มีต้นเหตุมาจากการลบรายชื่อของ 9 นักศึกษารามคำแหง ”

ในวันนั้นมีการประกาศขอรัฐธรรมนูญคืนให้กับประชาชนภายในระยะเวลา 6 เดือน แต่พอเวลาผ่านไปจนมาถึงวันที่ 5 ตุลาคม กลุ่มเรียกร้องรัฐธรรมนูญก็ได้ประกาศรวมตัวและได้แถลงการณ์เพื่อเรียกร้องรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ทำให้วันที่ 6 ตุลาคมมีนักศึกษาถูกจับกุม และนั่นนำไปสู่การประท้วงที่ใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ จนนำไปสู่การรวมตัวของมวลชนในวันที่ 14 ตุลาคม 2516

“ผมคิดว่า14ตุลาตอกย้ำถึงกระแสการเรียกร้องประชาธิปไตยและการเรียกร้องรัฐธรรมนูญ สิ่งเหล่านี้ยังคงเป็นโจทย์ในสังคมไทย และเมื่อถอยกลับไปมอง 14 ตุลา เราจะพบว่ามันไม่ต่างจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง  2475 เลย เพราะมันเป็นความฝันที่ยิ่งใหญ่ของผู้คนที่คาดหวังว่าวันหนึ่งเราจะสร้างระบอบประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญที่ดีสามารถใช้ได้ยาวและช่วยเยียวยาปัญหาทางการเมืองได้”

หากถามว่าฝันถึงโลกสีใดหรือโลกแบบไหน อาจารย์สุรชาติได้ตอบว่าเขาฝันถึงโลกสีสวย เป็นสีที่สวยสำหรับประชาชนส่วนใหญ่ เป็นโลกที่มีพื้นที่สำหรับทุกชนชั้นและทุกชั้นชน ที่จะอยู่ด้วยกันได้อย่างสันติ ที่ถึงจะมีความขัดแย้งแต่มันก้จะไม่ปะทุเป็นความรุนแรงขนาดใหญ่เหมือนในตอน 6 ตุลาคม 2519 อีก

รศ.ดร.บัณฑิตได้ยกตัวอย่างการศึกษาการเมืองทัศนาที่มีความน่าสนใจอย่างต้นกำเนิดของ “เพลงสู้ไม่ถอย” ซึ่งเป็นการบันทึกข่าวเป็นเพลงบรรทักต่อบรรทัด ซึ่งเพลงนี้ได้ถูกนำไปแต่งต่อโดยเสกสรรค์ ประเสริฐกุล เป็นผลให้ใน 40 ปีต่อมา เพลงนี้ได้ถูกนำไปใช้ในขบวนการเคลื่อนไหวคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ซึ่งในจุดนี้เองที่ทำให้เห็นถึงการตีความหมายและความเข้าใจที่เปลี่ยนไปของกลุ่มคน

ภายหลังจากเดินทางมาถึงโค้งสุดท้ายของนิทรรศการ ในวันที่ 21 ตุลาคม 2566 รศ.ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้เป็นวิทยาการนำชมนิทรรศการ ’50 ปี 14 ตุลา’ เจ้าฝันถึงโลกสีใด รอบพิเศษ ซึ่งมีประชาชนให้ความสนใจและเข้าฟังการบรรยายอย่างแน่นหนา

รศ.ดร.ประจักษ์ได้กล่าวถึงความสำคัญเหตุการณ์ 14 ตุลา ว่าคือการเกิดความเคลื่อนไหวของภาคประชาชน กลายเป็นการเมืองมวลชน ที่แตกต่างจากแต่ก่อนที่สังคมไทยถูกครอบด้วยชนชั้นนำไม่กี่กลุ่ม ซึ่งเรียกว่า Elite Politics นึกถึงภาพประเทศที่มีนายทุน ขุนศึก ศักดินา ประชุมกัน เลี้ยงโต๊ะอาหารจีน 20 คน สามารถกำหนดได้เลยว่าประเทศควรไปในทิศทางใด

ใต้ภาพ : รศ.ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ  ขณะกำลังนำชมรอบพิเศษภายในนิทรรศการ

กระแสความคิด “ชาตินิยมแบบมวลชน” เกิดขึ้น ว่าบ้านเมืองนี้ก็เป็นของเรา เราต้องมีส่วนในการกำหนดอนาคตของบ้านเมืองด้วย อันนี้เป็นคุณูประการที่สำคัญที่สุด จากเหตุการณ์ 14 ตุลา

จากการนำชมรอบพิเศษและการเสวนาภายในนิทรรศการ 50 ปี 14 ตุลา จะเห็นได้ถึงความสำคัญของเหตุการณ์นี้ที่ถูกถ่ายทอดผ่านมุมมองต่าง ๆ ของวิทยากร ซึ่งเป็นเสมือนการตอกย้ำว่าเหตุการณ์เคลื่อนไหวของมวลชนในครั้งนั้น ได้กลายมาเป็นหมุดหมายสำคัญที่ถูกส่งต่อมาให้กับบรรดาคนรุ่นใหม่ที่จะเรียกร้องสิทธิและเสรีภาพของประชาธิปไตยที่ถูกต้องกลับคืนสู่สังคมไทย และเพื่อให้โลกใบนี้กลายเป็นโลกที่สีสวยสำหรับประชาชนทุกคน