ต้นตอของปัญหา สาเหตุของผื่นคันชนิดต่างๆ เกิดจากอะไร

8.11.23 | 14:40 น.

สภาพแวดล้อมรอบตัวในปัจจุบัน ทั้งอากาศที่เปลี่ยนแปลงบ่อย ปัญหามลพิษ และฝุ่น PM ต่าง ๆ นานา กำลังทำให้ร่างกายของเราปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมเหล่านั้นไม่ได้ จนเกิดปัญหาผื่นคันขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็น ผื่นคันแพ้ฝุ่น ผื่นร้อน ผื่นคันแพ้เหงื่อ ฯลฯซึ่งผื่นแต่ละชนิดก็จะมีลักษณะและอาการแตกต่างกันไป เราจะรู้ได้อย่างไรว่าอาการเหล่านั้น เป็นผื่นประเภทไหน และเกิดจากสาเหตุอะไร หากรู้สาเหตุแล้ว เราสามารถหาวิธีป้องกันและรักษาผื่นคันเหล่านั้นได้หรือไม่

ผื่นคัน (Rash) คือ

ผื่นคัน คือลักษณะอาการแพ้ทางผิวหนัง ที่เกิดจากกลไกทางอิมมูนต่อปฏิกิริยาการแพ้ ซึ่งเป็นกลไกป้องกันไม่ให้เชื้อโรคต่าง ๆ เข้าสู่ร่างกาย โดยผื่นคันจะเกิดขึ้นเมื่อได้รับปัจจัยกระตุ้น หรือร่างกายไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาวะแวดล้อมต่าง ๆ ได้ เช่น อากาศที่เปลี่ยนแปลง การสัมผัสสารเคมีในชีวิตประจำวัน สบู่ โลชั่น ผงซักฟอก หรือสิ่งเร้าอื่น ๆ ที่กระตุ้นให้เกิดการแพ้ อาทิ ไรฝุ่น ละอองเกสรดอกไม้ ฯลฯ โดยเฉพาะผื่นคันในเด็กที่ต้องระวังเป็นพิเศษ

สาเหตุของรูปผื่นคันต่าง ๆ สามารถเกิดได้จากทั้งปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอก ส่วนใหญ่ลักษณะของผื่นคันจะแตกต่างกันไปตามสาเหตุและความรุนแรงของอาการ ได้แก่ ผื่นแดงคัน ผื่นแดงไม่คัน ผื่นคันเกาแล้วลาม ผื่นคันตุ่มเล็ก ๆ ตุ่มเล็ก ๆ เป็นกลุ่มคัน ฯลฯ โดยบริเวณที่เกิดผื่นคันสามารถเกิดได้กับส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น ผื่นขึ้นหน้า คอ แขนขา ผื่นแดงขึ้นตามตัว หรือตามบริเวณข้อพับต่าง ๆ โดยส่วนมากผื่นคันจะสามารถหายเองได้ แต่ถ้าหากผื่นแดงมีอาการรุนแรงขึ้น หรือมีอาการแทรกซ้อนอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น ไข้สูง หายใจลำบาก ใบหน้าบวม ควรรีบไปพบแพทย์ทันที

ประเภทของผื่นคัน

ประเภทของผื่นคันสามารถแบ่งตามลักษณะและอาการออกได้เป็น 6 แบบ ดังนี้

Advertisement

1. ผื่นลมพิษ (Urticaria)

ผื่นคันจากลมพิษ คือการอักเสบของผิวหนังชนิดหนึ่ง ซึ่งสามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ ได้แก่ อาการแพ้สิ่งต่าง ๆ เช่น ยา อาหาร ไรฝุ่น การติดเชื้อ ภาวะความเครียด หรือพักผ่อนไม่พอ เป็นต้น โดยลมพิษจะมีลักษณะอาการคือผิวหนังบวม เกิดเป็นปื้นนูนแดงและมีอาการผื่นคัน มีรูปร่างขนาดต่าง ๆ กัน มักเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและกระจายตามตัว แขนขา แต่อย่างไรก็ตาม ผื่นมักจะคงอยู่ไม่นานเกิน 24 ชม. แล้วจึงยุบลง หลังจากนั้นผื่นคันอาจกลับมาใหม่ โดยมักเป็น ๆ หาย ๆ หรือย้ายตำแหน่งที่เกิดไปเรื่อย ๆ

2. ผื่นพองตุ่มใส มีน้ำด้านใน (Vesiculobullous Eruption)

ผื่นพองตุ่มใส มีน้ำด้านใน จะมีลักษณะอาการคือ เกิดตุ่มที่มีน้ำใส ๆ อยู่ข้างใน ซึ่งไม่ใช่แค่ผื่นเล็ก ๆ เพียงเท่านั้น แต่เป็นผื่นที่มักพบกระจายอยู่ตามตัว และสามารถสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจน โดยสาเหตุของผื่นอาจเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย ได้แก่ พันธุกรรม การติดเชื้อบางชนิด เช่น โรคเริม โรคอีสุกอีใส การสัมผัสกับสารก่อการระคายเคือง ภูมิคุ้มกันในร่างกายต่อต้านตนเอง รวมถึงภาวะผิดปกติอื่น ๆ ที่ส่งผลให้เกิดตุ่มน้ำพองที่ผิวหนัง เช่น โรคเบาหวาน เป็นต้น

3. ผื่นแบบมีจุดเลือด (Vasculitis)

ผื่นแบบมีจุดเลือดออกใต้ผิวหนัง จะมีลักษณะอาการได้หลายรูปแบบ เช่น เกิดผื่นสีม่วงแดง ผื่นแดงนูนพอลองกดแล้วสีแดงไม่จาง ตุ่มพองมีเลือดออกข้างในและแตกเป็นแผล หรือผื่นเป็นร่างแหคล้ายมีตาข่ายเส้นเลือดอยู่ใต้ผิว โดยส่วนมากมักพบที่บริเวณขา และอาจกระจายทั่วทั้งขา

สาเหตุของผื่นอาจเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย ได้แก่ เกิดจากการที่ผู้ป่วยเป็นโรคภูมิคุ้มกันทำร้ายตัวเอง (Autoimmune) เช่น โรคเอสแอลอี (SLE)  โรคติดเชื้อ เช่น วัณโรค หรือเชื้อแบคทีเรียบางประเภท เช่น เชื้อไวรัสตับอักเสบ หรือบางครั้งอาจเกิดขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด โดยการรักษาผื่นประเภทนี้ ควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์เท่านั้น

4. ผื่นแดง เป็นเส้นใย (Livedo Reticularis)

ผื่นแดงเป็นเส้นใย เป็นผื่นที่มักพบได้ไม่บ่อยมากนัก มีลักษณะอาการคือผื่นแดงที่มีลักษณะเป็นเส้นใยเล็ก ๆ  ผื่นนูนเป็นจ้ำเลือด (Purpura) หรือผื่นลายร่างแห (Livedo Reticularis) ตลอดจนมีตุ่มกดแล้วเจ็บใต้ผิวหนัง โดยผื่นแดงเป็นเส้นใยอาจเกิดเป็นแผลเรื้อรัง หรืออาจเกิดจากเนื้อเยื่อตายได้ในกรณีที่เกิดการขาดเลือดไปเลี้ยงอวัยวะส่วนปลายต่าง ๆ เช่น ปลายนิ้วมือ นิ้วเท้า ใบหู และปลายจมูก โดยการรักษาผื่นประเภทนี้ ควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์เท่านั้น

5. ผื่นคันแดง (Morbilliform)

ผื่นคันแดงสามารถพบได้บ่อย ซึ่งอาจพบแค่จุดเดียวหรือพบผื่นคันได้ทั่วทั้งตัว โดยจะมีลักษณะอาการคือผื่นแดง ๆ หรือตุ่มใสและคันตามตัว บางครั้งอาจมีการตกสะเก็ดตามมาด้วย สามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ ได้แก่ การสัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้ เช่น เครื่องสำอาง น้ำยาทำความสะอาด การอยู่ท่ามกลางแดดร้อน ๆ และสัมผัสกับฝุ่นมลภาวะ แมลงสัตว์กัดต่อย ภาวะเครียดวิตกกังวล การนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ ฯลฯ

6. ผื่นตุ่มใสแข็ง (Dyshidrotic Eczema)

ผื่นตุ่มใสแข็ง คือผื่นผิวหนังอักเสบชนิดหนึ่ง ที่มีลักษณะอาการคือเป็นตุ่มใส ๆ แข็ง ๆ มักมีอาการคันร่วมด้วย และผื่นคันตุ่มเล็ก ๆ ใส ๆ มีน้ำใส ๆ ในตุ่มผื่น ซึ่งอาจกลายเป็นหนองจากการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อน แล้วลอกออกมาเป็นแผ่นได้  โดยผื่นชนิดนี้มักจะเป็นเรื้อรัง เป็น ๆ หาย ๆ ส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นบริเวณฝ่ามือฝ่าเท้า ตุ่มใสที่มือ หรือด้านข้างนิ้วมือนิ้วเท้า โดยสาเหตุของผื่นอาจเกี่ยวข้องกับโรคภูมิแพ้ การแพ้สารสัมผัส การระคายเคือง รวมถึงการใช้เจลแอลกอฮอล์ หรือล้างมือบ่อยเกินไป ก็สามารถทำให้เกิดผื่นคันประเภทนี้ได้

ผื่นคันมีสาเหตุจากอะไรบ้าง

สาเหตุที่ทำให้เกิดผื่นคัน สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ปัจจัยคือ ผื่นคันที่เกิดจากปัจจัยภายใน และผื่นคันตามตัวที่เกิดจากปัจจัยภายนอก ซึ่งแต่ละปัจจัยมีรายละเอียดต่าง ๆ ดังนี้

 

1.ผื่นขึ้นตามตัวคันเกิดจากปัจจัยภายใน

สาเหตุของผื่นคันอาจเกิดจากปัจจัยทางพันธุกรรม ซึ่งหากคนในครอบครัวของคุณเคยมีประวัติเป็นโรคภูมิแพ้มาก่อนอยู่แล้ว คุณก็อาจจะมีความเสี่ยงในการเกิดอาการแพ้และเกิดผื่นแพ้ได้ง่าย รวมถึงหากคุณกำลังเกิดความเครียดหรือความวิตกกังวลอยู่ สิ่งเหล่านั้นอาจส่งผลต่อระบบการทำงานในร่างกาย ทำให้ผิวเกิดอาการแพ้ได้ง่าย และนำไปสู่การเกิดผื่นคัน ผื่นแพ้ผิวหนังได้เช่นกัน

2.ผื่นแดงคันเกิดจากปัจจัยภายนอก

สภาวะแวดล้อมอันเป็นปัจจัยภายนอกที่กระตุ้นให้เกิดตุ่มแดงขึ้นตามตัว ได้แก่ ไรฝุ่น ขนสัตว์ ละอองเกสร ฯลฯ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะกระตุ้นทำให้เกิดการระคายเคืองผิวหนัง อีกทั้งยังทำให้ผื่นขึ้นตามตัวมีอาการคันมากขึ้น อีกทั้งสภาพอากาศในฤดูกาลต่าง ๆ เช่น อากาศแห้งเย็นในฤดูหนาว อาจทำให้เกิดเป็นผื่นคัน หรืออากาศร้อนในฤดูร้อน จะทำให้เหงื่อออกมาก จนเกิดผดร้อน อาการแพ้เหงื่อตัวเอง ผื่นคันแพ้เหงื่อได้

 

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยภายนอกอื่นๆ อีกมากมายที่อาจทำให้เกิดผื่นคันได้ เช่น เชื้อโรคต่าง ๆ เชื้อรา เชื้อแบคทีเรีย ซึ่งทำให้เกิดการติดเชื้อบนผิวหนัผื่นเชื้อรา การใช้โลชั่นหรือสบู่ที่มีสารเคมีผสมอยู่ อาจมีส่วนประกอบที่ก่อให้เกิดอาการระคายเคือง เกิดผื่นขึ้นหน้าหรือคันตามตัว รวมถึงการรับประทานอาหารบางชนิด ก็สามารถเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดตุ่มแดงขึ้นตามตัวคันได้ เช่น เนื้อสัตว์บางประเภท นม ไข่ ถั่วเหลือง เป็นต้น

วิธีรักษาผื่นคัน

วิธีแก้ผื่นคัน ผื่นคันตามตัววิธีรักษา สามารถทำได้โดย

1.รักษาด้วยการใช้ยารักษาผื่นคัน ทั้งยาใช้ภายนอกและยาชนิดรับประทาน

  • ยาใช้ภายนอก ยาทาแก้ผื่นคัน ได้แก่ ครีมไฮโดรคอร์ติโซน (Hydrocortisone cream) คาลาไมน์โลชั่น (Calamine) ยาที่ให้ความชุ่มชื้น ยาขี้ผึ้ง ฯลฯ
  • ยาชนิดรับประทาน ได้แก่ ยาแก้แพ้หรือยาต้านฮีสตามีน (Antihistamines) เป็นต้น

2.การประคบเย็น ใช้ผ้าสะอาดห่อน้ำแข็ง หรือใช้ผ้าชุบน้ำเย็นประคบบริเวณที่มีผื่นคัน จะช่วยบรรเทาอาการอักเสบและอาการคันตามตัวได้

3.รักษาด้วย UV Phototherapy การฉายแสงอัลตราไวโอเลตคลื่นความถี่ เพื่อการรักษาผื่นผิวหนังบางประเภท โดยจะช่วยกดภูมิในร่างกายไม่ให้ไวต่อสิ่งแวดล้อม ​และยับยั้งการอักเสบของผิวหนัง

4.ถ้าหากคุณลองรักษาผื่นคันด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น ใช้ยารักษาผื่นคัน หรือประคบเย็นแล้ว แต่อาการก็ยังไม่ดีขึ้น สามารถขอคำปรึกษาแพทย์แบบออนไลน์ได้ ซึ่งบริการออนไลน์นี้ คุณสามารถส่งภาพถ่ายผื่นคันของคุณให้แพทย์วินิจฉัยว่าผื่นรูปแบบนี้คือผื่นคันประเภทใด ควรใช้วิธีการรักษาอย่างไรดี ซึ่งก็จะช่วยให้คุณสามารถรักษาอาการได้อย่างตรงจุดมากขึ้น

 การป้องกันผื่นคัน 

วิธีแก้ผื่นคันที่เราสามารถปฏิบัติเพื่อช่วยป้องกันการเกิดผื่นคัน ได้แก่

  • ควรเลือกสวมใส่เสื้อผ้าเนื้อบางเบา นุ่มสบาย ระบายอากาศได้ดี ซึ่งมีขนาดพอดีหรือใหญ่กว่าตัวนิดหน่อย เพื่อช่วยถ่ายเทความร้อนและเหงื่อ โดยไม่ใส่เสื้อรัดรูปเนื่องจากเสื้อผ้าอาจรัดและเสียดสีผิว จนทำให้เกิดการระคายเคือง
  • หมั่นอาบน้ำดูแลทำความสะอาดร่างกายเป็นประจำ เนื่องจากสิ่งสกปรกต่างๆ ที่มาสัมผัสกับผิวหนัง เช่น เหงื่อ ฝุ่นละออง อาจก่อให้เกิดปัญหาของผดผื่น อาการคันยุบยิบตามตัวมีผื่นขึ้นมาได้
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบ 5 หมู่ และนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย
  • ใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิวหนัง หมั่นทาครีมบำรุงผิวหรือโลชั่นที่ให้ความชุ่มชื้น เพื่อทำให้ผิวไม่แห้งจนเกินไป โดยคุณสามารถเลือกซื้อผลิตภัณฑ์บำรุงผิวสูตรต่าง ๆ เพื่อช่วยทำให้ผิวชุ่มชื้น ป้องกันผื่นคันได้ที่ Health Mall จาก Bedee ซึ่งรวบรวมผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหลากหลายแบบไว้ให้คุณได้เลือกช้อปอย่างสะดวกสบาย

สรุปเรื่องผื่นคัน

ใครที่กำลังประสบปัญหาผื่นคันกวนใจอยู่ ลองสังเกตลักษณะผื่นคันของตัวเองดูว่าเป็นผื่นคันประเภทไหน หรือถ้าหากคุณอยากทราบสาเหตุที่แน่ชัด สามารถเข้ารับการตรวจสารก่อภูมิแพ้หรือเข้ารับคำวินิจฉัยจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้ ซึ่งถ้าหากอาการรูปผื่นคันต่าง ๆ ของคุณลองใช้วิธีการป้องกันและรักษาในเบื้องต้นดูแล้ว แต่ผื่นคันก็ยังไม่หาย มิหนำซ้ำยังมีอาการรุนแรงมากขึ้น หรือมีอาการอื่น ๆ แทรกซ้อน เช่น ไข้สูง หายใจไม่ออก ควรรีบเข้าพบแพทย์ทันที