เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2567 นพ.ธงชัย กีรติหัตถยากร อธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) แถลงผลการพยากรณ์โรคปี 2567 ว่า นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว รัฐมนตรีว่าการ สธ.ได้มอบให้กรมควบคุมโรคจัดทำชุดข้อมูลพร้อมแจ้งเตือนประชาชนและหน่วยบริการสาธารณสุขทั่วประเทศ เตรียมรับมือกับโรคที่จะคาดว่าระบาดในปีนี้ โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ 1.โรคที่คาดว่าระบาดทั่วประเทศ และมีผู้ป่วยมาก ได้แก่ 1.โรคโควิด-19 ที่วันนี้เป็นโรคประจำถิ่น ดังนั้น ประชาชนต้องเข้าใจ เรียนรู้ และสร้างความตระหนัก แต่ไม่ตระหนก โดยปี 2567 คาดการณ์ว่าจะมีผู้ติดเชื้อไม่น้อยกว่า 649,520 ราย เข้าสู่การรักษาในโรงพยาบาล (รพ.) 38,672 ราย และเสียชีวิต 852 ราย ทั้งนี้ แนวทางการฉีดวัคซีนโควิด-19 จะเน้นในกลุ่มเสี่ยง 608 คือ ผู้สูงอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป ผู้ป่วย 7 โรคเรื้อรัง และหญิงตั้งครรภ์ เนื่องจากเป็นกลุ่มเปราะบางที่มีโอกาสป่วยรุนแรงได้ ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยมีวัคซีนอยู่ 2 ชนิด คือ ชนิดเอ็มอาร์เอ็นเอ (mRNA) และ ไวรัลแว็กเตอร์ (Viral Vector) และมีปริมาณเพียงพอต่อการฉีดตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก คือ ปีละ 1 เข็ม ส่วนบุคคลทั่วไปที่ไม่ใช่กลุ่มเสี่ยงก็ยังสามารถติดต่อขอรับการฉีดวัคซีนโควิด-19 ได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

นพ.ธงชัย กล่าวว่า 2.โรคไข้หวัดใหญ่ คาดว่าการระบาดจะเริ่มตั้งแต่เดือนพฤษภาคม คาดการณ์ว่าพบผู้ติดเชื้อไม่น้อยกว่า 346,110 ราย จึงต้องเตรียมวัคซีนไข้หวัดใหญ่ประจำปีที่จะฉีดปีละ 1 เข็ม ในผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยง 7 กลุ่ม คือ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง 7 กลุ่มโรค, หญิงตั้งครรภ์, ผู้ที่เป็นโรคอ้วน, เด็กอายุ 6 เดือนถึง12 ปี, ผู้พิการทางสมอง, ผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป, โรคธาลัสซีเมียและผู้ป่วยภูมิคุ้มกันบกพร่อง ส่วนการป้องกันจะเหมือนกับโรคโควิด-19 การป้องกันที่ดีที่สุดคือ สวมหน้ากากอนามัย และหมั่นล้างมือด้วยแอลกอฮอล์หรือน้ำสบู่ และ 3.โรคไข้เลือดออก ในปี 2566 พบผู้ติดเชื้อประมาณ 150,000 ราย คาดการณ์ว่าปี 2567 จะพบผู้ติดเชื้อมากขึ้น ประมาณ 276,945 ราย เสียชีวิต 280 ราย คาดว่า ปีนี้จะพบผู้ติดเชื้อสูงสุดของค่าเฉลี่ย 5 ปีย้อนหลัง ถึง 3 เท่าตัว โดยการระบาดจะเริ่มช่วงเดือนเมษายน และธรรมชาติของโรคไข้เลือดออกมักระบาด 2 ปีติดต่อกัน ดังนั้น สิ่งที่จะเน้นย้ำกับประชาชนคือ ป้องกันยุงกัด โดยสวมเสื้อผ้าแขนยาว ขายาว ทายากันยุง และหากมีอาการไข้สูงลอย ควรรีบไปพบแพทย์
“เดิมผู้ป่วยไข้เลือดออกและเสียชีวิตจะพบมากในกลุ่มเด็ก แต่ปัจจุบันพบว่า ผู้เสียชีวิตสูงสุดเป็นกลุ่มผู้ใหญ่ที่มีโรคประจำตัว ทำให้ขณะนี้โรคไข้เลือดออกเป็นโรคของทุกกลุ่มวัยแล้ว โดยการติดเชื้อครั้งแรกอาการอาจจะไม่มาก แต่ถ้ามีการติดเชื้อซ้ำจะมีความรุนแรงสูงมาก ส่วนสาเหตุที่มีการติดเชื้อซ้ำได้ เพราะไข้เลือดออกมีถึง 4 สายพันธุ์ ดังนั้น ใน 1 ชีวิต เราสามารถติดได้ถึง 4 ครั้ง อย่างไรก็ตาม ทั้ง 3 โรคนี้ที่มีโอกาสเกิดการระบาดสูง จึงค่อนข้างมั่นใจว่าประชาชนสามารถที่จะเจ็บป่วยโรคใดโรคหนึ่ง หรืออาจจะป่วยได้ทั้ง 3 โรค” นพ.ธงชัยกล่าว

อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า 2.กลุ่มโรคที่ต้องเฝ้าระวัง 12 โรค ที่อาจพบผู้ป่วยสูงขึ้น ได้แก่ 1.โรคมือเท้าปาก ที่มีการติดในเด็กเล็ก มีการพยากรณ์ว่าในปี 2567 จะพบผู้ติดเชื้อไม่ต่ำกว่า 61,470 ราย 2.โรคหัด มีแนวโน้มที่อาจจะสูงมากกว่าปีที่แล้ว ซึ่งจริงๆ ควรไม่มีโรคนี้ในประเทศแล้ว เนื่องจากเป็นโรคที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีน ดังนั้น ผู้ปกครองต้องพาบุตรหลานเข้ารับวัคซีนพื้นฐานสำหรับเด็ก โดยวัคซีนป้องกันโรคหัดจะฉีด 2 เข็ม ในเข็มแรกจะฉีดตอนอายุ 9-12 เดือน และเข็มสุดท้ายฉีดเมื่ออายุ 1 ปี 6 เดือน 3.โรคฝีดาษวานร คาดการณ์ว่าจะพบผู้ติดเชื้อ 394 ราย แม้ตัวเลขจะดูน้อยแต่โรคนี้เป็นโรคใหม่ จึงต้องเฝ้าระวังมากเพื่อไม่ให้เกิดการระบาดในประเทศไทย ทั้งนี้ การติดเชื้อจะพบมากในกลุ่มชายรักชาย แม้เป็นโรคที่ไม่เสียชีวิตและสามารถหายได้ แต่ก็พบว่าผู้ที่เสียชีวิตนั้นเป็นการติดเชื้อร่วมกับโรคเอดส์ที่ไม่ได้รับยาต่อเนื่อง
นพ.ธงชัย กล่าวว่า 4.โรคเมลิออยโดสิส หรือ โรคไข้ดิน กลุ่มเสี่ยงอยู่ในกลุ่มเกษตรกรที่ทำไร่ ทำนา การคาดการณ์ว่าจะมีผู้ติดเชื้อประมาณ 3,400 ราย ฉะนั้น จะต้องเน้นย้ำในเรื่องของการสวมรองเท้าและหลีกเลี่ยงการเดินด้วยเท้าเปล่าขณะทำการเกษตร 5.โรคฉี่หนู มักเกิดในพื้นที่มีน้ำขังหรือน้ำท่วม คาดการณ์ยว่าจะพบผผู้ติดเชื้อ 2,800 ราย ซึ่งโรคนี้มีโอกาสที่จะเสียชีวิตจากภาวะแทรกซ้อน เช่น ไตวาย ดังนั้น หากจำเป็นต้องเข้าพื้นที่มีน้ำขังจะต้องใส่รองเท้าบูทป้องกันการโดนน้ำและเมื่อออกมาแล้ว ต้องล้างมือและเท้าให้สะอาด 6.โรคไข้หูดับ ในปี 2566 พบผู้ติดเชื้อรายงานในระบบ 581 ราย เสียชีวิต 29 ราย ในปีนี้คาดการณ์ว่าจะพบผู้ติดเชื้อ 432 ราย อย่างไรก็ตาม คำแนะนำของ สธ. คือ เน้นการรับประทานอาหารที่สุก หลีกเลี่ยงการกินอาหารที่ทำจากเนื้อสด
นพ.ธงชัย กล่าวว่า 7.โรคไวรัสซิกา เป็นโรคที่เกิดจากยุงลาย ความเสี่ยงคือ หญิงตั้งครรภ์ที่ได้รับเชื้อ เพราะจะทำให้เด็กที่เกิดมามีความพิการทางสมองสูง โดยเมื่อปี 2566 พบผู้ติดเชื้อสะสม 758 ราย เป็นหญิงตั้งครรภ์ 41 ราย และทำให้ทารกมีศีรษะเล็ก 13 ราย นอกจากนั้น ข้อมูลทางวิชาการยังระบุถึงเพศชายหายจากการติดเชื้อไวรัสซิกาแล้ว แต่เชื้อยังสามารถอยู่ในอสุจิได้นานถึง 3 เดือน ต่างประเทศจึงมีคำแนะนำว่าให้งดมีเพศสัมพันธ์ในช่วง 3 เดือนดังกล่าว 8.โรคชิคุนกุนยา หรือ โรคไข้ปวดข้อยุงลาย ข้อมูลในปี 2566 มีผู้ติดเชื้อสะสม 1,389 ราย คิดเป็นอัตราการป่วย 2.1 ต่อแสนประชากร สัดส่วนที่พบในเพศชายกับเพศหญิงอยู่ที่ 1 ต่อ 1.6 จึงพบผู้ป่วยเป็นเพศหญิงมากกว่า 9.โรคซิฟิลิส ปัจจุบันเริ่มพบผู้ติดเชื้อมากขึ้น คาดการณ์ว่าปีนี้จะพบผู้ติดเชื้อประมาณ 17,273 ราย นอกจากนั้น ยังพบมากขึ้นในกลุ่มเยาวชน และเริ่มพบโรคซิฟิลิสที่ถ่ายทอดไปถึงลูกด้วย ดังนั้น เราจึงต้องรณรงค์มากขึ้น โดยสิ่งสำคัญคือ การใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์
นพ.ธงชัย กล่าวต่อไปว่า 10.โรคหนองใน ที่คาดว่าจะมีผู้ติดเชื้อทั้งปี 2567 ประมาณ 7,254 ราย โดยเป็นโรคที่ติดต่อทางเพศสัมพันธ์เหมือนกับโรคซิฟิลิส ดังนั้น กรมควบคุมโรค ได้เปิดคลินิกสำหรับโรคทางเพศสัมพันธ์ ชื่อว่า ‘คลินิกบางรัก’ เพื่อรองรับผู้ป่วย 11.โรคเอชไอวี (HIV) หรือโรคเอดส์ คาดการณ์ว่าจะมีผู้ป่วยติดเชื้อราว 9,366 ราย แนวโน้มทรงตัว เนื่องจากมีการใช้ยาป้องกันการติดเชื้อและประชาชนสามารถตรวจหาเชื้อได้ด้วยตัวเอง ซึ่งจะต้องไปรับชุดตรวจในร้านขายยาหรือสถานบริการของรัฐ ปีละ 2 ครั้ง โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ซึ่งหากเป็นผลบวกก็จะเข้าสู่การรักษาด้วยการใช้ยากิน เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีและเป็นการป้องกันการแพร่โรคไปสู่ผู้อื่น โดยองค์การอนามัยโลกและไทย ตั้งเป้าขจัดโรคเอดส์ให้หมดไปในปี 2573 และ 12.วัณโรค เป็นโรคที่ยังอยู่กับคนไทยมาโดยตลอด โดยเป้าหมายจะเหมือนกับการขจัดโรคเอดส์ที่โรคจะต้องหมดไปในปี 2573 ปัจจุบันอัตราการป่วยยังทรงตัวและกระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาคของไทย ปีนี้คาดการณ์ว่าจะมีผู้ติดเชื้อ 82,759 ราย

“สิ่งสำคัญของการดูแลตนเองในกลุ่มที่มีอาการไข้ หนาวสั่น ประชาชนควรรับประทานยากลุ่มพาราเซตามอล (Paracetamol) และห้ามใช้ยาในกลุ่มยาที่มีสเตียรอยด์ (Steroid) ซึ่งมีความเสี่ยงที่จะทำให้โรครุนแรงมากขึ้น และขอให้ประชาชนเฝ้าระวังสังเกตอาการป่วยของตนเอง เพราะหลายโรคอาการคล้ายกัน หรือบางโรคใช้เวลาฟักตัวนาน อย่างวัณโรคที่เมื่อติดเชื้อแล้ว จะใช้เวลาในการฟักตัวในร่างกายค่อนข้างหลายปี กว่าจะออกอาการป่วย ฉะนั้น หากพบว่า ตนเองเป็นผู้สัมผัสผู้ป่วยวัณโรค ก็ควรจะไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาเชื้อด้วย” นพ.ธงชัยกล่าว

