สดช. แถลงผลสำเร็จโครงการฯ “ต่อยอด Soft Power ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล” แปลงทุนทางวัฒนธรรมเป็นทุนทางเศรษฐกิจ
วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2567 ที่ผ่านมา ณ โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ, สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม แถลงผลสำเร็จโครงการส่งเสริมการถ่ายทอดมรดกทางวัฒนธรรมของชาติสู่รูปแบบดิจิทัล (Digital Cultural Heritage) ระยะที่ 2 เนื่องด้วยความต้องการในการนำมรดกทางวัฒนธรรมของไทยมาประยุกต์ใช้เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ เป็นที่สนใจของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน แต่เหตุที่มรดกทางวัฒนธรรมยังไม่สามารถสร้างรายได้เชิงประจักษ์ได้นั้น เป็นเพราะ “ทุนทางวัฒนธรรมไม่อยู่ในสภาพพร้อมใช้ ในการสร้างรายได้เชิงเศรษฐกิจ” จึงจำเป็นต้องมี “กลไกการแปลงทุนทางวัฒนธรรมให้เป็นทุนทางเศรษฐกิจเพื่อให้เป็น Soft Power ที่สามารถสร้างรายได้ให้กับประเทศ” ด้วยการ “นำมรดกทางวัฒนธรรมมาสร้างสรรค์สิ่งใหม่ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล”

นายภุชพงค์ โนดไธสง เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กล่าวว่า “การแปลงทุนทางวัฒนธรรมให้เป็นทุนทางเศรษฐกิจเพื่อให้เป็น Soft Power ที่สามารถสร้างรายได้ให้กับประเทศ ต้องนำมรดกทางวัฒนธรรมมาสร้างสรรค์สิ่งใหม่ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล โดยวางแผนชัดเจน ตั้งแต่การเลือกทุนทางวัฒนธรรม การสร้างสรรค์เนื้อหาทางวัฒนธรรม การเลือกใช้เครื่องมือดิจิทัล การเผยแพร่ การทำการตลาด ตลอดจนแนวทางการคืนประโยชน์ไปยังเจ้าของทุนทางวัฒนธรรม เพื่อเป็นการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการภาคเอกชนและภาคประชาชนเข้าถึง และตระหนักถึงศักยภาพของมรดกทางวัฒนธรรม การสร้างกำลังคนในอุตสาหกรรม Digital Content ที่มีศักยภาพรองรับความต้องการของตลาด มีแหล่งทุนสนับสนุน ส่งเสริมวิจัยและพัฒนานวัตกรรมในอุตสาหกรรม Digital Content เพื่อสร้างสินค้าและบริการทางวัฒนธรรมรูปแบบใหม่ ตลอดจนส่งเสริมการตลาดและสื่อสารมรดกทางวัฒนธรรมของไทยในระดับนานาชาติ ในฐานะที่เป็น Soft Power ที่สามารถสร้างรายได้ให้กับประเทศ”

โครงการดังกล่าว ประกอบด้วย 2 กิจกรรมหลักด้วยกัน ได้แก่ การจัดประชุมเชิงปฏิบัติการโดยผ่านกระบวนการห้องปฏิบัติการนโยบายสาธารณะ หรือ Policy Lab เพื่อจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในการส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรม Digital Content ในมุมมองด้านวัฒนธรรม เพื่อสร้าง Soft Power ที่สามารถสร้างรายได้ให้กับประเทศ ซึ่งจัดประชุมไปทั้งสิ้น 3 ครั้ง เริ่มตั้งแต่การระดมความคิดเห็น เพื่อทำความเข้าใจสภาพปัญหาและกำหนดโจทย์ที่ชัดเจน การกำหนดเป้าหมายและออกแบบนโยบายหรือมาตรการ ตลอดจนการนำเสนอ และรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน เพื่อให้ข้อเสนอแนะดังกล่าวมีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น
และกิจกรรมการเรียนรู้และแข่งขันเชิงสร้างสรรค์ (Hackathon) ในการสร้างสรรค์มรดกทางวัฒนธรรมให้อยู่ในรูปแบบ Digital Content ภายใต้หัวข้อ “Hackulture 2023 Illuminate Thai อัปเวลแฟชั่นไทย ด้วยดิจิทัล” ที่มุ่งเน้นในการถ่ายทอดแฟชั่นไทย สู่รูปแบบดิจิทัล ทั้งสาขาเทคโนโลยี และสาขาสื่อมัลติมีเดีย จำนวน 2 ประเภท ได้แก่ ประเภทนักเรียน นิสิต นักศึกษา และประเภทประชาชนทั่วไป ซึ่งกิจกรรมดังกล่าว มีผู้สมัครเข้าร่วมแข่งขันจากทั่วประเทศกว่า 60 ทีม จำนวนรวมทั้งสิ้น 287 คน ซึ่งผู้เข้าร่วมที่ผ่านการคัดเลือกในรอบแรกจำนวน 40 ทีม ได้เรียนรู้เกี่ยวกับมรดกทางวัฒนธรรมของชาติ การธำรงรักษามรดกทางวัฒนธรรมของชาติ การสร้างสรรค์ผลงาน การถ่ายทอดเรื่องราว และฝึกปฏิบัติการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการถ่ายทอดมรดกทางวัฒนธรรมให้อยู่ในรูปแบบ Digital Content โดยตัดสินรอบสุดท้ายเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา

ทีมที่คว้ารางวัลสูงสุดจากการแข่งขันครั้งนี้ ได้แก่ ทีม Fash.Design รับถ้วยพระราชทานจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี โดยส่งผลงานเข้าแข่งขันในสาขาเทคโนโลยี ประเภทประชาชนทั่วไป นำเสนอแพลตฟอร์มออนไลน์ช่วยเหลือผู้ประกอบการชุดไทยท้องถิ่นและชุดไทยดั้งเดิม ที่ขาดทักษะด้านออนไลน์และภาษาต่างประเทศ ด้วยเทคโนโลยี AI สร้าง Virtual Model และดิสเพลย์ที่สวยงาม แปลได้ 70 ภาษา และเชื่อมต่อ e-commerce กว่า 30 แพลตฟอร์มทั่วโลก เพื่อปลุกพลัง Soft Power แฟชั่นไทย ก้าวไกลสู่ตลาดสากล
ทีมผู้ชนะเผยถึงจุดเริ่มต้นของไอเดียว่า “มาจากแฟชั่นไทยยังขาดจุดเด่น และการเข้าถึงจากต่างชาติ ทีมจึงเข้ามาส่งเสริมจุดนี้ ช่วยให้ดีไซเนอร์ไทยสามารถส่งออกชุดแฟชั่นไทยได้ง่ายขึ้น ถึงแม้จะไม่มีทักษะด้านภาษาสากลต่างๆ แต่ใช้AI แพลตฟอร์ม เทคโนโลยีต่างๆช่วยลบข้อจำกัดตรงนี้ อีกทั้งยังช่วยลดต้นทุนสินค้า ร้านค้าแฟชั่นท้องถิ่นต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเมืองรองหรืออยู่ห่างไกล ไม่มีงบประมาณในการจ้างนางแบบมาถ่ายภาพสวยๆ ก็แก้ปัญหาและลดต้นทุนสินค้าได้ด้วยเทคโนโลยี AI สามารถเข้าถึงได้ทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ”

นายภุชพงค์ โนดไธสง เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กล่าวเพิ่มเติมว่า “สดช.ร่วมมือกับแพลตฟอร์มด้านศิลปะและวัฒนธรรมที่มีศักยภาพ ในการส่งเสริมการนำเข้าข้อมูลวัฒนธรรมไทยสู่ระบบดิจิทัล ได้แก่ ระบบสารสนเทศด้านวัฒนธรรมและแผนที่วัฒนธรรม (Cultural Map Thailand) โดยหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) และ Platform คลังข้อมูล “วัฒนธรรมและความหลากหลายทางชีวภาพ” (นวนุรักษ์) โดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) อีกด้วย และหวังว่าการดำเนินโครงการส่งเสริมการถ่ายทอดมรดกทางวัฒนธรรมของชาติสู่รูปแบบดิจิทัล (Digital Cultural Heritage) ในระยะที่ 2 นี้ จะเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมขับเคลื่อน Soft Power ของไทย”
พร้อมเผยเป้าหมายตามแผนดิจิทัลที่สดช. เสนอรัฐบาลคือ การขึ้นอันดับที่ 30 ของ IMD World Digital Competitiveness Ranking ภายในปี 2570 (ตอนนี้ไทยอยู่อันดับที่ 35) หรือเป็นอันดับที่ 2 ในอาเซียน (ปัจจุบันอันดับ 3 รองจากสิงคโปร์ และมาเลเซีย) ปัจจัยอยู่ที่เรื่องของคน และขนาดประเทศ มีปัญหาช่องว่างของคนในการเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัล จริงๆ เรื่องเทคโนโลยี ไทยไม่ได้ด้อยกว่าประเทศไหนเลย

และในงานแถลงข่าวดังกล่าว ยังมีกิจกรรมเสวนา หัวข้อ “การพัฒนาอุตสาหกรรม Digital Content ในมุมมองด้านวัฒนธรรม เพื่อสร้าง Soft Power ที่สามารถสร้างรายได้ให้กับประเทศ” โดยตัวแทนจากภาครัฐ อาทิ สำนักงานเสริมสร้างเอกลักษณ์ของชาติ สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ในมุมมองการใช้ Soft Power เพื่อต่อยอดสร้างผลประโยชน์เชิงพาณิชย์มากยิ่งขึ้น จุดแข็งและจุดอ่อนการพัฒนาอุตสาหกรรม Digital Content เพื่อส่งเสริม Soft Power รวมไปถึงตัวแทนจากภาคเอกชนกับการใช้ Soft Power ในการสร้างธุรกิจใหม่ๆ
ตัวแทนจากกรมศิลปากรในฐานะหน่วยงานดูแลรักษามรดกวัฒนธรรมของประเทศ ให้ความคิดเห็นว่า “แต่ก่อนมีความเชื่อกันว่ากรมศิลปากรเป็นเจ้าของสิ่งเหล่านี้ เป็นผู้มีอำนาจ แต่ในปัจจุบัน คติหรือความเชื่อในการทำงานของกรมศิลปากร ตั้งใจว่าเราคือผู้ดูแลมรดกเหล่านี้เอาไว้ให้กับคนไทย เจ้าของที่แท้จริงก็คือคนไทยทุกคนที่ สามารถมาใช้ประโยชน์จากสิ่งต่างๆ เหล่านี้ได้ แต่ต้องช่วยกันดูแลรักษา ซึ่งเดิมงานของกรมศิลปากร คือการรวบรวม เก็บรักษาอนุรักษ์ ปัจจุบันเริ่มต่อยอดด้วยการนำเครื่องมือดิจิทัลมาเผยแพร่ เพราะมองว่าการเก็บรักษาและเผยแพร่วัฒนธรรมด้วยเครื่องมือดิจิทัลจะทำให้ยั่งยืนขึ้น”
ติดตามรายละเอียดของโครงการส่งเสริมการถ่ายทอดมรดกทางวัฒนธรรมของชาติสู่รูปแบบดิจิทัล (Digital Cultural Heritage) ระยะที่ 2 ได้ที่ www.hackulture.com

