SEO คืออะไร รวมทุกกลยุทธ์ที่คนทำธุรกิจต้องรู้!

20.02.24 | 15:37 น.

มาชวนเปิดตำราเล่มหนาที่หลายคนน่าจะอยากรู้กับเรื่องของ SEO ที่อาจจะเคยได้ยินกันมานาน แต่ไอ้คำนี้มันแปลว่าอะไรกันแน่?

วันนี้ AMPROSEO จะเสกเอาความรู้ที่เกี่ยวกับการทำการตลาด การทำ SEO หรือกลยุทธ์อะไรก็แล้วแต่มาเป็นบทความให้ได้อ่านกันแบบเพลินๆ แหมะ โม้ไว้ขนาดนี้ก็มาดูกันดีกว่าว่า AMPROSEO จะเล่าว่า SEO คืออะไรออกมาในรูปแบบไหน จะเข้าใจง่ายจริงมั้ย ตามไปอ่านดูได้ด้านล่างนี้ 👇

SEO คืออะไร

Search Engine Optimization หรือ SEO คือ การทำการตลาดกับ Google นี่แหละ แหม…ยุคนี้สมัยนี้ใครๆ ก็ต้องเสิร์ช Google เป็นทั้งนั้น อยากรู้อะไร อยากเผือกเรื่องไหนก็พิมพ์คำที่อยากรู้เข้าไป อากู๋ก็แสนรู้ตอบมาได้ทุกเรื่อง! รู้ดีขนาดนี้คนก็เลยติดใจ เข้ามาใช้ Google กันเป็นล้านๆ ครั้ง แน่นอนว่า ช่องทางนี้เลยกลายเป็นเหมือนขุมทรัพย์ที่หลายคนอยากจะใช้ไว้จับกลุ่มเป้าหมายที่อยากได้ ทีนี้เลยถึงเวลาที่จะต้องทำสิ่งที่เรียกว่า “SEO” เพื่อเอาใจ Google จนเขายอมที่จะจัดอันดับเว็บไซต์เราขึ้นไปยังตำแหน่งต้นๆ บนผลการค้นหา

แล้วยังไงล่ะทีนี้! ขึ้นอันดับได้ = ตกคนเข้าเว็บไซต์ได้จำนวนมาก

แน่นอนว่า Traffic มา ปัญญา (ในการหาเงิน) เกิด ธุรกิจที่คนไม่รู้จักก็ได้มีคนรู้จัก จากที่ขายของไม่ได้ ก็มีโอกาสขายขึ้นมาได้ซะงั้น และนี่แหละคือสิ่งที่เรียกว่า SEO สำหรับ AMPROSEO แล้วคุณล่ะ? เห็นว่า SEO เป็นแบบไหนบ้าง? ลองมาแชร์กันได้นะจ๊ะ!

Advertisement

ทำไมต้องทำ SEO [สำหรับคนทำธุรกิจ]

แล้วทำไมคนทำธุรกิจต้องโฟกัสการทำ SEO? ในเมื่อทำการตลาดบนโซเชียลมีเดียมันดูเฟี้ยว ดูเร็ว อย่างยิงแอดให้คนทักคอมเมนต์ หรือทักอินบ็อกกันกระจาย แล้วจะมาเขียนบทความ ทำเว็บไซต์ หรือมานั่งรอผลลัพธ์จากการทำ SEO ทำไมให้เสียเวลา?

เรื่องนี้ AMPROSEO มีคำตอบให้นะ ลองดูซิว่า ประโยชน์เหล่านี้ของการทำ SEO ตอบโจทย์การทำธุรกิจของคุณบ้างหรือเปล่า?

เพิ่มช่องทางในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย

จีบสาวหนึ่งคนยังใช้วิธีเข้าหามากมายหลายวิธี แล้วกับคนที่จะมาเป็นลูกค้ามีมากหน้าหลายตา จะมาโฟกัสเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเพียงแค่ช่องทางเดียวไปทำไม จริงมั้ย?

แล้วการทำ SEO เองก็เป็นกลยุทธ์ที่ช่วยให้ธุรกิจเข้าถึงคนหมู่มากได้ซะด้วย ดังนั้น จึงไม่ควรพลาดโอกาสในการใช้ช่องทางนี้ในการตะล่อม กล่อมเกลา หรือจะเป่าหู (เพี้ยง!) ให้กลุ่มเป้าหมายรู้จักแบรนด์ (Brand Awareness), เกิดการพิจารณา (Consideration) และเกิดการตัดสินใจซื้อ (Decision) ได้มากขึ้น

ลดค่าใช้จ่ายในการทำโฆษณา

ปกติคุณเสียเงินให้กับการยิงแอดไปเท่าไหร่? นอกจากการได้ Engagement ที่เอามาต่อยอดอะไรไม่ได้ หรือได้คอมเมนต์หรือทัก Inbox ที่บางทีก็ปิดการขายไม่ได้ (แต่จ่ายเงินไปหมดแล้วนะ) ถ้านับๆ แล้วเสียไปมากกว่าได้ ลองหันมาทำ SEO ดู เพราะนี่คือกลยุทธ์ทำการตลาดที่ลงทุนน้อย (ถ้าคุณทำเว็บไซต์เองเป็นอยู่แล้ว บวกกับเขียนบทความเองได้) ก็แทบจะไม่ได้เสียค่าใช้จ่ายอะไรมากมายเมื่อเทียบกับการยิงแอดโฆษณา

สร้างยอดขายและกำไร

สะดวกกว่าการเดินไป 7-11 ก็การเสิร์ชสิ่งที่อยากได้หรืออยากรู้จาก Google นี่แหละ ดังนั้น การทำ SEO เลยเป็นเหมือนประตูที่จะทำให้ธุรกิจสามารถสร้างยอดขายและกำไรจากการค้นหาบน Google เพราะถ้าเว็บไซต์ได้อันดับดีๆ อย่างการติดบนหน้าแรกของ Search Engine คนก็จะเข้ามาเจอเว็บไซต์ ได้ข้อมูลช่วยตัดสินใจ และมีโอกาสซื้อขายของที่อยู่บนเว็บไซต์มากขึ้นด้วยนั่นเอง

ธุรกิจเติบโตแบบยั่งยืนมากขึ้น

การทำ SEO เหมือนการปลูกต้นไม้ ค่อยๆ ฟูมฟักให้เติบโต พอถึงระยะเก็บเกี่ยวก็จะได้ผลลัพธ์กลับมาเป็น Traffic ที่ยั่งยืนกว่าการยิงโฆษณาที่ต้องใช้เม็ดเงินเข้าสู้ การทำ SEO จึงเป็นเหมือนช่องทางการตลาดที่ยั่งยืนอีกหนึ่งช่องทางที่ไม่ควรพลาด เพราะสามารถลากคนเข้ามายังเว็บไซต์ได้เรื่อยๆ โดยที่ไม่ต้องเสียเงินในการทำเพิ่ม (แต่ยังไงก็ต้องรู้จักการ Optimize และการรักษาอันดับเอาไว้ด้วยนะ)

องค์ประกอบของการทำ SEO

SEO ไม่ได้ฉายเดี่ยว แต่ยังมีหลายส่วนที่หลอมรวมกันทำให้ SEO นั้นได้เฉิดฉาย ว่าแต่ต้องให้ความสำคัญกับอะไรบ้าง ตามไปดูพร้อมกันเลย

1.On-Page SEO

On-Page SEO คือ การปรับแต่งหน้าตาของเว็บไซต์ให้ถูกอกถูกใจ SEO ถ้าพูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คงเหมือนกับการแต่งหน้าของสาวๆ ที่ต้องให้ความสำคัญกับทุกส่วนทั้งเขียนคิ้ว ทาปาก ปัดแก้ม แม้กระทั่งติดขนตาก็ต้องเก็บให้เนี้ยบ! SEO ก็เหมือนกัน…เรามีกฎมากมายที่ต้องทำการ อย่างการทำ On-Page SEO ก็มีหลายเรื่องที่ต้องโฟกัส เช่น

  • การใส่ Keyword ลงไปในเว็บไซต์ โดยเลือก Keyword ที่เหมาะสมในการใช้งาน
  • วางแผนเขียนบทความ SEO ให้ถูกต้องตามหลักการทำ SEO
  • เขียน Title, Description และ URL ให้มี Keyword และอยู่ในความยาวที่เหมาะสม
  • ใช้ Heading Tag ในเนื้อหาอย่างถูกต้อง เช่น  เรียงจาก H1 ไปเรื่อยๆ ไม่มีการเขียนกระโดดข้าม
  • ตั้ง Alt text ในรูปภาพ
  • การทำ Internal Link และ External Link

ส่วนใหญ่การปรับ On-Page SEO จะเกี่ยวกับเรื่องของ User Experience และการเข้าถึงของ Google Bot ถ้าทำออกมาตอบโจทย์ทั้งคนทั้ง AI แบบนี้แล้ว Ranking สูงๆ ก็ไม่มีทางหลุดมือไปไหนแล้วล่ะ!

2.Off-Page SEO

Off-Page SEO คือ ด้านตรงข้ามของการทำ On-Page SEO หมายถึง การโฟกัสไปที่การทำ Backlink จากเว็บไซต์อื่นๆ ซึ่งเว็บไซต์เหล่านั้นจะมาเป็นเว็บไซต์ที่หาได้ตามท้องตลาดไม่ได้นะ แต่จะต้องเป็นเว็บไซต์ที่น่าเชื่อถือ มีความเกี่ยวข้องกับธุรกิจที่เราทำอยู่ และเป็นเว็บไซต์ที่มี Traffic หรือคนใช้งานอยู่ด้วย ไม่อย่างนั้นได้ Backlink มา Google ก็อาจจะมองว่าลิงก์เหล่านั้นเป็น Bad Backlink อยู่ดี จากที่หวังว่าได้ลิงก์มาแล้วจะช่วยดันอันดับขึ้น ก็อาจจะถึงคราวซวย โดน Google แบนซะงั้นก็ได้นะ แล้วจะหาว่าไม่เตือน

3.Technical SEO

Technical SEO คือ อะไรก็แล้วแต่ที่เป็นด้านเทคนิค ปรับไปเลยเพื่อให้เว็บไซต์ดีขึ้น เช่น การปรับ Page Speed ของเว็บไซต์ให้โหลดเร็ว, การทำ SSL Certificate (เปลี่ยนจาก http:// ให้เป็น https://) เพื่อความปลอดภัยของเว็บไซต์, การทำ XML Sitemap, การทำ robot.txt, การเลือกใช้โฮสติ้ง (Hosting) ที่มีคุณภาพ ฯลฯ เรื่องพวกนี้อาจจะต้องทำด้วยการเขียนโค้ดนะ ใครที่ไม่เชี่ยวชาญก็อาจจะปรึกษาทีมโปรแกรมเมอร์ก่อน ไม่อย่างนั้นยิ่งแก้อาจจะยิ่งแย่นะเออ~

สิ่งที่ต้องมีถ้าจะทำ SEO

เอาล่ะ! มาถึงตรงนี้ก็ต้องอยากรู้แล้วใช่ไหมล่ะว่าถ้าจะทำ SEO ต้องเตรียมอะไรบ้าง ในบทความนี้ขอลิสต์เอาไว้ 3 อย่างที่เตรียมตัวได้ง่ายๆ ดังนี้

เว็บไซต์

จะทำ SEO ก็ต้องมีเว็บไซต์ เพราะนี่เป็นเหมือนบ้านที่จะเปิดต้อนรับกลุ่มเป้าหมายให้เข้ามาทำความรู้จักกับธุรกิจได้ง่ายและน่าเชื่อถือ ยิ่งเว็บไซต์มีความเสถียร โหลดไว แถมหาจาก Keyword ไหน (ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ) ก็เจอ แน่นอนว่า จะต้องได้ใจกลุ่มเป้าหมายไปไม่มากก็น้อย ซึ่งเว็บไซต์เดี๋ยวนี้ไม่ต้องนั่งหลังขดหลังแข็งเขียนโค้ดกันจนตาสวดแล้ว แต่ใช้สิ่งที่เรียกว่า CMS หรือ Content Management System อย่างเช่น WordPress ในการทำเว็บไซต์ได้เลย เพราะนี่คือระบบการจัดการเนื้อหาของเว็บไซต์ที่ไม่ต้องเขียนโค้ดก็สร้างเว็บไซต์ขึ้นมาเองได้ แถมยังจัดการเว็บไซต์ให้ถูกใจ Google ได้ง่ายด้วย Plug-in ต่างๆ อีกด้วย

เครื่องมือสำหรับทำ SEO

เครื่องมือสำหรับทำ SEO มีมากมายเหมือนฝูงลิงลพบุรีเลยล่ะ เอาเป็นว่ามีให้เลือกใช้งานเยอะแยะมาก ซึ่งก็ต้องใช้เวลาในการเข้าไปกดๆ จิ้มๆ ลองใช้งานดู แต่ถ้าใครอยากจะให้แนะนำ ก็จะขอพูดถึงเครื่องมือที่ใช้งานกันบ่อยๆ ที่ควรมีในเบื้องต้น ดังนี้

  • Google Search Console : เครื่องมือฟรีจาก Google ใช้ดู Performace ของการทำ SEO และปัญหาต่างๆ ของเว็บไซต์ เช่น การเกิด 404 Not Found ฯลฯ
  • Google Analytics 4 : ใช้เลยเพราะใช้งานฟรี แถมเป็นเครื่องมือจาก Google ที่เอาไว้ใช้ดู Performance ของเว็บไซต์ นอกจากนี้ยังเชื่อมต่อกับ Google Search Console ได้ ทำให้ดูข้อมูล GSC จาก GA4 ได้เลยด้วย
  • SEO Tools : เป็นเครื่องมือจำพวกการทำ Keyword Research ใช้วิเคราะห์วิเคราะห์เว็บไซต์, ใช้เผือกคู่แข่ง ไปจนถึงใช้หา Backlink มีอยู่ด้วยกันหลายตัวด้วยกันทั้งแบบเสียเงินและไม่เสียเงิน เช่น
    • Google Keyword Planner
    • Aherfs
    • SEM Rush
    • Ubersuggest

กลยุทธ์การทำ SEO

รบร้อยครั้งก็ชนะร้อยครั้งแน่นอน ถ้าทำความเข้าใจกลยุทธ์การทำ SEO ตั้งแต่ 0 เพราะ Google นี่มีกฎเกณฑ์เยอะแยะมากมาย ทำเอาหลายคนปวดหัว แต่ถ้าจับทางได้การทำ SEO ก็ไม่ใช่เรื่องยาก แต่กลยุทธ์การทำ SEO นั้นจะมีอะไรบ้าง ลองดูวิธีการทำ SEO เริ่มจาก 0 เพื่อให้ติด Google หน้าแรกในหัวข้อถัดไปได้เลย

เริ่มต้นทำ SEO ยังไงให้ติดหน้าแรกบน Google

อยากทำ SEO แล้วแต่ไม่รู้จะเริ่มต้นทำยังไงดี มาดูขั้นตอนการเริ่มต้นฉบับรวบรวมจาก AMPROSEO เลย เพราะรวบรวมมาให้แล้ว 6 ขั้นตอน ดังนี้

  1. วิเคราะห์กลุ่มเป้าหมาย
  2. ทำ Keyword Research
  3. ทำเว็บไซต์ของตัวเอง
  4. ทำบทความ SEO
  5. หา Backlink กลับมายังเว็บไซต์
  6. ปรับแต่ง Technical SEO ให้ถูกต้อง

ส่วนรายละเอียดจะมีอะไร ตามไปดูพร้อมๆ กันเลยดีกว่า

1.วิเคราะห์กลุ่มเป้าหมาย

ขายของอย่าคิดแค่ว่า “ขายๆ ไปเถอะ ของเราดี เดี๋ยวก็มีคนมาซื้อเอง” แนวคิดนี้ใช้ไม่ได้นะกับการขายของบนโลกออนไลน์ เพราะเจ้าตลาดไม่ได้มีแค่คุณเท่านั้น แต่ยังมีคู่แข่งที่พร้อมจะวิ่งลงสนามเอาชนะคุณอยู่ตลอดเวลา ไม่เว้นแม้แต่การทำ SEO เพราะถ้าคุณเน้นทำ Keyword แบบหว่านๆ อยากจะเอาแค่ Traffic เข้าเว็บไซต์ มันไม่ได้เจ๋ง แต่จะกลายเป็นเจ๊ง! ได้ในอนาคต

นั่นเพราะ Google ให้ความสำคัญกับเว็บไซต์ที่มีคุณภาพ เน้นทำ Keyword ที่เกี่ยวกับธุรกิจ ไม่ใช่ว่าทำธุรกิจท่องเที่ยว แต่ดันอยากไปเก็บ Keyword เครื่องสำอาง แบบนี้ Google ก็อาจมองว่าเว็บไซต์นั้นไม่มีน่าเชื่อถือ ดูไม่เข้าเกณฑ์​ E-E-A-T Factor และแน่นอนว่า เว็บที่ทำแบบนั้นไม่ตอบโจทย์ Search Intent ของคนที่ใช้ Google สุดท้าย Google ก็จะไม่เอาเว็บไซต์ขึ้นอันดับ ถึงแม้ว่าจะเน้นทำบทความใน Keyword ที่มีคนใช้ค้นหาเยอะก็ตาม

ดังนั้น จึงควรมีเป้าหมายที่จะเข้าหาให้ชัดเจน รู้ว่าคนที่อยากจะได้มาเป็นลูกค้าเขาหาอะไร มีปัญหาอะไร และจะใช้ Google ในการหาสิ่งที่ต้องการได้ยังไงบ้าง วิธีที่ง่ายสุดๆ เลยคือ การลองทำ Persona ของคนที่คิดว่าน่าจะเป็นกลุ่มเป้าหมายขึ้นมาดู

2.ทำ Keyword Research

รู้จักเป้าหมายแล้ว ขั้นต่อมาก็ต้องวิเคราะห์ให้ออกว่า กลุ่มเป้าหมายที่อยากได้เขาจะเสิร์ช Google ด้วย Keyword อะไร และนี่แหละคือ เป้าหมายของขั้นตอนนี้ คือ การทำ Keyword Research

ไม่ใช่ Keyword อะไรก็ได้ที่จะหยิบมาทำ SEO แต่ Keyword ที่จะใช้ควรที่จะมีองค์ประกอบ 4 อย่างนี้ คือ

  • เป็นคำที่คนยังใช้ค้นหาจริง
  • เป็นคำที่มี Search Volume ระดับหนึ่ง
  • สามารถทำการแข่งขันได้
  • มีความเกี่ยวข้องกับธุรกิจ

แล้วจะรู้ได้ยังไงล่ะว่าคำไหนควรใช้?

ก็ต้องใช้ SEO Tool เข้ามาช่วย ทั้งดูปริมาณการค้นหา (Search Volume), ดูคู่แข่ง, ดูความยากง่ายของแต่ละ Keyword

ส่วนกระบวนการทำก็อาจจะเริ่มจากการหาจากคำที่เกี่ยวกับธุรกิจ หรือคำที่เกี่ยวข้องกับความสนใจของกลุ่มเป้าหมาย ยกตัวอย่างเช่น คุณทำร้านขายรองเท้าเพื่อสุขภาพ ก็อาจจะต้องลอง Research คำคีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้อง ดังนี้

  • Keyword ที่เกี่ยวกับธุรกิจ เช่น รองเท้าเพื่อสุขภาพ, รองเท้าวิ่ง อุ้งเท้าสูง, แผ่นรองเท้า อุ้งเท้าสูง เป็นต้น
  • Keyword ที่เกี่ยวข้องกับความสนใจของกลุ่มเป้าหมาย เช่น รองช้ำคืออะไร, วิ่งแล้วเจ็บเท้า, เจ็บฝ่าเท้า เป็นต้น

3.ทำเว็บไซต์ของตัวเอง

วางแผนมาซะดิบดี แต่ยังไม่มีพื้นที่ใช้โชว์ของ ก็ต้องสร้างพื้นที่นั้นขึ้นมาก่อนด้วยการทำเว็บไซต์เป็นของคุณเอง แต่เดี๋ยวนี้ไม่ต้องลงแรงเขียนเองแล้วนะลองใช้ CMS ในการทำได้เลย ส่วนขั้นตอนการทำเว็บไซต์ที่สำคัญสำหรับการทำ SEO จะมีอะไรบ้าง ลองดู Checklist ที่อยู่ด้านล่างนี้ได้เลย

  • จดโดเมน เลือกซื้อได้จากหลายที่ เช่น Godaddy Namecheap เป็นต้น
  • เช่า Hosting (เน้น Hosting น่าเชื่อถือ)
  • ตั้งค่า namesaver และทำ https
  • สมัคร WordPress
  • เลือกธีม (จะซื้อหรือใช้ของฟรีที่ WordPress มีให้ก็ได้)
  • สร้างระบบร้านค้า Woocommerce (เฉพาะเว็บไซต์ที่ขายสินค้า)
  • ดาวน์โหลดปลั๊กอินที่จำเป็น เช่น WP Rocket, yoast seo ฯลฯ
  • เชื่อมต่อเว็บเข้ากับ Google
  • ลงมือทำ SEO บนเว็บไซต์

4.ทำบทความ SEO

ตอนนี้คุณคงมีเว็บไซต์เป็นของตัวเองกันแล้ว ขั้นต่อมาก็ลงมือทำบทความ SEO กันต่อ ซึ่งขั้นตอนการทำบทความ SEO จะต้องอาศัยศาสตร์การทำ On-Page SEO ที่ AMPROSEO จดไว้ให้แล้วด้านบน รวมกับศิลป์ นั่นคือ ศิลปะการเล่าเรื่อง และการใส่ Keyword ในตำแหน่งที่เหมาะสม รวมถึงอยู่ในปริมาณที่กำหนด (Keyword Density) จะอยู่ที่ประมาณ 1% ต่อจำนวนคำทั้งหมดในบทความ

สำหรับเทคนิคในการเขียนคอนเทนต์ SEO จะมีอยู่ด้วยกันหลายอย่าง เช่น

  • ความยาว พยายามเขียนให้แน่น เกิน 1,000 คำขึ้นไป เน้นเนื้อไม่เน้นน้ำ ลองคิดว่าคนเข้ามาอ่านแล้วจะได้ประโยชน์อะไรจากบทความบ้าง
  • เน้นเก็บ Long-tail Keyword ที่คนชอบถามเกี่ยวกับ Keyword ที่เกี่ยวข้องยู่ด้วย เช่น เขียนถึง Seo คืออะไร ก็ต้องมีหัวข้อย่อยๆ เช่น องค์ประกอบของ SEO, วิธีทำ SEO ฯลฯ เก็บให้ละเอียด บทความจะได้มีโอกาสติดในคำคีย์เวิร์ดนั้นๆ ด้วย
  • ทำตามเกณฑ์ ​On-Page SEO ให้ครบเดี๋ยวจะดีเอง
  • อย่าลืมใส่มีเดียอื่นๆ เช่น รูปภาพ วิดีโอประกอบด้วย (ถ้าดีจะดีมาก)
  • ทำคอนเทนต์ให้ตอบ E-E-A-T Factor คือ ทำคอนเทนต์ที่ดูแล้วมีความเชี่ยวชาญ (Expertise), เขียนคอนเทนต์จากประสบการณ์จริง (Experience), เป็นคอนเทนต์ที่มีอิทธิพล เช่น บอกว่าใครเขียน น่าเชื่อถือไหม (Authoritativeness) และเป็นคอนเทนต์ที่น่าเชื่อถือจากการได้อ้างอิงเนื้อหาจากเว็บไซต์อื่น (Trustworthy)

5.หา Backlink กลับมายังเว็บไซต์

ทำเว็บไซต์ดี ปรับหน้าเว็บไซต์จนมีคุณภาพแล้ว คราวนี้ก็ถึงเวลารอ รอ รอ และรอ ถ้าดูแล้วการทำอันดับเหมือนจะยังไม่ดีเท่าไหร่ ก็ต้องหาแหล่ง Backlink ดีๆ มาช่วยเสริมทัพ โดยเลือกเอาเฉพาะเว็บไซต์ที่มีความเกี่ยวข้องและมีความน่าเชื่อถือให้ทำ Backlink กลับมายังเว็บไซต์ ซึ่งวิธีที่ทำให้ได้ Backlink มีอยู่ด้วยกันหลายอย่าง เช่น การทำ PR Link, การแลก Backlink, การทำ Guest Blogging, การทำ PBN เป็นต้น

6.ปรับแต่ง Technical SEO ให้ถูกต้อง

หน้าบ้านเรียบร้อยดี มีคนมาเชียร์อัพจากการทำ Backlink แล้วก็ต้องอย่าลืมปรับปรุงเว็บไซต์ให้มีคุณภาพอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นด้านความเร็ว ด้านประสบการณ์การใช้งาน ด้านโค้ดที่ก็ต้องเป็นระเบียบ แสดงผลถูกต้อง รูปภาพเองก็ควรจะไม่ใหญ่จนแสดงผลไม่พอดีกับหน้าจอ และที่สำคัญอย่าลืมทำให้เว็บไซต์มี Mobile Friendly คือ ใช้งานกับมือถือได้ดีด้วย ซึ่งเรื่องนี้จะพึ่งพาโปรแกรมเมอร์ในการแก้ไขก็ไม่ว่ากัน

อยากเช็กว่าเว็บไซต์มีปัญหาอะไรบ้าง ลองเข้าไปใช้ Google PageSpeed Insight เพื่อตรวจสอบได้เลยที่

สรุปแล้ว SEO คืออะไร สำคัญแค่ไหน

จะเห็นแล้วนะว่า SEO คือ เครื่องมือที่ใช้ในการทำการตลาดออนไลน์ที่สำคัญไม่แพ้กับการยิงแอด การใช้ KOL การใช้ Social Media ฯลฯ เพราะช่องทาง SEO ช่วยทำให้ธุรกิจเข้าถึงคนได้จำนวนมาก ลงทุนน้อย แต่ก็ต้องอาศัยเวลา ความเข้าใจ ความอดทน ความเชี่ยวชาญในการทำสูง (ตอนทำท่องพุธโธๆ เอาไว้เดี๋ยวมันจะดีเอง!)

ในเมื่อเห็นว่า SEO มีความสำคัญแล้ว สิ่งที่อยากจะฝากเลยก็คือ การลงมือทดลอง ทำไปเลย ไม่ต้องกลัว เพราะยังไง AMPROSEO ก็จะสรรหาเอากลเม็ดเคล็ดลับดีๆ เกี่ยวกับ SEO มาฝาก ทริคไหนว่าดี อะไรว่าเด็ด จะจดมาให้ ยังไงก็รอติดตามอ่านกันไปนานๆ นะทุกคลลลล ~