เจาะลึก ‘เวชศาสตร์ป้องกันโรค (Preventive Care)’ เทรนด์การดูแลสุขภาพ ที่ไม่ว่าใครต้องตามให้ทัน
ในช่วงปีที่ผ่านมาคนทั่วโลกให้ความสนใจกับเทรนด์การป้องกันโรค หรือที่หลายคนรู้จักกันในชื่อ เวชศาสตร์การป้องกันโรค หรือ Preventive Care ซึ่งก่อนหน้านี้คนเรามักจะรักษาตนเองเมื่อเริ่มมีอาการและรักษาตามอาการเท่านั้น แต่ปัจจุบันคนทั่วโลกต่างให้ความสำคัญมากขึ้นกับการดูแลสุขภาพของตนเอง เพื่อให้มีร่างกายที่แข็งแรงและมีชีวิตยืนยาว รวมถึงป้องกันความเสื่อมหรือความชราที่จะเกิดขึ้น
แต่ในขณะเดียวกันจากข้อมูล Meta Report 2024 เผยว่า ประเทศไทยมีคนไทยเพียง 48% เท่านั้นที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพ ซึ่งน้อยที่สุดในภูมิภาคอาเซียน ทั้งที่ประเทศไทยนั้นกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ แต่ทำไมคนถึงยังไม่ถึงความสำคัญในเรื่องสุขภาพเท่าที่ควร
วันนี้จึงเป็นโอกาสดีที่เราได้ร่วมพูดคุยกับ ผศ.ดร.ฉัตรภา หัตถโกศล หรือ อาจารย์นุ่น อาจารย์ภาควิชาโภชนวิทยา คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องโภชนาการอาหาร ที่จะมาบอกเล่าให้ทุกคนได้เข้าใจว่าการดูแลสุขภาพสำคัญกับเราอย่างไร และทำไมเวชศาสตร์การป้องกันโรคกับโภชนาการอาหาร จึงเป็นสิ่งที่ไม่ว่าใครก็ควรให้ความสำคัญ
จาก ‘รักษา’ สู่ ‘ป้องกัน’ คือหัวใจของ ‘Preventive Care’
สำหรับที่มาของ เวชศาสตร์ป้องกันโรค หรือ Preventive Care อาจารย์นุ่น ได้อธิบายไว้ว่า เป็นศาสตร์การแพทย์ที่ให้ความสำคัญกับการป้องกันและลดความเสี่ยงของการกระจายโรค ทั้งโรคติดต่อและโรคไม่ติดต่อ โดยมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการดูแลตนเองจากการรักษามาเป็นการป้องกันโรค ซึ่งจะต้องใช้ศาสตร์ความรู้หลากหลายแขนงนำมาประยุกต์ใช้ร่วมกัน เพื่อให้ทุกคนเกิดความตระหนักรู้ จนนำไปสู่การส่งเสริมสุขภาพให้กับคนทุกกลุ่ม ทุกเพศ และทุกวัย
“เวชศาสตร์การป้องกันโรค เดิมทีมีมานานมากแล้ว ซึ่งแต่ละช่วงวัย แต่ละสถานการณ์ รวมถึงการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ของร่างกายที่เกิดขึ้นจะมีโรคและความเจ็บป่วยของร่างกายที่แตกต่างกันออกไป จึงเป็นที่มาว่าทำไมถึงมีเรื่องของเวชศาสตร์ป้องกันโรค หรือ Preventive Care เกิดขึ้น
“อย่างที่เราเจอกับตนเองว่าสมัยหนุ่มสาวร่างกายเราแข็งแรงดี บางทีอดหลับอดนอนหลายวันก็ไม่เป็นอะไร แต่พอเริ่มมีอายุมากขึ้น ร่างกายก็จะเริ่มเสื่อมไปตามอายุ และเมื่อความชรามากขึ้น ก็จะเกิดความเสื่อมของอวัยวะตามไปด้วย เพราะฉะนั้นในช่วงนี้อาจมีโรคต่าง ๆ แทรกซ้อนอยู่ ซึ่งในระยะแรกก็อาจแทรกอยู่โดยไม่รู้ตัว อาทิ ไขมันในเลือดสูง เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ซึ่งถ้ารอให้เกิดอาการก็อาจสายเกินไป ดังนั้น การตรวจร่างกายประจำปีก็จะเป็นกลไกอันหนึ่งของการแพทย์ที่จะใช้ตรวจพบตั้งแต่เนิ่น ๆ ก่อนที่โรคจะเป็นมากแล้ว และถือเป็นการป้องกันโรคอย่างหนึ่งอีกด้วย”
3 ระดับการป้องกัน ลดความเสี่ยงการเกิดโรค
เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย จนนำไปสู่การเสียสมดุลและเกิดเป็นโรคในที่สุด ดังนั้น การป้องกันจึงควรดำเนินการตามขั้นตอน โดยอาจารย์นุ่นได้มีการจำแนกการป้องกันโรคออกเป็น 3 ระดับ ดังนี้
- การป้องกันตั้งแต่ก่อนการเกิดโรค เป็นการป้องกันในระยะที่ยังไม่เกิดโรค โดยจะมุ่งเน้นไปยังผู้ที่มีความไวต่อการเกิดโรค เช่น เรามีบรรพบุรุษเป็นโรคบางอย่าง อาทิ มะเร็ง เบาหวาน หรือโรคที่เกี่ยวกับไขมันในเลือด ซึ่งเราเองอาจมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดโรคดังกล่าวด้วย ฉะนั้นแล้ว เราจึงต้องป้องกันตัวเองก่อนจะเกิดโรค ทั้งการใช้วัคซีน เลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ที่จะก่อให้เกิดโรค รวมถึงหมั่นออกกำลังกาย รับประทานอาหารให้ถูกสุขลักษณะ และพักผ่อนให้เพียงพอ
- การป้องกันหลังเกิดโรคขึ้นแล้ว โดยต้องวินิจฉัยโรคให้พบในระยะเริ่มแรกและให้การรักษาทันที เพื่อลดความรุนแรงของโรคและป้องกันการแพร่กระจายโรค ซึ่งมีวิธีการป้องกัน อาทิ หมั่นตรวจคัดกรองโรค เพื่อค้นหาปัจจัยเสี่ยงของโรค หรือตรวจวินิจฉัยโรคเมื่อเริ่มมีอาการและให้การรักษาทันที เพื่อช่วยลดระยะเวลาการเจ็บป่วย มีอัตราการหายขาดที่เพิ่มสูงขึ้น และมีภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ น้อยลง
- การป้องกันไม่ให้เกิดการกลับมาซ้ำใหม่ของโรคที่เคยเป็น หลังจากหายจากอาการเจ็บป่วยแล้ว เราต้องหมั่นดูแลร่างกายและจิตใจให้มีความสมบูรณ์แข็งแรง ซึ่งจะเป็นการเสริมสร้างความต้านทานโรคแก่ร่างกาย ให้มีความเข้มแข็งและเป็นประโยชน์ต่อการป้องกันโรค เช่น หมั่นออกกำลังกายสม่ำเสมอ รับประทานอาหารที่สะอาด ได้รับสารอาหารครบถ้วน และมีปริมาณเพียงพอ รวมถึงได้รับโภชนาการอาหารที่ดี มีภาวะโภชนาการที่เหมาะสม ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่สร้างความสมดุลให้ร่างกายมีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ และไม่เจ็บป่วยง่าย

‘อาหาร’ ตัวช่วยดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน
“สิ่งที่มีความสัมพันธ์โดยตรงกับการดูแลสุขภาพของทุกคน คือ อาหารที่กินทุกมื้อ ซึ่งการกินอาหารเสริมเป็นแค่ส่วนหนึ่งในการดูแลสุขภาพเท่านั้น แต่อีกแนวทางหนึ่งของการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน คือ การเลือกกินอาหารที่ดีและมีสารอาหารหลากหลายตามที่ร่างกายต้องการ ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน เสริมสร้างความแข็งแรงของอวัยวะและระบบการทำงานของร่างกาย ทั้งยังช่วยป้องกันความเสี่ยงต่อสุขภาพในด้านต่าง ๆ อีกด้วย” อาจารย์นุ่น เน้นย้ำ
ดังนั้น เวชศาสตร์การป้องกันโรคที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายทางการแพทย์ในปัจจุบัน จึงส่งผลต่อนวัตกรรมด้านโภชนาการอาหารที่ตอบโจทย์การดูแลสุขภาพเชิงรุกมากขึ้น
ซึ่งในแต่ละช่วงวัยนั้นมีความต้องการอาหารที่ต่างกัน เช่น วัยเด็กต้องการอาหารที่ให้พลังงานสูงเพื่อให้ร่างกายเจริญเติบโต แต่พออายุมากขึ้นกลับต้องเน้นทานอาหารที่ให้พลังงานต่ำและต้องควบคุมน้ำหนัก อันเนื่องมาจากระบบเผาผลาญในร่างกายเริ่มเสื่อมไปตามกาลเวลาและกิจกรรมที่ทำก็เปลี่ยนไป
อย่างใน ‘วัยเด็ก’ ควรเน้นอาหารที่มี ‘โปรตีนและแคลเซียม’ สำหรับเด็กที่เพิ่งผ่านพ้นวัยทารก อาจยังไม่สามารถทานอาหารได้หลากหลายชนิดมากนัก จึงควรเน้นอาหารที่บดย่อยง่าย เช่น ผักหรือผลไม้ชนิดต่างๆ เพื่อให้เด็กคุ้นชินกับการกินอาหารจำพวกผัก แต่เมื่ออายุ 5 ขวบขึ้นไป สามารถทานอาหารและเนื้อสัตว์ได้หลากหลายชนิด จึงควรเน้นโปรตีนและนม เพื่อเสริมสร้างกระดูกและกล้ามเนื้อ เช่น เนื้อปลานึ่งหรือทอด และนมวัวชนิดไขมันเต็ม เพื่อให้พลังงานที่ได้รับเพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย
เมื่อก้าวเข้าสู่ ‘วัยรุ่น’ ควรเน้นอาหารที่มี ‘คาร์โบไฮเดรตและวิตามิน’ ในวัยนี้จะมีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว จึงต้องการอาหารประเภทที่ให้สารอาหารและพลังงานสูง ซึ่งมีส่วนประกอบที่สำคัญคือ แป้ง ผลไม้ และผัก โดยอาจเสริมด้วยผลิตภัณฑ์ประเภทโปรตีนและนมในปริมาณปานกลาง
สำหรับ ‘วัยผู้ใหญ่’ ควรเลือกทานอาหารในปริมาณที่พอเหมาะ และหลีกเลี่ยงเนื้อสัตว์ที่มีไขมันสูง หรือย่อยยากจนเกินไป โดยให้เน้นทานอาหารที่มี ‘กากใยสูง’ ไม่ว่าจะเป็นแป้งไม่ขัดสี ผักหรือผลไม้หลากสี ซึ่งนอกจากจะช่วยระบบย่อยอาหารแล้ว ยังมีประโยชน์ในเรื่องของการต่อต้านสารอนุมูลอิสระด้วย โดยอาจเลือกทานอาหารจำพวกถั่ว ปลา อาหารที่มีส่วนประกอบของน้ำตาลและไขมันในปริมาณที่น้อย รวมทั้งออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอควบคู่กันไป เพื่อรักษารูปร่าง ทำให้จิตใจผ่องใส และช่วยให้ดูอ่อนกว่าวัยเมื่อเวลาผ่านพ้นไป
และที่สำคัญที่สุด คือ ‘วัยสูงอายุ’ ควรเน้นทาน ‘อาหารที่ช่วยซ่อมแซมส่วนต่างๆ ของร่างกาย’ เนื่องจากวัยนี้เป็นวัยที่ระบบเผาผลาญพลังงานของร่างกายทำงานได้ลดลง และยังต้องการสารอาหารที่จะไปช่วยซ่อมแซมส่วนต่าง ๆ ของร่างกายด้วย ดังนั้น จึงควรทานสารอาหารอย่างครบถ้วน ซึ่งสารอาหารจำเป็นที่สำคัญกับผู้สูงอายุอย่างมาก คือ สารอาหารกลุ่มโปรตีน ที่มีกรดอะมิโนเป็นส่วนประกอบสำคัญอยู่ในโปรตีนด้วย ที่ช่วยให้ร่างกายสามารถดูดซึมสารอาหารไปใช้ได้อย่างเต็มที่

‘กรดอะมิโน’ ตัวช่วยสร้างมวลกล้ามเนื้อ เสริมความแข็งแรงให้ร่างกาย
เมื่ออายุมากขึ้น เราจะเริ่มมี ภาวะการสูญเสียมวลกล้ามเนื้อ หรือที่เรียกว่า Sarcopenia ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อทุกคน เนื่องจากความแข็งแรงและมวลกล้ามเนื้อจะฝ่อลงตามวัย ดังนั้น ผู้สูงอายุหลายคนจึงประสบกับภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อยที่อาจส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันได้
“ภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อยในผู้สูงอายุนั้น จากผลการวิจัยระบุว่า ภาวะนี้จะพบบ่อยถึง 1 ใน 3 ของผู้สูงอายุ และจะเริ่มพบได้เมื่ออายุย่างเข้า 40 ปี ทั้งยังจะส่งผลชัดเจนเมื่ออายุ 65 ปี โดยมีอาการที่สังเกตเห็นได้ชัด อาทิ ลุกนั่งลำบาก ทรงตัวไม่ดี หกล้มบ่อย ๆ และเหนื่อยง่ายจนจำกัดความสามารถในการใช้ชีวิตประจำวัน ซึ่งหากปล่อยให้เป็นเช่นนี้โดยไม่มีแนวทางป้องกัน ก็จะยิ่งส่งผลต่อไปจนอาจเดินไม่ได้เมื่ออายุ 70 ปี
“แต่ภาวะดังกล่าวสามารถป้องกันและชะลอได้ด้วยการเสริมโปรตีนเข้าไปในร่างกาย ที่จะเข้ามาช่วยเสริมสร้างและซ่อมแซมกล้ามเนื้อ โดยมีกรดอะมิโนกลุ่ม BCAA หรือ Branch Chain Amino Acid ที่มีอยู่ด้วยกัน 3 ชนิด นั่นคือ ลูซีน (Leucine) ไอโซลูซีน (Isoleucine) และวาลีน (Valine) ซึ่งกรดอะมิโนนี้มาจากโปรตีนที่เรารับประทานผ่าน เนื้อ ปลา นม โยเกิร์ต ชีส ไข่ ถั่ว และผัก” อาจารย์นุ่น เผยและบอกอีกว่า

กรดอะมิโนถือเป็นส่วนประกอบสำคัญของโปรตีน และยังเป็น 1 ใน 5 ของสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย ทั้งมีส่วนช่วยสร้างกล้ามเนื้อ กระดูกและอวัยวะภายใน รวมถึงจัดหาพลังงานให้กับร่างกาย ฉะนั้นแล้ว กรดอะมิโนจึงมีส่วนสำคัญที่ช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโต พัฒนา และฟื้นฟูร่างกาย ซึ่งล้วนแต่มีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิตทั้งสิ้น
อาจารย์นุ่น ยังแนะนำอีกว่า ปริมาณโปรตีนที่แนะนำให้บริโภคต่อวัน คือ 1 กรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม เน้นแหล่งโปรตีนที่มีคุณภาพ คือ มีกรดอะมิโนจำเป็น (Essential Amino Acids) ครบถ้วนและเพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย เช่น ปลา เนื้อสัตว์ ไข่ น้ำนม และถั่วเมล็ดแห้งบางชนิด แต่ผู้สูงอายุก็ไม่ควรบริโภคโปรตีนมากเกินไป เพราะจะมีผลทำให้ลดการดูดกลับของแคลเซียมที่ไต ทำให้มีการขับแคลเซียมทางปัสสาวะมากขึ้นเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เกิดโรคกระดูกพรุนนั่นเอง
นอกจากนี้ทางกลุ่มบริษัทอายิโนะโมะโต๊ะที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านกรดอะมิโนมายาวนาน 100 ปี มีความตั้งใจที่อยากจะผลักดันให้คนไทยได้หันมาดูแลสุขภาพมากขึ้น โดยใช้ศาสตร์แห่งกรดอะมิโน ผ่านการมอบรสชาติความอร่อยและสร้างสรรค์คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นแก่ทุกคน เพื่อให้ทุกคนได้กินดี มีสุข (Eat well, Live well) อย่างยั่งยืนไปด้วยกัน
กลุ่มบริษัทอายิโนะโมะโต๊ะจึงได้เปิดตัวแคมเปญ ‘Life is full of Amino Acids ชีวิตหมุนรอบกรดอะมิโน’ ซึ่งเป็นแคมเปญที่ต้องการสร้างความตระหนักรู้ และความเข้าใจเกี่ยวกับคุณประโยชน์ของกรดอะมิโน ที่มีความสำคัญต่อพื้นฐานการมีชีวิตที่มีสุขภาพดีของมนุษย์
ทั้งนี้ การที่เราจะมีสุขภาพกายที่ดีที่สุด ควรเริ่มจากการป้องกันดูแลร่างกายให้ดีอยู่เสมอ ครอบคลุมทุกเรื่อง ทั้งอาหาร จิตใจ และการพักผ่อน ทั้งหมดนี้ล้วนต้องทำควบคู่กันไป เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดสำหรับสุขภาพของเราเอง

