ประธานชมรมแม่บ้านพัฒนาชุมชน ติดตามการขับเคลื่อนการดำเนินงาน “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” กลุ่มบาราโหมบาร์ซ่า จังหวัดปัตตานี

วันที่ 23 มกราคม 2567 เวลา 13.00 น. ที่ทำการกลุ่มจุดจัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชน BARAHOM BARZAAR บ้านปาเระ หมู่ที่ 1 ตำบลบาราโหม อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี

นางกุลทรัพย์ ชื่นโกสุม ประธานชมรมแม่บ้านพัฒนาชุมชม ลงพื้นที่เยี่ยมชมการดำเนินงานการส่งเสริมการผลิตและการสวมใส่ผ้าไทยผ้าถิ่น ตามพระราชดำริ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” ซึ่งสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ได้ทรงส่งเสริมการพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้าประจำถิ่นลวดลายต่าง ๆ ที่ผสมผสานมุมมองด้านแฟชั่นที่ร่วมสมัยและคงไว้ซึ่งการสืบสานอัตลักษณ์ท้องถิ่น การเลือกใช้สีและวัสดุจากธรรมชาติเพื่อความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม ประยุกต์ใช้ตามเอกลักษณ์จากบริบทของพื้นที่สู่ตลาดสากลได้ ควบคู่กับการโค้ชชิ่งให้ความรู้การทอผ้า งานย้อมสีผ้า และผลิตภัณฑ์ลายใหม่ เป็นแนวทางที่ทำให้ผ้าไทยได้มีสีสันสดใสสวยงามมากยิ่งขึ้น พัฒนาคุณภาพของผลิตภัณฑ์ และทรงพระราชทานแนวคิดเรื่องเสื้อผ้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Sustainable Fashion) เป็นแนวทางไปสู่การเป็นหมู่บ้านยั่งยืน (Sustainable Village) โดยมีนางทัศนีย์ ชัยคุณแสง ผู้ตรวจราชการกรม พร้อมด้วย นางสาวกาญดา จิตมานะ ผู้อำนวยการกลุ่มงานประสานและสนับสนุนการบริหารงานพัฒนาชุมชน สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดสงขลา นางสาวพัณนิดา อ่อนรักษ์ นักวิชาการพัฒนาชุมชน ชำนาญการ ผู้แทนจากสำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดปัตตานี พัฒนาการอำเภอ ประธานและสมาชิกกลุ่ม OTOP บาราโหมบาร์ซ่า BARAHOM BARZAAR ให้การต้อนรับและนำเสนอข้อมูลฯ

ซึ่งการดำเนินงานส่งเสริมและสนับสนุนการผลิตผ้าลายพระราชทานฯ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ของกลุ่ม OTOP บาราโหมบาร์ซ่า BARAHOM BARZAAR มีแนวคิดในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้าประจำถิ่นเป็นลวดลายต่าง ๆ โดยบอกเล่าเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ผ่านลายผ้าที่ได้แรงบันดาลใจจากมรดกทางประวัติศาสตร์ของชุมชนมาสร้างจุดเด่นในการสืบสานศิลปวัฒธรรม อาทิ ลวดลายจากเศษถ้วยชามโบราณที่ค้นพบในพื้นที่ รูปแบบทางสถาปัตยกรรมบ้านเรือน นำไปสู่การประยุกต์ลายผ้าและการผลิตเครื่องแต่งกายและของที่ระลึกจากผ้าไทย สืบสานพระราชปณิธานสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงอนุรักษ์ ส่งเสริม และเชิดชูอัตลักษณ์ คุณค่าผ้าไทย ให้คงอยู่ คู่แผ่นดิน และเพิ่มรายได้ ให้พี่น้องประชาชนทั่วถิ่นไทย อีกทั้ง ยังเป็นการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมเครื่องแต่งกายของปัตตานี กระตุ้นให้เกิดการกระจายรายได้สู่ชุมชน สร้างเศรษฐกิจฐานรากให้มั่นคง ชุมชนเข้มแข็งอย่างยั่งยืน



