CKPower แชร์ประสบการณ์ความสำเร็จการออกหุ้นกู้เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ในงานสัมมนาสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย หลังไซยะบุรี พาวเวอร์ ประสบความสำเร็จในการออกหุ้นกู้เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ยอดจองเกินวงเงินเสนอขาย ย้ำความเชื่อมั่นต่อธุรกิจ มุ่งขับเคลื่อนสู่สังคมคาร์บอนต่ำ
วันที่ 29 พ.ย.2566 นางมัณทนา เอื้อกิจขจร รองกรรมการผู้จัดการ งานวางแผนธุรกิจ บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ CKPower (CKP) หนึ่งในผู้ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคและมีคาร์บอนฟุตพริ้นท์ต่ำที่สุดรายหนึ่ง ได้เข้าร่วมเสวนาเพื่อแบ่งปันประสบการณ์การออกและเสนอขายตราสารหนี้กลุ่มความยั่งยืน ในงานสัมมนา “Enable ESG Bond Issuance # 2: Global Dynamic & Thailand Framework Development” ซึ่งจัดโดยสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) และกองทุนส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน (CMDF) เมื่อเร็วๆ นี้ โดยได้ร่วมแบ่งปันแนวทางในการดำเนินการด้านความยั่งยืน และการตัดสินใจในการริเริ่มดำเนินการด้านความยั่งยืนขององค์กร รวมถึงขั้นตอนการระดมทุนด้วยการออกตราสารหนี้กลุ่มความยั่งยืนในทางปฎิบัติจริง จนถึงการออกและเสนอขายให้ประสบความสำเร็จ
ทั้งนี้ เมื่อเร็วๆนี้ โรงไฟฟ้าพลังน้ำ ไซยะบุรี (XPCL) บริษัทร่วมในเครือของ CKPower ประสบความสำเร็จในการออกหุ้นกู้ เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม มูลค่า 3,500 ล้านบาท ซึ่งเป็นการออกหุ้นกู้เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อมครั้งที่ 2 ทั้งนี้มีนักลงทุนสถาบันและผู้ลงทุนรายใหญ่ให้ความสนใจจองหุ้นกู้ดังกล่าว โดยเป็นยอดจองในวงเงินที่เปิดจองจำนวน 2,000 ล้านบาท และมียอดจองเพิ่มเติมในส่วนที่สำรองเพื่อเสนอขายเพิ่มเติม (Greenshoe) อีก 1,500 ล้านบาท ถือเป็นการตอกย้ำการดำเนินธุรกิจการผลิตไฟฟ้าพลังสะอาดเพื่อสร้างเสถียรภาพให้ประเทศไทย และช่วยให้สามารถขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้พลังงานหมุนเวียนในอนาคต
เกี่ยวกับ “บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ CKPower”
บริษัทประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากพลังงานประเภทต่าง ๆ 3 ประเภท จำนวน 14 แห่ง รวมขนาดกำลังการผลิตติดตั้ง 3,627 เมกะวัตต์ ประกอบด้วย (1) โรงไฟฟ้าพลังน้ำ 3 แห่ง คือ โรงไฟฟ้าพลังน้ำ น้ำงึม 2 ภายใต้ บริษัท ไฟฟ้า น้ำงึม 2 จำกัด ซึ่งบริษัทถือหุ้น 46% (ถือผ่าน บริษัท เซาท์อีสท์ เอเชีย เอนเนอร์จี จำกัด) ขนาดกำลังการผลิตติดตั้ง 615 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าพลังน้ำ ไซยะบุรี ภายใต้ บริษัท ไซยะบุรี พาวเวอร์ จำกัด ซึ่งบริษัทถือหุ้น 42.5% ขนาดกำลังการผลิตติดตั้ง 1,285 เมกะวัตต์ และโครงการไฟฟ้าพลังน้ำ หลวงพระบาง ภายใต้ บริษัท หลวงพระบางพาวเวอร์ จำกัด ซึ่งบริษัทถือหุ้น 50.0% ขนาดกำลังการผลิตติดตั้ง 1,460 เมกะวัตต์ (2) โรงไฟฟ้าระบบโคเจนเนอเรชั่น 2 แห่ง ภายใต้ บริษัท บางปะอิน โคเจนเนอเรชั่น จำกัด ซึ่งบริษัทถือหุ้นอยู่ 65% ขนาดกำลังการผลิตติดตั้ง 238 เมกะวัตต์ และ (3) โรงไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ 9 แห่ง ภายใต้ บริษัท บางเขนชัย จำกัด ซึ่งบริษัทถือหุ้น 100% จำนวน 7 แห่ง ขนาดกำลังการผลิตติดตั้ง 15 เมกะวัตต์ ภายใต้บริษัท นครราชสีมา โซล่าร์ จำกัด ซึ่งบริษัทถือหุ้น 30% จำนวน 1 แห่ง ขนาดกำลังการผลิตติดตั้ง 6 เมกะวัตต์ และภายใต้บริษัท เชียงราย โซล่าร์ จำกัด ซึ่งบริษัทถือหุ้น 30% จำนวน 1 แห่ง ขนาดกำลังการผลิตติดตั้ง 8 เมกะวัตต์
CKPower หนึ่งในผู้ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่ใหญ่ที่สุดและมีคาร์บอนฟุตพริ้นท์ที่ต่ำที่สุดในภูมิภาค ตั้งเป้าที่จะเพิ่มสัดส่วนกำลังการผลิตจากพลังงานหมุนเวียนจากเดิม 93% เป็น 95% หรือ 4,800 เมกะวัตต์ ภายในปี พ.ศ. 2567 นอกจากนี้ CKPower ยังสนับสนุนเป้าหมายที่มุ่งเน้นการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero GHG Emissions) ภายในปี พ.ศ. 2593 ด้วยการพัฒนานวัตกรรมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด โดยล่าสุดในปี 2565 โรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนในเครือของกลุ่มบริษัท CKPower สามารถผลิตไฟฟ้าสะอาดส่งให้ประเทศไทยได้ถึง 9.5 ล้านเมกะวัตต์ชั่วโมง (MWh) หรือ 5 % ของไฟฟ้าที่ใช้ในประเทศ เทียบเท่ากับการหลีกเลี่ยงการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 5 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี และในปี 2565 CKPower ได้รับการจัดอันดับเครดิตองค์กรจากทริสเรตติ้ง ที่ “A” แนวโน้มอันดับเครดิต “คงที่” ทั้งนี้ในปี 2566 CKPower ได้รับคะแนนการกำกับดูแลกิจการ (CG Score) ในระดับ “ดีเลิศ” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 ในโครงการสำรวจการกำกับดูแลกิจการบริษัทจดทะเบียนประจำปี 2566 และในปีเดียวกันนี้ CKPower ได้รับการประเมินจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยให้ได้ SET ESG Ratings ประจำปี 2566 ที่ระดับ “AAA” ซึ่งเป็นเรทติ้งระดับสูงสุด นับเป็นการติดรายชื่อหุ้นยั่งยืน 4 ปีติดต่อกัน

