เปิดใจหมอศัลยกรรมยูโรวิทยา คว้ารางวัล “มหิดลทยากร” ประจำปี 2566

8.02.24 | 14:27 น.

เปิดใจหมอศัลยกรรมยูโรวิทยา คว้ารางวัล “มหิดลทยากร”  ประจำปี  2566ศาสตราจารย์เกียรติคุณนายแพทย์กฤษฎา รัตนโอฬารคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี  มหาวิทยาลัยมหิดล

รางวัล  “มหิดลทยากร”  เป็นรางวัลเชิดชูเกียรติบุคคลที่เป็นศิษย์เก่าดีเด่น มหาวิทยาลัยมหิดล  ผู้มีคุณธรรมและจริยธรรมแห่งวิชาชีพ  สร้างผลงานดีเด่น  เป็นแบบอย่างต่อสังคมและประเทศชาติ  ทั้งในประเทศและระดับนานาชาติ  จัดโดย  สมาคมศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยมหิดล   ในพระบรมราชูปถัมภ์  สำหรับรางวัล “มหิดลทยากร”  ประจำปี 2566  มีผู้เข้ารับรางวัลจำนวนทั้งสิ้น  10  ท่าน

ศาสตราจารย์เกียรติคุณนายแพทย์กฤษฎา  รัตนโอฬาร  1 ใน 10 ท่าน ผู้ได้รับรางวัล “มหิดลทยากร” สำเร็จการศึกษาวิทยาศาสตร์บัณฑิตจากคณะวิทยาศาสตร์  มหาวิทยาลัยมหิดล  เมื่อปี พ.ศ.2512  ซึ่งอาจนับว่าเป็นบัณฑิตรุ่นแรกของมหาวิทยาลัยมหิดลก็ได้  เพราะมหาวิทยาลัยพึ่งได้รับพระราชทานนามใหม่  เปลี่ยนชื่อจากมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์เป็นมหาวิทยาลัยมหิดลในปีนั้น  ต่อจากนั้นท่านไปศึกษาต่อชั้นคลินิกที่คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี  มหาวิทยาลัยมหิดล  ได้รับปริญญาแพทยศาสตรบัณฑิตเมื่อปี พ.ศ.2514 ท่านเป็นแพทย์ฝึกหัดและแพทย์ประจำบ้านศัลยศาสตร์ที่คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี  และได้รับการบรรจุเป็นอาจารย์สาขาศัลยศาสตร์ระบบปัสสาวะ  ภาควิชาศัลยศาสตร์  คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี  เมื่อปี พ.ศ.2518  และมีความก้าวหน้าในหน้าที่การงานตามลำดับ อาทิ ดำรงตำแหน่งหัวหน้าสาขาวิชาศัลยศาสตร์ระบบปัสสาวะ หัวหน้าภาควิชาศัลยศาสตร์  2 วาระ  รองคณบดีฝ่ายวิชาการ  2  วาระ  นายกสมาคมศัลยแพทย์ระบบปัสสาวะแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์  2 วาระ และรองประธานราชวิทยาลัยศัลยแพทย์แห่งประเทศไทย

ในระหว่างที่ท่านดำรงตำแหน่งหัวหน้าภาควิชาศัลยศาสตร์  คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี  ปี พ.ศ.2547-2555  ท่านได้นำพาภาควิชาฯ ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง  พัฒนาและก้าวหน้าอย่างมากมาย  โดยบริหารภาควิชาฯ  เชิงกลยุทธ์และนำไปสู่การจัดดำเนินการตามแผนกลยุทธ์ที่สำคัญต่าง ๆ  หลายอย่าง  อาทิ การจัดตั้งหน่วยแพทยศาสตร์ศึกษาทางศัลยศาสตร์  การพัฒนาระบบฐานข้อมูลการวิจัย  การจัดตั้ง Surgical Service Excellent Center ฯลฯ เป็นต้น  ท่านได้เป็นผู้ปรับปรุงโครงสร้างของภาควิชาฯ ขึ้นใหม่  โดยเฉพาะทางด้านศัลยศาสตร์ทั่วไป  เนื่องจากได้เล็งเห็นว่างานทางด้านศัลยศาสตร์มีความก้าวหน้ามาก  อาจารย์แพทย์ควรจะมีความรู้ความสามารถในเชิงลึกให้มากขึ้น  และมีความชำนาญทางด้านใดด้านหนึ่งเป็นพิเศษ  จึงได้ตั้งสาขาวิชาขึ้นใหม่  ได้แก่  ศัลยศาสตร์ทั่วไป (ระบบทางเดินอาหาร)  ศัลยศาสตร์ตับ ตับอ่อน และทางเดินน้ำดี  ศัลยศาสตร์หลอดเลือดและปลูกถ่ายอวัยวะ  ศัลยศาสตร์เต้านมและต่อมไร้ท่อ  ศัลยศาสตร์อุบัติเหตุและเวชบำบัดวิกฤตทางศัลยกรรม   ท่านได้ปรับปรุงการจัดการเรียนการสอนทั้งในระดับก่อนและหลังปริญญา   สนับสนุนการทำงานวิจัยและงานทางวิชาการต่าง ๆ  ฯลฯ  ในปัจจุบันนี้ถึงแม้ท่านเกษียณอายุราชการไปแล้วแต่ท่านยังไม่หยุดทำงาน  ยังคงใช้ความรู้ความสามารถในการสั่งสอนลูกศิษย์ที่คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี  ตลอดจนร่วมช่วยในกิจกรรมต่าง ๆ  ของคณะฯ อยู่สม่ำเสมอ  และยังคงดำรงตำแหน่งในองค์กรวิชาชีพหลายแห่ง  อาทิเช่น  อุปนายกแพทย์สมาคมแห่งประเทศไทยฯ  เลขาธิการสมาคมพัฒนาอนามัยแห่งประเทศไทย  ที่ปรึกษาสมาคมศัลยแพทย์ระบบปัสสาวะแห่งประเทศไทยฯ  และกรรมการที่ปรึกษาของคลินิกศูนย์การแพทย์พัฒนา  เป็นต้น

ศาสตราจารย์เกียรติคุณนายแพทย์กฤษฎา  รัตนโอฬาร บอกกล่าวถึงผลงานที่โดดเด่นและภาคภูมิใจในช่วงที่ท่านได้ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในคน  ระหว่างปี พ.ศ.2541-2548  นั้น  ท่านเห็นว่าก่อนหน้านี้การทำการวิจัยในคนไม่ค่อยได้มีระเบียบกติกาเข้มงวดนัก  โดยเฉพาะในด้านการคุ้มครองและการปฏิบัติต่ออาสาสมัครวิจัย  ในช่วงก่อนที่ท่านจะทำหน้าที่นี้ไม่นาน   ได้เริ่มมีการกำหนดกติกาสากลเกี่ยวกับการทำวิจัยในคน  เรียกว่า International Conference on Harmonization: Good Clinical Practice (ICH/GCP)   ซึ่งท่านเคยมีโอกาสเข้าศึกษาอบรมมาก่อน  จึงได้เล็งเห็นว่ากติกาสากลนี้มีความสำคัญมาก  งานวิจัยในคนต่อไปถ้าไม่ดำเนินการตามกติกาสากลนี้  ยากที่จะได้รับการยอมรับ  ตลอดจนการตีพิมพ์เผยแพร่  ท่านจึงนำมาปรับปรุงวิธีการดำเนินการของคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในคนของคณะฯ  จัดทำวิธีดำเนินการมาตรฐาน  (Standard Operating Procedure)  จัดฝึกอบรม ICH/GCP  ให้อาจารย์ในคณะฯ หลายครั้ง  ท่านได้ร่วมกับกรรมการจริยธรรมการวิจัยในคนของสถาบันการแพทย์อื่น  จัดตั้งชมรมจริยธรรมการวิจัยในคนแห่งประเทศไทย  และเป็นวิทยากรเผยแพร่ระเบียบการทำวิจัยที่ถูกต้องให้แก่บุคลากรทางการแพทย์ในสถาบันต่าง ๆ  ตลอดจนให้ความช่วยเหลือสถาบันที่จะจัดตั้งคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในคน อีกทั้งยังมีส่วนนำไปสู่การออกข้อบังคับแพทย์สภา  ว่าด้วยการรักษาจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2544  หมวดว่าด้วยการศึกษาวิจัยและการทดลองในมนุษย์  ทำให้งานวิจัยในคนของประเทศไทยได้เป็นที่ยอมรับเป็นอย่างดี

Advertisement

นอกจากนี้ ยังมีงานที่ท่านภาคภูมิใจอีกหลายอย่าง อาทิเช่น การมีส่วนร่วมงานวางแผนครอบครัว  โดยเฉพาะการทำหมันชาย  และการทำหมันชายแบบเจาะ  (Non-scalpel vasectomy)  ซึ่งได้สร้างชื่อเสียงให้แก่โรงพยาบาลรามาธิบดีมาก  ในฐานะเป็นผู้ริเริ่มดำเนินการ  ตลอดจนให้การอบรมฝึกสอนจนเป็นที่แพร่หลาย  และประเทศไทยประสบความสำเร็จในเรื่องการวางแผนครอบครัวเป็นที่ยกย่องชมเชยจากนานาชาติ  งานอีกชิ้นที่ท่านภูมิใจคือ  การที่มีโอกาสร่วมเป็นผู้วิจัยยา Phosphodiesterase 5- inhibitor (Sildenafil) Phase 3  ซึ่งเป็นโครงการวิจัยขนาดใหญ่  มีผู้ร่วมวิจัยหลายประเทศทั่วโลก  และประเทศไทยเป็น 1 ในไม่กี่ประเทศในแถบเอเชียที่ได้เข้าร่วมการทำวิจัยนี้  การวิจัยประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี  นำไปสู่การค้นพบที่ยิ่งใหญ่  คือ ยารับประทานรักษาภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศของผู้ชาย (Erectile Dysfunction)  ที่ได้ผลดีเยี่ยม  ซึ่งไม่เคยมียารับประทานชนิดใดที่รักษาได้มาก่อน  การค้นพบยาตัวนี้มี impact ต่อมาอีกมากมาย  อาทิเช่น การพัฒนาความรู้เรื่องสุขภาพเพศชาย (Men’s Health)  และชายสูงอายุ  (Aging Male)  เป็นต้น  ท่านอาจารย์กล่าวว่าท่านได้อานิสงส์จากการเข้าร่วมเป็นผู้วิจัยในโครงการนี้เป็นอย่างมาก  ท่านได้เรียนรู้ระเบียบและวิธีการทำวิจัยในคนที่ได้มาตรฐานอย่างเข้มข้น  เปิดโลกทัศน์ของการทำงานวิจัย  และได้นำความรู้นี้มาใช้  เมื่อท่านได้ดำรงตำแหน่งรองคณบดีฝ่ายวิชาการและประธานคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในคนของคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี  ในโอกาสต่อมาภายหลังจากเสร็จสิ้นงานวิจัยชิ้นนี้ไปแล้วไม่นาน

ท้ายสุด  ศาสตราจารย์เกียรติคุณนายแพทย์กฤษฎา  รัตนโอฬาร ได้ฝากแนวคิดในการทำงานว่า คนเราจะต้องมี passion  คือความรักงาน  ความหลงใหล  ความอยากที่จะทำงาน  และทำหน้าที่ให้ดีที่สุดด้วย  ต้องมีการพัฒนาตนเองและเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา  เพราะความรู้ไม่มีวันสิ้นสุด หมั่นประเมินตนเองอยู่เสมอว่าตัวเราบกพร่องส่วนใด  ก็นำไปแก้ไขส่วนนั้น  นอกจากนั้นท่านได้เน้นย้ำในเรื่อง  ความซื่อสัตย์กับงานในหน้าที่  โดยเฉพาะด้านคุณธรรมและจริยธรรมซึ่งนับว่าเป็นสิ่งสำคัญ  และต้องเป็นผู้ให้มากกว่าเป็นผู้รับเสมอ ชีวิตจะมีแต่ความสุข

สำหรับรางวัล “มหิดลทยากร”  ประจำปี 2566  จะเข้ารับรางวัล  เนื่องในโอกาสครบรอบ “55 ปี วันพระราชทานนาม  136 ปี มหาวิทยาลัยมหิดล”  ในวันที่ 2 มีนาคม 2567  ณ หอประชุมมหิดลสิทธาคาร  มหาวิทยาลัยมหิดล  ศาลายา