
ผู้ร่วมพิธีเปิดนิทรรศการ “50 ปี 14 ตุลา เจ้าฝันถึงโลกสีใด”
เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ถือเป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ครั้งใหญ่ ที่ส่งผลต่อแนวคิดการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยอันแรงกล้ามาจนถึงทุกวันนี้ การเสียสละเลือดเนื้อเพื่อสิทธิเสรีภาพและรัฐธรรมนูญฉบับที่ประชาชนควรจะมี ได้กลายเป็นชนวนครั้งใหญ่ ถึงจะผ่านมา 50 ปี ก็ไม่อาจมีใครลบเลือนความรู้สึกในวันนั้นได้
เนื่องในโอกาสครบรอบ 50 ปีเหตุการณ์ 14 ตุลา ทางสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จัดจำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (PUBAT) ได้เล็งเห็นความสำคัญของเหตุการณ์ดังกล่าวจึงได้จัดนิทรรศการ “50 ปี 14 ตุลา เจ้าฝันถึงโลกสีใด” ภายในงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 28 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ตั้งแต่วันที่ 12 ตุลาคม – 23 ตุลาคม พ.ศ.2566

ท่ามกลางแนวคิดเรื่องความฝันที่สอดคล้องกับธีมของงานมหกรรมหนังสือในครั้งนี้ “50 ปี 14 ตุลา เจ้าฝันถึงโลกสีใด” ได้เปิดบอร์ดตอบคำถามในประเด็นที่ว่า “เจ้าฝันถึงโลกสีใด” ให้เหล่าผู้ที่แวะเวียนเข้ามาชมนิทรรศการร่วมแสดงความคิดเห็นในโลกแบบที่ตนเองฝันถึง เพื่อให้ความคิดเห็นของทุกคนได้เป็นส่วนหนึ่งกับนิทรรศการ
ภายในนิทรรศการจัดแสดงเรื่องราวนับตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 การเคลื่อนไหวของเหล่านักศึกษาเพียงไม่กี่คน ช่วงเวลาการตกอยู่ภายใต้รัฐบาลเผด็จการทหารนานถึง 16 ปี การโดนกระทำที่ไม่ยุติธรรมจากรัฐ จนเป็นผลให้เกิดการลุกฮือครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนให้หวนคืนกลับมา
นอกจากการนำเสนอเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่ไล่เรียงกันตามลำดับเหตุการณ์แล้วนั้น ภายในงานยังมีการนำเสนอสื่อวีดิทัศน์ที่บันทึกเหตุการณ์จริง จากหอภาพยนตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) ทั้งนี้ยังมีการจัดแสดงสื่อสิงพิมพ์ อาทิ โปสเตอร์การเมือง (จากหอจดหมายเหตุ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์) หนังสือพิมพ์ หนังสือหายากที่ส่งผลต่อแนวคิดหัวก้าวหน้าของนักศึกษาในยุคนั้น

เมื่อเอ่ยถึงความทรงจำในวันนั้น บนเวทีเสวนา 50 ปี 14 ตุลา เจ้าฝันถึงโลกสีใด ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2566 ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.สุรชาติ บำรุงสุข อาจารย์จากคณะรัฐศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นหนึ่งวิทยากรในเวทีเสวนาครั้งนี้ ได้เล่าถึงเหตุการณ์เมื่อครั้งตนเองยังเป็นนักศึกษาปี 1 ที่ได้เข้าร่วมกับขบวนการนักศึกษาว่า เหตุการณ์ที่เป็นหมุดหมายสำคัญในตอนนั้นคือเหตุการณ์ทุ่งใหญ่เนรศวรและการลบรายชื่อของ 9 นักศึกษารามคำแหง ที่นำไปสู่การชุมนุมที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย
ในช่วงเวลานั้นอาจารย์สุรชาติเป็นหนึ่งในเหล่านักศึกษาที่ร่วมแจกแถลงการณ์ที่บริเวณสระน้ำซึ่งตั้งอยู่หน้าประตูใหญ่ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย “สิ่งที่เรานึกไม่ถึงก็คือการชุมนุมในกลางเดือนมิถุนายนที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย มีต้นเหตุมาจากการลบรายชื่อของ 9 นักศึกษารามคำแหง ”
ในวันนั้นมีการประกาศขอรัฐธรรมนูญคืนให้กับประชาชนภายในระยะเวลา 6 เดือน แต่พอเวลาผ่านไปจนมาถึงวันที่ 5 ตุลาคม กลุ่มเรียกร้องรัฐธรรมนูญก็ได้ประกาศรวมตัวและได้แถลงการณ์เพื่อเรียกร้องรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ทำให้วันที่ 6 ตุลาคมมีนักศึกษาถูกจับกุม และนั่นนำไปสู่การประท้วงที่ใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ จนนำไปสู่การรวมตัวของมวลชนในวันที่ 14 ตุลาคม 2516
“ผมคิดว่า14ตุลาตอกย้ำถึงกระแสการเรียกร้องประชาธิปไตยและการเรียกร้องรัฐธรรมนูญ สิ่งเหล่านี้ยังคงเป็นโจทย์ในสังคมไทย และเมื่อถอยกลับไปมอง 14 ตุลา เราจะพบว่ามันไม่ต่างจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 เลย เพราะมันเป็นความฝันที่ยิ่งใหญ่ของผู้คนที่คาดหวังว่าวันหนึ่งเราจะสร้างระบอบประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญที่ดีสามารถใช้ได้ยาวและช่วยเยียวยาปัญหาทางการเมืองได้”
หากถามว่าฝันถึงโลกสีใดหรือโลกแบบไหน อาจารย์สุรชาติได้ตอบว่าเขาฝันถึงโลกสีสวย เป็นสีที่สวยสำหรับประชาชนส่วนใหญ่ เป็นโลกที่มีพื้นที่สำหรับทุกชนชั้นและทุกชั้นชน ที่จะอยู่ด้วยกันได้อย่างสันติ ที่ถึงจะมีความขัดแย้งแต่มันก้จะไม่ปะทุเป็นความรุนแรงขนาดใหญ่เหมือนในตอน 6 ตุลาคม 2519 อีก
รศ.ดร.บัณฑิตได้ยกตัวอย่างการศึกษาการเมืองทัศนาที่มีความน่าสนใจอย่างต้นกำเนิดของ “เพลงสู้ไม่ถอย” ซึ่งเป็นการบันทึกข่าวเป็นเพลงบรรทักต่อบรรทัด ซึ่งเพลงนี้ได้ถูกนำไปแต่งต่อโดยเสกสรรค์ ประเสริฐกุล เป็นผลให้ใน 40 ปีต่อมา เพลงนี้ได้ถูกนำไปใช้ในขบวนการเคลื่อนไหวคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ซึ่งในจุดนี้เองที่ทำให้เห็นถึงการตีความหมายและความเข้าใจที่เปลี่ยนไปของกลุ่มคน
ภายหลังจากเดินทางมาถึงโค้งสุดท้ายของนิทรรศการ ในวันที่ 21 ตุลาคม 2566 รศ.ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้เป็นวิทยาการนำชมนิทรรศการ ’50 ปี 14 ตุลา’ เจ้าฝันถึงโลกสีใด รอบพิเศษ ซึ่งมีประชาชนให้ความสนใจและเข้าฟังการบรรยายอย่างแน่นหนา
รศ.ดร.ประจักษ์ได้กล่าวถึงความสำคัญเหตุการณ์ 14 ตุลา ว่าคือการเกิดความเคลื่อนไหวของภาคประชาชน กลายเป็นการเมืองมวลชน ที่แตกต่างจากแต่ก่อนที่สังคมไทยถูกครอบด้วยชนชั้นนำไม่กี่กลุ่ม ซึ่งเรียกว่า Elite Politics นึกถึงภาพประเทศที่มีนายทุน ขุนศึก ศักดินา ประชุมกัน เลี้ยงโต๊ะอาหารจีน 20 คน สามารถกำหนดได้เลยว่าประเทศควรไปในทิศทางใด

กระแสความคิด “ชาตินิยมแบบมวลชน” เกิดขึ้น ว่าบ้านเมืองนี้ก็เป็นของเรา เราต้องมีส่วนในการกำหนดอนาคตของบ้านเมืองด้วย อันนี้เป็นคุณูประการที่สำคัญที่สุด จากเหตุการณ์ 14 ตุลา
จากการนำชมรอบพิเศษและการเสวนาภายในนิทรรศการ 50 ปี 14 ตุลา จะเห็นได้ถึงความสำคัญของเหตุการณ์นี้ที่ถูกถ่ายทอดผ่านมุมมองต่าง ๆ ของวิทยากร ซึ่งเป็นเสมือนการตอกย้ำว่าเหตุการณ์เคลื่อนไหวของมวลชนในครั้งนั้น ได้กลายมาเป็นหมุดหมายสำคัญที่ถูกส่งต่อมาให้กับบรรดาคนรุ่นใหม่ที่จะเรียกร้องสิทธิและเสรีภาพของประชาธิปไตยที่ถูกต้องกลับคืนสู่สังคมไทย และเพื่อให้โลกใบนี้กลายเป็นโลกที่สีสวยสำหรับประชาชนทุกคน
