เปิดผลประชุมระดมสมองผู้นำธุรกิจ และผู้เชี่ยวชาญความยั่งยืนจาก 8 อุตสาหกรรม ชี้แม้ประเทศไทยจะมีความก้าวหน้าในเชิงบวกเรื่องความยั่งยืน แต่แนวคิด ESG อยู่ในระหว่างการพัฒนาและต้องการความโปร่งใสมากขึ้น พร้อมยก 6 เรื่องสำคัญของการขับเคลื่อนธุรกิจยั่งยืนต้องโฟกัสในปี 2024 ได้แก่ การปฎิรูปธุรกิจสู่การเปลี่ยนแปลงความยั่งยืนเชิงระบบของธุรกิจ การเปิดเผยข้อมูลคาร์บอนที่มีคุณภาพมากขึ้น การเงินที่ยั่งยืน ความร่วมมือ การขยายศักยภาพผู้นำ เพิ่มคนที่มีความสามารถด้าน ESG ตลอดจนการให้ประเด็นทางสังคมที่ซับซ้อนขึ้นและเป็นความท้าทายใหม่ ทั้ง AI ปัญหาสุขภาพจิตหลังโควิด-19 การเข้าถึงและการได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพ ฯลฯ
12 มีนาคม 2567 – ผู้นำจากภาคเอกชนชั้นนำในไทยเข้าร่วมงานประชุม Sustainability Dialogue: Decoding Business Sustainability แลกเปลี่ยนเรียนรู้กลยุทธ์และแนวโน้มสำคัญที่ขับเคลื่อนความยั่งยืนในธุรกิจ เพื่อปูทางสู่อนาคตและเป้าหมายการปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ โดยการประชุมครั้งนี้ สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ Sustainable Business Lab Thailand (S-LAB) จัดการประชุมขึ้น เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2567 ที่ผ่านมา ณ TK Hall อาคารศศปาฐศาลา โดยมีผู้นำธุรกิจ ผู้เชี่ยวชาญด้านความยั่งยืน ผู้กำหนดนโยบาย นักวิชาการ และภาคประชาสังคมกว่า 40 คน จาก 8 ภาคอุตสาหกรรมเข้าร่วม ได้แก่ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย, OR , SCG HR SOLUTIONS, ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เบเวอเรจ (ประเทศไทย), กลุ่มธุรกิจ TCP, กลุ่มมาลี, Go Wholesale, UNDP สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa), Asia Robotics ฯลฯ
ศาสตราจารย์ ดร.เอียน เฟนวิค ผู้อำนวยการสถาบันฯ ศศินทร์ กล่าวว่า ในฐานะสถาบันการศึกษาด้านบริหารธุรกิจ สถาบันให้ความสำคัญกับการสร้างแรงบันดาลใจให้นิสิตปัจจุบัน นิสิตเก่า และเปิดโอกาสในการเชื่อมโยงไปสู่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะในเรื่องของการเปลี่ยนผ่านและพัฒนาวงการธุรกิจ ซึ่งมีความจำเป็นในการปฏิรูปที่ยิ่งใหญ่และเร่งด่วนกว่าที่เคย มีสำนวนโบราณว่า “คุณจะได้รับผลตอบแทนตามสิ่งที่คุณลงทุน” การลงทุนในอดีตที่ไม่คำนึงถึงผู้คน โลก หรือสิ่งแวดล้อม อาจทำให้ต้องเผชิญกับผลกระทบที่เลวร้ายที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบันและอนาคต การแสวงหาความยั่งยืนเต็มไปด้วยความท้าทาย องค์กรจำนวนมากพยายามปรับการดำเนินงานด้านความยั่งยืนให้สอดคล้องกับเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ที่ต้องการผลลัพธ์ทางธุรกิจที่ชัดเจนและการเติบโต การปฏิรูปต้องการให้มุ่งเน้นเกินกว่าผลกำไรเพียงอย่างเดียว โดยต้องคำนึงถึงคุณค่าของผู้มีส่วนได้เสียและการอยู่รอดของโลกด้วย



“สำคัญคือเราจะขับเคลื่อนการปรับเปลี่ยนเชิงกลยุทธ์ด้านความยั่งยืนอย่างไร เพื่อให้เกิดทั้งประสิทธิภาพด้านสิ่งแวดล้อมและผลการดำเนินงานทางธุรกิจที่ยอดเยี่ยม เพื่อพัฒนาบุคลากร ผู้นำองค์กร ตลอดจนกรอบการทำงานที่ช่วยให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน และปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ได้ในเวลาเดียวกัน” ดร.เอียนกล่าว
“เราต้องมุ่งเน้นโอกาสการเติบโตใหม่ๆมากขึ้น โดยลดระดับการให้ความสำคัญกับการจัดทำรายงานและมาตรฐานต่างๆมาอยู่ในระดับที่เหมาะสมและเน้นการปฏิบัติลงมือจริงจัง ที่จะสร้างผลกระทบอย่างแท้จริงทั้งระบบ” ในตอนหนึ่งของงานประชุม กีร์ท-ยัน (จีเจ) แวน เดอร์ ซานเดน ที่ปรึกษาอาวุโส ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านความยั่งยืนและการสร้างภาวะผู้นำสู่การปรับเปลี่ยนองค์กร สถาบันฯ ศศินทร์ กล่าว โดยจีเจระบุว่า ปัจจุบันแนวคิด ESG ยังอยู่ในระยะที่มีการพัฒนาสูง อาจก่อให้เกิดความขัดแย้ง ซับซ้อน และขาดความโปร่งใส หากการทำรายงานภายใต้กรอบ ESG ยังมุ่งส่งเสริมให้บริษัทเร่งสร้างรายงานที่ดูดีเกินความเป็นจริง ซึ่งอาจเป็นการฟอกเขียว (Greenwashing) เปรียบเสมือน “ยุคไร้กฎหมาย” (Wild West) เนื่องจากขาดแนวทางที่เป็นมาตรฐานกลางเชิงระบบ จากต้นทางสู่ปลายทางอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้เขาระบุถึงมุมมองและข้อสังเกตใหม่ๆ เกี่ยวกับอนาคตความยั่งยืนว่า 3 ประเด็นหลักในการบรรลุความยั่งยืนในธุรกิจ ประการแรก บริษัทจำเป็นต้องแสวงหาโอกาสการเติบโตใหม่ ไม่เพียงแค่เน้นที่การรายงาน ประการที่สอง ธุรกิจต้องสนับสนุนการปฏิวัติระบบ แทนที่จะมุ่งเน้นเพียงการปรับเปลี่ยนเล็กๆ น้อยๆ ซึ่งไม่สามารถพาเราไปสู่เป้าหมายที่ต้องการได้ และประการสุดท้าย ธุรกิจควรเน้นที่การขยายกลุ่มบุคลากรและผู้นำที่มีความสามารถด้าน ESG
“การบรรลุเป้าหมายการเปลี่ยนแปลงสู่ความยั่งยืนอย่างแท้จริง ต้องอาศัยมากกว่าแค่การนำกลยุทธ์ไปปฏิบัติ ที่มีผลเพียง 10% ปัจจัยที่มีความสำคัญสูงสุด 90% คือ การเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์กรและความคิดของพนักงานอย่างลึกซึ้ง” จีเจกล่าวในที่สุด
นายสุรพล บุพโกสุม ผู้อำนวยการ ฝ่ายพัฒนาบริการด้านความยั่งยืน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวถึงแนวโน้มการลงทุนในด้าน ESG ในปี 2024 โดยเน้นประเด็นสำคัญหลายประการ ประการแรก นักลงทุนมีความต้องการข้อมูล ESG ที่เน้นข้อมูลด้านสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ข้อมูลเหล่านี้มีความสำคัญสำหรับการประเมินความเสี่ยงและการประเมินมูลค่าของบริษัท ประการที่สอง ผู้กำหนดนโยบายมีการบังคับใช้กฎระเบียบการเปิดเผยข้อมูลมากขึ้น เพื่อให้แน่ใจว่าธุรกิจมีการนำเสนอข้อมูลที่ครอบคลุมและเกี่ยวข้องกับประเด็นด้านสภาพภูมิอากาศ ประการสุดท้าย มีเสียงเรียกร้องให้ดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศอย่างแพร่หลายในทุกภาคส่วนของธุรกิจ ซึ่งเน้นย้ำถึงความสำคัญของความยั่งยืน โดยภาพรวมแล้ว มีแนวโน้มที่ชัดเจนในการให้ความสำคัญกับปัจจัย ESG ในการตัดสินใจลงทุน โดยเน้นที่ข้อมูลด้านสภาพภูมิอากาศ กฎระเบียบการเปิดเผยข้อมูล และความจำเป็นเร่งด่วนในการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศ เพื่อสร้างอนาคตที่ยั่งยืน
ทั้งนี้ประเด็นจากการระดมสมองผู้นำธุรกิจ ผู้เชี่ยวชาญด้านความยั่งยืนมองประเด็นที่ธุรกิจต้องโฟกัสในปี 2024 ครอบคลุมตั้งแต่การปรับเปลี่ยนในระดับองค์กรและการพัฒนาระบบนิเวศน์เพื่อบรรลุเป้าหมายความยั่งยืนในภาพรวม ได้แก่
- Radicle Transformation – การปฏิรูปธุรกิจ โดยปรับเปลี่ยนเชิงปฏิรูปของระบบในองค์กรธุรกิจมากกว่าการปรับเปลี่ยนแบบเล็กๆ น้อยๆ
- 2. Carbon Disclosure – การเปิดเผยข้อมูลด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ต้องการข้อมูลคุณภาพความแม่นยำและชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะการเตรียมความพร้อมเรื่องการรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ภาษีคาร์บอน ระบบการซื้อขายสิทธิ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emissions Trading System: ETS) และ การขายคาร์บอนเครดิต (Voluntary Carbon Market) ที่กำลังเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ภายใต้ พรบ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
- Sustainable Finance – การปรับตัวรับการมาถึงของเครื่องมือทางการเงินเพื่อความยั่งยืน ได้แก่ การเกิดขึ้นของกองทุนการเงินที่ยั่งยืนจำนวนมาก ตลอดจนเครื่องมือทางการเงินเพื่อความยั่งยืน Thailand Taxonomy
- Collaboration – การสร้างความร่วมมือ ทั้งในระดับองค์กรเองที่ต้องเติมเต็มจุดอ่อนขององค์กรโดยใช้ความร่วมมือ (collaboration) รวมถึงการผลักดันการแก้ปัญหาระดับประเทศที่ต้องสร้างความเข้าใจทุกภาคส่วน อย่างที่มีคำกล่าวว่า เรื่องความยั่งยืนไม่มีคู่แข่งมีแต่การนำพากันไปข้างหน้า
- ESG People – การขยายบุคลากรด้าน ESG ปัจจุบันองค์กรที่มีโจทย์เรื่อง กรีน (Green) และการปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) อันนำไปสู่การพัฒนาคนในทุกระดับทั้งในเชิงโครงสร้างและการพัฒนาพนักงานที่มีศักยภาพสูงขององค์กร ในภาพกว้างจึงควรมีกระบวนการหา Successor Talent และพัฒนา Talent ในแต่ละระดับ และขยายวงไปเรื่อย ๆ อย่างต่อเนื่องเพื่อให้มีคนมาทำงาน
- New & Next Challenge – การมองให้เห็นประเด็นท้าทายใหม่ๆ และมองหาจุดร่วมในการแก้ปัญหา แบบกำหนดเป้าหมายร่วมและแยกกันทำ ได้แก่ แนวทางการนำความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี AI มาผสมผสานพลังผู้บริโภคเพื่อสร้างพลังการเปลี่ยนแปลงแห่งยุค การแสวงหาเทคโนโลยีที่เหมาะสมมาใช้ในการจัดการเมืองโดยทำน้อยแต่ได้มากที่สามารถก้าวหน้าได้ด้วยการให้สิทธิประโยชน์ต่อเอกชนในการจัดการเมือง ความท้าทายใหม่ๆ ยังรวมถึงความท้าทายของปัญหาที่ซับซ้อนขึ้น ได้แก่ ปัญหาสุขภาพจิตของคนในองค์กรที่ปัจจุบันที่พบผู้มีปัญหาสุขภาพจิตเพิ่มมากขึ้นพบวัยผู้ใหญ่ประมาณ 15-17% ขณะที่อีกส่วนหนึ่งเป็นโรควิตกกังวล ตัวเลขนี้เพิ่มมากขึ้นโดยเฉพาะหลังโควิด19 ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ป่วยโรคซึมเศร้าสะสม 1.3 ล้านคน มีรายงานต่างประเทศพบว่า ผู้ที่เป็นโรคทางจิตใจมักถูกตีตรา โดนกลั่นแกล้งและต้องออกจากตลาดแรงงาน และปัญหานี้จำเป็นต้องการความเข้าใจและมีวิธีการรับมือให้ดีขึ้นโดยเฉพาะเมื่อมองความรับผิดชอบขององค์กรในเรื่องความเท่าเทียมและสิทฺธิมนุษยชน นอกจากนี้ปัญหาเร่งด่วนต้องใช้ความร่วมมือจากภาคเอกชน คือปัญหาเรื่องการเข้าถึงการศึกษา ตัวอย่างพื้นที่กรุงเทพฯมีเด็กนักเรียนหลุดนอกระบบศึกษา 130,000 คน รวมถึงปัญหาในเชิงคุณภาพ ที่สามารถประเมินจากผลการสอบ PISA ของเด็กอายุ 15 ปี ไทยมีผลในลำดับที่ต่ำที่สุดของประเทศในอาเซียน ที่ประชุมแนะนำว่าธุรกิจสามารถเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ปัญหาเชิงระบบนี้ด้วยการดูแลจากส่วนที่ใกล้องค์กรที่สุดคือบุตรหลายพนักงานให้มั่นใจได้ว่าพวกเขาเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ รวมไปถึงการดูแลพื้นที่การทำงานรอบบริเวณบริษัท โรงงานหรือที่ตั้งบริษัทสามารถทำงานร่วมกับท้องถิ่นอย่างการพัฒนาศูนย์เด็กเล็กที่กำลังมีปัญหาอย่างมาก เป็นต้น

นางสาวฐิติภา ลักษณพิสุทธิ์ หัวหน้าฝ่ายกิจการองค์กรและนิสิตเก่าสัมพันธ์ สถาบันฯ ศศินทร์ ในฐานะหัวหน้าโครงการจัดประชุม Sustainability Dialogue กล่าวว่า ปัจจุบันธุรกิจไทยส่วนใหญ่สามารถปรับตัวด้าน ESG และ Sustainability แต่ความกังวลและโจทย์ที่ยากขึ้นสำหรับทุกคนวันนี้คือ ทำอย่างไรการดำเนินการเรื่องนี้จะสามารถทำไปพร้อมกับความสำเร็จทางกลยุทธ์ของธุรกิจ รวมถึงสามารถบรรลุเป้าหมายทางสังคมและสิ่งแวดล้อมได้ในอัตราเร่ง ในปี 2024 โลกไม่ได้พูดถึงแค่การลงมือทำ (action) แต่กำลังผลักดันให้ธุรกิจสามารถลงมือทำได้ในอัตราเร่งและส่งผลกระทบที่จับต้องได้ในเชิงธุรกิจที่มากยิ่งขึ้น ดังนั้นวิถีการทำธุรกิจ แนวคิด ศักยภาพของผู้นำ นักขับเคลื่อนด้วยวิธีการเดิมๆ จึงไม่ตอบโจทย์อีกแล้ว
การจะทำให้บรรลุเป้าหมายความยั่งยืนได้ ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ 1.ความไว้วางใจ (Trust) เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการทำงานร่วมกัน 2.การมีระบบนิเวศที่ครบวงจรและปรับตัวได้ทันต่อสถานการณ์ (Ecosystem) โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาเป็นส่วนผสมที่จะนำไปสู่การก้าวข้ามข้อจำกัดและสร้างนวัตกรรมใหม่ 3.การแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ (Knowledge and Experience Sharing) ร่วมกับ 4.การส่งเสริมภาวะผู้นำและเพิ่มศักยภาพผู้ชำนาญการ (Leadership and Professional Fostering) เราเชื่อว่าการสร้างพื้นที่ที่เป็นกลางและมีองค์ประกอบทั้ง 4 ด้านที่เป็นเสาหลักอันเกิดจากการประชุมนี้จะเป็นรากฐานสำคัญสำหรับอนาคตที่ยั่งยืนของทุกภาคส่วน
“การขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่ดีที่สุด คือการส่งเสริมมืออาชีพได้ทำงานของพวกเขาเองอย่างดีที่สุด บทบาทของเราคือ ขยายโอกาส ลดอุปสรรค สนับสนุนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพิ่มความร่วมมือ แล้ววนเริ่มใหม่แบบนี้ อีกครั้ง และอีกครั้ง และอีกครั้ง ต่อๆ ไปไม่สิ้นสุด” ฐิติภากล่าวในที่สุด
ติดตามข้อมูลรายละเอียดการประชุมในรูปแบบรายงานฉบับเต็มได้ที่:https://study.sasin.edu/dba?utm_source=PR&utm_medium=PR&utm_campaign=PR
ติดต่อฝ่ายกิจการองค์กร อีเมล์ [email protected]

