เปิดมุมมอง ‘กรรวี สิทธิชีวภาค’ มุ่งยกระดับ ‘กรมอุตุฯ’ ให้ทันสมัย รวดเร็ว ทันเหตุการณ์
หากกล่าวถึงเรื่องดิน ฟ้า อากาศ เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่นึกถึง ‘กรมอุตุนิยมวิทยา’ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญอย่างมากต่อการดำเนินชีวิตของคนไทย โดยมีหน้าที่บริหารจัดการรวมถึงให้ความรู้และบริการด้านการพยากรณ์ความเป็นไปของอากาศที่ถูกต้อง รวดเร็ว ทันเหตุการณ์แก่ประชาชน
หลังจากที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติ/เห็นชอบแต่งตั้ง นางสาวกรรวี สิทธิชีวภาค ให้ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยาคนล่าสุด จึงเป็นโอกาสอันดีที่ได้สนทนากับอธิบดีกรมอุตุฯ ในประเด็นบทบาทหน้าที่และการดำเนินงานต่อจากนี้ภายใต้คณะรัฐบาลชุดใหม่
ในฐานะผู้กุมบังเหียนคนใหม่ของกรมอุตุฯ นางสาวกรรวี กล่าวถึงบทบาทหน้าที่และทิศทางการดำเนินงานของกรมอุตุฯ ว่า กรมอุตุฯ เป็นหน่วยงานหลักที่มีหน้าที่และความรับผิดชอบการบริหารจัดการด้านอุตุนิยมวิทยา ตรวจ เฝ้าระวัง ติดตาม รายงานสภาพอากาศ แผ่นดินไหว อากาศเพื่อการบิน และปรากฏการณ์ธรรมชาติต่างๆ
ซึ่งต้องดำเนินการภายใต้กรอบความร่วมมือขององค์การอุตุนิยมวิทยาโลก องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ และหน่วยงานสากลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งให้ความรู้และบริการด้านอุตุนิยมวิทยาด้วยความถูกต้อง รวดเร็ว ทันเหตุการณ์ เพื่อประโยชน์สูงสุดในเชิงเศรษฐกิจและสังคม เกษตรกรรม และอุตสาหกรรม ตลอดจนการป้องกันเฝ้าระวังภัยพิบัติ ความสูญเสียในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน เอกชน และหน่วยงานของรัฐจากภัยธรรมชาติ
“การดำเนินงานของกรมอุตุฯ นั้น นอกจากการตอบสนองต่อความต้องการของประเทศ สังคม และประชาชน โดยให้ประชาชนเป็นศูนย์กลางแล้ว ยังมุ่งเน้นการสร้างประโยชน์ให้กับสังคมทุกภาคส่วน อาทิ ประชาชนสามารถนำข้อมูลที่ให้บริการไปใช้ประโยชน์ในการดำเนินชีวิตประจำวัน ผู้ประกอบอาชีพต่างๆ สามารถนำข้อมูลไปประกอบอาชีพได้ตามถนัดของตน หน่วยงานหรือองค์กรนำข้อมูลไปใช้เพื่อประโยชน์ของสังคมได้อย่างมีประสิทธิผล และสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับประเทศได้”
ด้วยวิสัยทัศน์ของกรมอุตุฯ คือ ‘องค์กรสมรรถนะสูงด้านอุตุนิยมวิทยา เตือนภัยธรรมชาติ เพื่อคุณภาพและประโยชน์ของสังคม’ บวกกับหลักการดำเนินงานขององค์กรที่มุ่งเน้น ‘ถูกต้อง แม่นยำ ละเอียด ครอบคลุม รวดเร็ว เข้าถึงและเข้าใจง่าย’ นางสาวกรรวี เสริมว่า จึงเป็นที่มาในการกำหนด 5 พันธกิจสำคัญ คือ 1. พัฒนาองค์กรสมรรถนะสูง 2. พัฒนาข้อมูลและการพยากรณ์ตอบสนองต่อความต้องการของสังคม 3. เตือนภัย ปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน 4. สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและประโยชน์ให้สังคม และ 5. เสริมสร้างภาพลักษณ์ ความเชื่อมั่นงานด้านอุตุนิยมวิทยาและการเตือนภัยให้เป็นที่ยอมรับ
พร้อมออกแผนนโยบายระยะสั้นและระยะยาว ดังนี้
นโยบายระยะสั้น มุ่งเน้นพัฒนาระบบการบริหารงานที่ดี ที่ช่วยให้งานบริการของกรมอุตุฯ มีคุณภาพมาตรฐาน ถูกต้อง รวดเร็ว ต่อด้วยปรับปรุงระบบงาน ระบบตรวจวัด ทั้งด้านแผ่นดินไหว ระบบสื่อสาร ระบบวิเคราะห์ รวมถึงสารสนเทศอุตุนิยมวิทยาแผ่นดินไหวให้มีความทันสมัย ชัดเจน เข้าใจง่าย
ขณะเดียวกันก็มุ่งสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานและเครือข่ายภาคประชาชน ที่สำคัญในอนาคตอันใกล้มีแผนปรับปรุงการพยากรณ์อากาศเชิงพื้นที่ โดยเป้าหมายแรกใช้กับกลุ่มนักท่องเที่ยวก่อน พร้อมปรับปรุงแอปพลิเคชันการพยากรณ์ต่างๆ ให้ทันสมัยเข้าถึงประชาชนมากขึ้น
ด้าน นโยบายระยะยาว กรมอุตุฯ ได้ขานรับนโยบายรัฐบาล ด้วยการกำหนดยุทธศาสตร์ 20 ปี พ.ศ. 2561 – 2580 ประเด็น ‘สร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนบนสังคมที่เป็นมิตรต่อสภาพภูมิอากาศ’ ด้วยการร่วมมือกับกรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) ทำโครงการภูมิอากาศภาคสนาม (GCF-GIZ)
โครงการดังกล่าวเป็นการเข้าไปให้ความรู้กับเกษตรกร เพื่อส่งเสริมการปรับตัวและวางแผนการปลูกข้าวให้เหมาะสมกับฤดูกาล ที่ไม่เพียงสร้างผลผลิตได้เต็มที่ แต่ยังสามารถลดการปล่อยก๊าซมีเทน (CH4) สู่ชั้นบรรยากาศ ซึ่งเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดสภาวะโลกร้อน
นอกจากที่กล่าวมาแล้ว กรมอุตุฯ ก็ยังเป็นหน่วยงานสนับสนุนการดำเนินงานของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 หมุดหมายที่ 11 ที่กล่าวว่า ไทยสามารถลดความเสี่ยงและผลกระทบจากภัยธรรมชาติและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ด้วยการพัฒนา ปรับปรุงเครื่องมือ อุปกรณ์ที่ทันสมัย ให้สามารถพยากรณ์อากาศและแจ้งเตือนภัยธรรมชาติต่างๆ ได้อย่างถูกต้อง แม่นยำ และทันต่อเหตุการณ์อีกด้วย
“เป็นแผนระยะยาวที่กรมอุตุฯ จำเป็นต้องมองไปข้างหน้าเพื่อพัฒนาทักษะของบุคลากร และนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ให้สะดวก รวดเร็ว ในระยะยาวต่อไป ตัวชี้วัดของความสำเร็จได้แก่ผลผลิตแต่ละโครงการ แผนงาน แผนปฏิบัติงาน การดำเนินกิจกรรมด้านอุตุนิยมวิทยาและแผ่นดินไหว ได้แก่ ข้อมูลสารสนเทศ องค์ความรู้ที่ประชาชนหรือผู้รับบริการได้รับแล้วเกิดความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน การมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สามารถได้รับข้อมูลข่าวสารตรงตามความต้องการ มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล และนำไปใช้ประโยชน์ได้เป็นอย่างดี”
กว่า 8 ทศวรรษที่ผ่านมา กรมอุตุฯ มุ่งมั่นดำเนินงานโดยมีประชาชนเป็นศูนย์กลางมาตลอด ตั้งแต่การพัฒนาและเลือกใช้เทคโนโลยีที่มีความก้าวหน้ามากขึ้น เพื่อให้การพยากรณ์อากาศมีความรวดเร็ว แม่นยำ การแก้ธงแดงจากองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) การพัฒนางานบริการและการตรวจวัดด้านอุตุนิยมวิทยาการบิน การรายงานแจ้งประกาศเตือนภัยจากสภาพอากาศร้าย พายุ ฝนฟ้าคะนอง แผ่นดินไหว ให้มีความรวดเร็วและทันเหตุการณ์มากยิ่งขึ้น
และเมื่อเร็วๆ นี้ กรมอุตุฯ ได้รับรางวัลหน่วยงานคุณภาพด้านการเปิดเผยข้อมูลผ่านศูนย์กลางข้อมูลเปิดภาครัฐ ในงานมอบรางวัลรัฐบาลดิจิทัล ประจำปี 2566 ‘DG Awards 2023’
“ผลการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลนี้ เกิดจากผลของการที่กรมอุตุนิยมวิทยามีการจัดหาและพัฒนาด้านระบบการตรวจวัด ระบบการวิเคราะห์และบริการที่ทันสมัยมีมาตรฐานทั้งด้านอุตุนิยมวิทยา อุตุนิยมวิทยาการบิน แผ่นดินไหวและสึนามิ ระบบคอมพิวเตอร์สมรรถนะสูง สร้างแบบจำลองสภาพอากาศรวมถึงการดำเนินงานบริหารงานคุณภาพ ISO 9001 ด้านบริการงานพยากรณ์อากาศและด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง”
อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา กล่าวว่า เมื่อเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติ กรมอุตุฯ มีช่องทางการเผยแพร่และกระจายข่าวการแจ้งเตือนภัยหลากหลายช่องทาง ไม่ว่าจะเป็น เว็บไซต์และโซเชียลมีเดียต่างๆ ของกรมอุตุฯ รวมถึงแจ้งเตือนเป็นข้อความสั้นๆ ผ่านค่ายมือถือต่างๆ และสายด่วน 1182 พร้อมสื่อสารข้อมูลผ่านสถานีวิทยุอุตุนิยม กรมอุตุนิยมวิทยา 6 แห่งทั่วประเทศ เพื่อแจ้งเตือนให้ทันท่วงที
“กรมอุตุฯ เคยมีนโยบายให้มีการแจ้งเตือนภัยธรรมชาติ ผ่านระบบ Cell Broadcasting เหมือนที่หลายประเทศใช้กัน อาทิ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สหรัฐอเมริกา ฯลฯ แต่เมื่อสิงหาคม 2565 คณะกรรมการบริหารระบบการเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ (กภช.) มีมติให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เป็นหน่วยงานหลักดำเนินการแจ้งเตือนภัยโดยใช้ระบบนี้ โดยให้กรมอุตุฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคอยสนับสนุนข้อมูล ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างการดำเนินการ” อธิบดีกรมอุตุฯ ปิดท้าย

