กสทช. ขับเคลื่อนแนวทางกำกับดูแลที่สมดุล ผ่านเวทีนานาชาติ Regulatory Network Meeting 2023 ครั้งแรกในไทย

กสทช. ขับเคลื่อนแนวทางการกำกับดูแลที่สมดุล ผ่านเวทีประชุมนานาชาติ Regulatory Network Meeting (RNM 2023) ครั้งแรกในประเทศไทย

สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.) จัดการประชุม Regulatory Network Meeting (RNM 2023) ในวันที่ 6-8 ธันวาคม 2566 ณ โรงแรมดุสิตธานี ลากูนา ภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต ซึ่งการประชุม RNM 2023 จัดขึ้นเป็นครั้งแรกจากการริเริ่มของ กสทช.โดยมุ่งหมายให้เป็นเวทีแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านนโยบายการกำกับดูแลและข้อมูลเชิงลึกของผู้แทนหน่วยงานระดับสูง องค์กรกำกับดูแล รวมไปถึงผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรระหว่างประเทศ และสถาบันการศึกษาจากต่างประเทศและในประเทศ เพื่อขับเคลื่อนแนวทางในการกำกับดูแลด้านโทรคมนาคมและเทคโนโลยีการสื่อสารร่วมกัน นำไปสู่ความสมดุลด้านนโยบายที่การกำกับดูแลสามารถนำไปสู่การแข่งขันและเศรษฐกิจที่ดีขึ้น กระตุ้นให้เกิดนวัตกรรมในอุตสาหกรรม ในขณะที่ก็สามารถปกป้องประโยชน์ของผู้บริโภคและสังคมโดยรวม

ในที่ประชุมครั้งนี้ กรรมการ กสทช. รศ.ดร.ศุภัช ศุภชลาศัย กล่าวเปิดงาน (Opening Remarks) พร้อมด้วย กสทช. พลอากาศโท ดร.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ กสทช. ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร. พิรงรอง รามสูต กสทช. รศ. สมภพ ภูริวิกรัยพงศ์ รวมทั้งผู้บริหารระดับสูงจากสำนักงาน กสทช. เข้าร่วมงาน เพื่อร่วมอภิปรายในประเด็นด้านกำกับดูแลที่สำคัญร่วมกันทั้งหมด 5 ประเด็น ซี่งมีบทสรุปดังนี้

Advertisement

: ด้านการแข่งขันและการรวมกิจการ (Merger and Competition)
จากการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านการรวมธุรกิจในออสเตรเลีย มาเลเซีย สหรัฐอเมริกา และไทย หน่วยงานกำกับดูแลในทุกประเทศมีแนวทางการกำกับดูแลด้านการแข่งขันที่คล้ายคลึงกัน ตั้งแต่การพิจารณาว่าการรวมธุรกิจส่งผลกระทบต่อสาธารณประโยชน์ ต่อการแข่งขันและโครงสร้างตลาดอย่างไร โดยจะต้องมีมาตรการเฉพาะเพื่อลดผลกระทบจากการรวมกิจการของแต่ละกรณีแตกต่างกันขึ้นกับบริบทของแต่ละประเทศ เช่น มาเลเซีย มีการกำหนดมาตรการเฉพาะที่เข้มงวด โดยให้ผู้รวมธุรกิจคืนคลื่นความถี่บางส่วน และจัดตั้งหน่วยธุรกิจเพื่อให้บริการ MVNO โดยเฉพาะ ในขณะที่ออสเตรเลียจะวิเคราะห์ด้วยว่าหากไม่ให้รวมธุรกิจแล้ว ผู้ให้บริการอาจจะไม่สามารถแข่งขันกับผู้ให้บริการรายเดิมในตลาดได้ นอกจากนี้ ยังมีการเสนอแนะให้หน่วยงานกำกับดูแลนำแง่มุมของเทคโนโลยีเป็นส่วนหนึ่งในการพิจารณาเรื่องการรวมกิจการด้วย

: ด้านการกำกับดูแลความเป็นส่วนตัว การถ่ายโอนข้อมูลข้ามพรมแดน และการค้าดิจิทัล (Privacy Regulations, Cross-border Data and Digital Trade)
ประเด็นเรื่องข้อมูลความเป็นส่วนตัว เป็นสิ่งที่หน่วยงานกำกับดูแลทั่วโลกต้องชั่งน้ำหนักระหว่างการคุ้มครองความเป็นส่วนตัวของประชาชน และการถ่ายโอนข้อมูลเพื่อประโยชน์ของการค้า การลงทุน และเศรษฐกิจ โดยที่แต่ละประเทศต่างมีแนวทางที่แตกต่างกันด้วยข้อจำกัดของแต่ละประเทศ รวมถึงอาจมีแง่มุมของการเมืองระหว่างประเทศด้านภูมิรัฐศาสตร์ (International Geo-politics) เข้ามาเกี่ยวข้องในการกำหนดนโยบายด้านการกำกับดูแล เช่น ประเทศจีนมีความเข้มงวดอย่างสูงในการส่งผ่านข้อมูล มีการกำหนดให้มีการจัดเก็บข้อมูลภายในเขตแดน (Data Localization) ในขณะที่สหภาพยุโรปมีนโยบายที่ให้ความสำคัญกับการปกป้องความเป็นส่วนตัวและกำหนดมาตรฐานในการถ่ายโอนข้อมูลอย่างชัดเจน ส่วนสหรัฐอเมริกามีแนวทางที่ผ่อนคลายด้านการถ่ายโอนข้อมูลข้ามพรมแดนเพื่อช่วยให้เกิดการค้าและการลงทุนระหว่างกัน

: ด้านกำกับดูแลบริการ OTT ภายใต้ความท้าทายด้านเทคโนโลยี เช่น AI (New Regulatory Challenges from OTT and AI)
บริการ OTT สร้างการเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์การสื่อสารของโลก ในขณะเดียวกันก็สร้างความท้าทายต่อหน่วยงานกำกับดูแลทั่วโลก ตั้งแต่เรื่องอาชญากรรมทางไซเบอร์ (Cybercrime) และภัยคุกคามออนไลน์ (Online harms) ที่ส่งผลกระทบต่อเยาวชน สังคม รวมถึงภาคการเงินและเศรษฐกิจของประเทศ ในมาเลเซียมีการผลักดันให้มีการกำกับดูแลโดยให้แพลตฟอร์มต่างประเทศยอมรับอธิปไตยดิจิทัล (Digital Sovereignty) ของประเทศนั้น โดยต้องดำเนินธุรกิจและปฏิบัติตามกฎหมายท้องถิ่น ในขณะที่เกาหลีใต้ก็เริ่มกระบวนการในการแก้กฎหมายในประเทศเพื่อปูทางให้การกำกับดูแลบริการ OTT สามารถเกิดขึ้นได้จริง โดยให้ความสำคัญกับการสนับสนุนผู้ให้บริการ OTT ในท้องถิ่น ให้สามารถแข่งขันกับผู้ให้บริการระดับโลก และแก้ไขปัญหาการถือครองลิขสิทธิ์และทรัพย์สินทางปัญญา ในขณะที่ออสเตรเลียนั้น พบว่าบริการ OTT ประเภทที่สามารถสร้างและให้บริการเนื้อหา (Generated content platform) ซึ่งได้รับความนิยมสูง แต่ต้องรับมือกับปัญหาของเนื้อหาที่มีความรุนแรงเป็นภัยต่อเด็กและสังคม ด้วยการอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในอุตสาหกรรมเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยทางดิจิทัล และลดภัยคุกคามออนไลน์

ในส่วนของประเทศไทยกำลังอยู่ระหว่างการร่างกฎหมายเพื่อแก้ไขปัญหาความทับซ้อนเรื่องอำนาจในการกำกับดูแลบริการ OTT ซึ่งปัจจุบัน พระราชกฤษฎีกาการประกอบธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัล ที่ต้องแจ้งให้ทราบ พ.ศ. 2565 ได้กำหนดให้แพลตฟอร์มดิจิทัลที่ให้บริการภายในประเทศไทยจะต้องลงทะเบียนกับสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA)

: ด้านความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล (Digital Divide)
ความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัลในปัจจุบัน เกี่ยวข้องทั้งด้านการเข้าถึง (Access) ด้านการใช้งาน (Usage) และด้านคุณภาพ (Quality) โดยมีการแชร์ประสบการณ์จากหลายมุมมองเรื่องความเหลื่อมล้ำ ตั้งแต่เรื่องความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษาจากการขาดแคลนอุปกรณ์และครูผู้มีทักษะทางดิจิทัล และการขยายการให้บริการบรอดแบนด์เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ โดยที่ประเทศไทย สำนักงาน กสทช. ได้มีการแก้ไขความเหลื่อมล้ำการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตของประชาชนในพื้นที่ห่างไกลผ่านโครงการ Universal Service Obligation และจะมีการขับเคลื่อนนโยบายเพิ่มเติมในอนาคตเพื่อสร้างโอกาสในการเข้าถึงทางดิจิทัลให้กับประชาชนมากขึ้น

: ด้านเทคโนโลยีในอนาคตและความท้าทายในการกำหนดนโยบาย (Technology and Public Policy Challenges)
องค์ประกอบสำคัญ 3 สิ่งในการกำกับดูแลเทคโนโลยีใหม่รวมถึง AI ขององค์กรกำกับดูแลทั่วโลก ได้แก่ การกำกับดูแลผู้ให้บริการคลาวด์ เนื่องจากคลาวด์จะเป็นปัจจัยสำคัญในการประมวลผลข้อมูลที่ส่งผลต่อการใช้งานเทคโนโลยี ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ และการกำกับดูแลข้อมูล โดยเฉพาะอย่างยิ่งการถ่ายโอนข้อมูลระหว่างประเทศที่จะส่งผลต่อการค้าระหว่างประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นอกจากนี้ ยังมีประเด็นที่ควรให้ความสำคัญอื่นๆ เช่น การเข้ารหัสข้อมูล (Encryption) ข้อตกลงในการใช้งาน (Terms and condition service agreement) รวมถึงอำนาจในการจำกัดและบริการจัดการการให้บริการและข้อมูลของผู้ใช้งานโดยผู้ให้บริการดิจิทัล

สำหรับผู้แทนจากองค์กรกำกับดูแล (Regulators) สถาบัน Think Tank และนักวิชาการระดับโลก (Academics) ที่เข้าร่วมประชุมครั้งนี้มีกว่า 11 ประเทศ เช่น Malaysian Communications and Multimedia Commission (MCMC), Australian Competition and Consumer Commission (ACCC), Australian Communications and Media Authority (ACMA) ,Federal Communications Commission (FCC), The Center for Growth and Opportunity, American Enterprise Institute, OECD, Unicef, University of Florida, Aalborg University, Victoria University of Wellington, Korea University และ Chuo University เป็นต้น

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image