‘กุลพรภัสร์ วงศ์มาจารภิญญา’ CEO ผู้พลิกโฉมรถเมล์ไทย สู่การสร้างขนส่งมวลชนที่ ‘ทุกคน’ เข้าถึงได้
หากใครเดินทางบนท้องถนนในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล คงไม่มีใครไม่เคยเห็นรถเมล์ไฟฟ้าสีน้ำเงินสุดไฮเทคของ บริษัท ไทย สมายล์ บัส จำกัด หรือ Thai Smile Bus ผู้นำด้านการให้บริการรถบัสพลังงานไฟฟ้า ที่เดินเกมรุกก้าวเข้าสู่แวดวงธุรกิจการให้บริการขนส่งมวลชนในพื้นที่กรุงเทพฯ มาตั้งแต่ปี 2563 เพื่อเป็นอีกทางเลือกให้กับประชาชนได้เลือกใช้บริการ ทั้งรถเมล์ หรือเรือโดยสารสาธารณะบนแม่น้ำเจ้าพระยา ถือเป็นการยกระดับระบบขนส่งสาธารณะในเมืองหลวงให้ครอบคลุมและสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น
ภายใต้การนำทัพของซีอีโอสาวผู้เปี่ยมไปด้วยแพชชัน กุลพรภัสร์ วงศ์มาจารภิญญา หรือ คุณกิ๊ก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทย สมายล์ บัส จำกัด ที่มีความมุ่งมั่นอยากปฏิรูปและพลิกโฉมระบบขนส่งมวลชนสาธารณะ ให้มีความทันสมัย สะอาด สะดวกสบาย ปลอดภัย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของคนในสังคมอย่างยั่งยืน
การก้าวเข้ามาของ ‘ไทยสมายล์บัส’
กุลพรภัสร์ แม่ทัพแกร่งแห่ง Thai Smile Bus ได้บอกเล่าถึงที่มาของการก้าวมาสู่ธุรกิจให้บริการขนส่งมวลชนว่า เราได้เดินทางไปเที่ยวต่างประเทศบ่อยครั้ง และเห็นรถเมล์ของต่างประเทศมีการพัฒนาที่ก้าวหน้ากว่าบ้านเรา จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่อยากจะเข้ามาปฏิรูปรถเมล์ของไทยให้น่าใช้บริการมากขึ้น แต่เมื่อก้าวเข้ามาแล้วทุกสิ่งทุกอย่างไม่ได้ง่ายดาย ล้วนมีปัญหาและอุปสรรคให้ฟันฝ่านับครั้งไม่ถ้วน
“ในช่วงแรกเราได้เข้าไปให้บริการร่วมกับรถ ขสมก. และพันธมิตรต่างๆ ซึ่งบรรดาพันธมิตรเหล่านั้นจะมีข้อจำกัดในเรื่องกฎเกณฑ์ อาทิ เรื่องสภาพรถเก่าที่อาจไม่ได้คุณภาพ และมีการใช้งานมาเป็นระยะเวลานาน จนเมื่อปี 2563 เราได้เข้าไปจดทะเบียนเดินรถอย่างถูกต้อง เพราะเป้าหมายของเราคือ ต้องการเปลี่ยนจากรถก๊าซ หรือรถที่สร้างมลพิษ เปลี่ยนเป็นรถพลังงานไฟฟ้าแบบ 100%
เราเล็งเห็นว่าควรจะมีการพัฒนาในเรื่องการจัดการบริหาร รวมถึงนำรถออกมาเพิ่มให้เพียงพอต่อความต้องการของประชาชน ที่ได้มีการร้องเรียนว่าอยากได้รถเพิ่มขึ้นและถี่ขึ้น ซึ่งเราก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ นับตั้งแต่ที่เราได้จดทะเบียนตั้งแต่ปี 2563 ในปีถัดมาเราก็ได้มีรถประมาณ 120 คัน ซึ่งเป็นรถร่วมบริการกับคนอื่น โดยที่เรายังไม่ได้สัมปทาน แต่เรามีหน้าที่จัดการและควบคุม
ต่อมาในปี 2565 กรมการขนส่งทางบก ได้เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการเดินเข้าไปขอใบประกอบกิจการรถขนส่งมวลชนสาธารณะได้ ซึ่งเราได้เส้นทางการเดินรถมาทั้งหมด 71 เส้นทาง และเมื่อได้มาแล้วก็ไปพูดกับรถร่วมที่อยู่ภายใต้เรา แต่เนื่องด้วยรถร่วมทั้งหมดที่มีสภาพเก่าและมีการใช้งานมาเป็นระยะเวลานาน ซึ่งทำให้ไม่สามารถชี้วัดผลของการให้บริการได้ จนท้ายที่สุดเราก็เข้ามาบริหารเองและมีสายเดินรถของตัวเอง”

กุลพรภัสร์ วงศ์มาจารภิญญา
เมื่อกาลเวลาผ่านไปเราก็ต้องตามเทรนด์โลกด้วย ซึ่งปัจจุบันทั่วโลกต่างพูดถึง COP26 หรือ การประชุม Conference of the Parties เป็นการประชุมสมัชชาประเทศภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยสมาชิกทั้ง 200 ประเทศทั่วโลก จะประกาศลดการปล่อยมลพิษภายในปี ค.ศ. 2030 ทั้งยังมีข้อตกลงเกี่ยวกับการเปลี่ยนไปใช้ยานพาหนะไฟฟ้า เพื่อปกป้องธรรมชาติมากขึ้น
“เราได้จับมือกับกลุ่มบริษัทพลังงานบริสุทธิ์ หรือ EA ผู้นำด้านธุรกิจเทคโนโลยีพลังงานสะอาดของไทย โดยได้ผนึกกำลังสร้างโครงข่ายคมนาคมที่แข็งแกร่ง ผ่านรถโดยสารพลังงานไฟฟ้าที่ผลิตโดยคนไทย ซึ่งช่วยให้ประชาชนสามารถเข้าถึงระบบขนส่งมวลชนสาธารณะได้ง่ายยิ่งขึ้น ในราคาไม่แพง ทั้งยังเป็นการส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดและไม่ก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศ รวมถึงช่วยเก็บและขายคาร์บอนเครดิต ที่เป็นสิทธิจากการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อีกด้วย
จากการมุ่งมั่นทำงานมาอย่างต่อเนื่อง เราเชื่อว่าประชาชน หรือหน่วยงานต่างๆ ต้องเข้าใจในเจตนารมณ์และอุดมการณ์ของเรา เพราะเรามีความตั้งใจอยากให้ประเทศของเรามีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งการเปลี่ยนในครั้งนี้ไม่ได้ประโยชน์แค่ไทยสมายล์บัสเท่านั้น แต่พี่น้องประชาชน สังคม และประเทศชาติก็ได้ประโยชน์ตรงนี้เช่นกัน” คุณกิ๊ก กล่าวด้วยความมุ่งมั่น
คนไทยต้องได้นั่ง ‘รถเมล์ที่มีคุณภาพ’
หากย้อนไปในอดีตเมื่อ 20-30 ปีที่แล้ว ประชาชนนิยมใช้รถโดยสารสาธารณะในการเดินทางเป็นส่วนใหญ่ แต่เมื่อมีการเข้ามาของรถไฟฟ้าคนก็หันไปใช้บริการเพราะความสะดวกสบายและเดินทางได้อย่างรวดเร็ว แต่ขณะเดียวกันรายได้ของประชาชนกลับเท่าเดิม ไม่ได้มีการเติบโตตามการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยไปด้วย
คุณกิ๊ก เผยว่า การทำธุรกิจเรารู้อยู่แล้วว่า อนาคตจะเกิดอะไรขึ้น ทั้งปัญหาน้ำมันแพงและก๊าซธรรมชาติมีราคาสูงขึ้น ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนมีต้นทุน แต่รถเมล์ไฟฟ้าของเราที่ในปัจจุบันมีราคา 15-20 บาท ก็มีกระแสบอกว่า รถขนส่งมวลชนจะต้องมีรถร้อนคอยให้บริการประชาชนในระดับรากหญ้า แต่ต้องอย่าลืมว่าประเทศไทยเป็นเมืองร้อน มีสถิติบันทึกไว้ตลอดว่า มีคนเจ็บป่วยจากอาการฮีทสโตรก หรือโรคลมแดดที่เป็นอันตรายถึงชีวิต แล้วทำไมเราถึงไม่ยอมเปลี่ยนแปลงเพื่อให้ประชาชนมีชีวิตที่สะดวกสบายยิ่งขึ้น
“อย่างตอนที่เรามีรถเมล์สีส้มออกมา ประชาชนก็มีความสับสน เพราะเขาก็อยากจะขึ้นรถใหม่และเป็นรถปรับอากาศ ไม่มีใครอยากขึ้นรถร้อนแล้ว เนื่องอากาศร้อนและไม่ถ่ายเท แต่เราก็ต้องทำรถเมล์ไฟฟ้าเป็นรถร้อน เพื่อให้เป็นไปตามกฏเกณฑ์และนโยบายของภาครัฐที่ระบุว่า ผู้ได้รับสัมปทานต้องมีรถร้อนให้บริการตามความต้องการของประชาชน แต่นั่นเป็นเรื่องที่กำหนดมาตั้งแต่ปี 2520 ปัจจุบันผ่านมา 47 ปีแล้ว อากาศร้อนขึ้น โลกก็ร้อนขึ้น มีทั้งมลพิษ-ฝุ่น PM2.5 จึงอยากถามว่าทำไมคนที่มีรายได้น้อยถึงไม่มีสิทธิเข้าถึงบริการขนส่งที่มีคุณภาพ
เพราะฉะนั้น เราอย่ายัดเยียดความจนให้ประชาชน และให้มองว่าประชาชนต้องการมีชีวิตที่ดีเช่นเดียวกัน ซึ่งหากเรายังตีกรอบว่าคนจนต้องอยู่แบบนี้ ประเทศของเราก็จะลดความเหลื่อมล้ำไม่ได้และไม่สามารถหลุดจากกรอบได้เลย
การที่เราเข้ามาในธุรกิจนี้ เราไม่ได้เข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ แต่เป็นภาคเอกชนที่เข้ามากรีดเลือดส่วนหนึ่งมาลงทุนกว่า 3 หมื่นล้าน โดยที่ภาครัฐไม่ต้องลงทุน รัฐแค่เข้ามาต่อยอดและประชาชนแค่ให้โอกาส สิ่งเหล่านี้จะทำให้เราสามารถเดินต่อไปได้โดยที่เราไม่ต้องมานั่งทะเลาะกัน แต่วันนี้หัวใจเราไม่เปิดซึ่งกันและกัน เราเลยไม่มีอะไรที่สามารถมองเห็นเป็นรูปธรรมและยั่งยืน จึงอยากฝากผู้ใหญ่ในบ้านเมืองให้มองเห็นประชาชนเป็นที่ตั้ง อย่าให้ผลประโยชน์มาบดบังความเป็นอยู่ของประชาชน” ซีอีโอไทยสมายล์บัส กล่าว

พัฒนาบุคลากร สร้างความมั่นใจแก่ผู้ใช้บริการ
ตลอดช่วงเวลาการให้บริการของไทยสมายล์บัส เราได้รับฟังข้อมูลการใช้บริการจากผู้โดยสาร ข้อมูลสถิติการเกิดอุบัติเหตุ บริษัทฯ ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาศักยภาพบุคลากร เพื่อสร้างความมั่นใจในการใช้บริการให้แก่ผู้โดยสาร จึงได้ทุ่มงบประมาณกว่า 30 ล้านบาท เพื่อริเริ่มโครงการพัฒนาฝีมือแรงงานการให้บริการด้านขนส่งสาธารณะ
“เราได้จับมือกับสถาบันฝึกอบรม 3K Solution Management และกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เพื่อประสานความร่วมมือ พัฒนาบุคลากรร่วมกัน ผ่าน 10 หลักสูตร ที่ออกแบบมาให้สอดรับกับแนวคิด Smile บริการด้วยใจ ขับขี่ปลอดภัยบนท้องถนน
ซึ่งตัวหลักสูตรจะได้รับการการันตีมาตรฐานจากกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดโอกาสให้แก่บุคลากรหน้าใหม่ที่ไม่เคยมีประสบการณ์เข้ามาเป็นกัปตันเมล์-บัสโฮสเตส ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลตามมาตรฐานกรมการขนส่งทางบก รองรับผู้มีใบอนุญาตขับขี่ประเภท 2 อยู่แล้ว ไปจนถึงพนักงานปัจจุบันที่จะเข้ามา Re-Skill หรือทบทวนศักยภาพ ผ่านแคมป์สร้างความรู้ ปลูกจิตสำนึกแนวคิดบริการด้วยใจ พร้อมกับการเพิ่มความเข้มข้น ด้วยการยกระดับตรวจสุขภาพอย่างละเอียด และประวัติพนักงานขับรถ เพื่อสร้างความมั่นใจแก่ผู้ใช้บริการอย่างแท้จริง” กุลพรภัสร์ กล่าว
เดินหน้าใช้เทคโนโลยี พัฒนาระบบรถเมล์ไทย
ขณะเดียวกัน ไทยสมายล์บัส ยังให้ความสำคัญของการนำเทคโนโลยี เข้ามาช่วยเติมเต็มประสบการณ์ของการใช้บริการระบบขนส่งสาธารณะให้ดียิ่งขึ้น โดย คุณกิ๊ก เผยว่า เทคโนโลยีภายในรถโดยสารของไทย สมายล์ บัส อัดแน่น ครอบคลุม และปลอดภัยอย่างแท้จริง ทั้งกล้องนับจำนวนผู้โดยสาร (Passenger Counter) เพื่อบันทึกสถิติผู้เข้ามาใช้บริการ กล้องวงจรปิด CCTV รอบคันที่จะคอยตรวจดูความปลอดภัย ทั้งภายในและภายนอกตัวรถ
ที่สำคัญเรามี AI หรือนวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์ คอยจับใบหน้าของพนักงานขับรถ สังเกตการณ์พฤติกรรมการขับรถแบบเรียลไทม์ และแจ้งเตือนทันทีเมื่อคนขับไม่พร้อม ทั้งการตรวจจับอาการเหนื่อยล้า ง่วงนอน เสียสมาธิ สูบบุหรี่ขณะขับรถ และเล่นมือถือ เพื่อลดความเสี่ยงการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน
“เรามีความพยายามที่จะไม่ได้เปลี่ยนแปลงแค่ตัวรถเท่านั้น แต่ต้องการเปลี่ยนแปลงพื้นฐานการให้บริการอย่างรอบด้าน เพื่อต้องการให้ผู้โดยสารเชื่อใจและไว้ใจในการเข้ามาใช้บริการ รวมถึงต้องทำให้ประชาชนได้เห็นว่าขนส่งมวลชนของไทยมีการเปลี่ยนแปลงและเดินหน้ายกระดับอย่างแท้จริง ซึ่งเมื่อเราทำดีแล้ว พนักงานก็ต้องเข้าใจว่าหน้าที่ของทุกคนคือ การให้บริการประชาชน ทุกคนก็ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อยกระดับตัวเองให้เหมือนกับยกระดับคุณภาพของรถโดยสารเช่นเดียวกัน” แม่ทัพไทยสมายล์บัส เน้นย้ำ

บัตร Hop Card เชื่อมต่อทุกการเดินทาง
นอกจากนี้ ไทยสมายล์บัสและไทยสมายล์โบ้ท ได้เปลี่ยนระบบชำระค่าโดยสารแบบอิเล็กทรอนิกส์ขึ้นมาใหม่ โดยเปลี่ยนมาใช้บัตร Hop Card ที่ออกโดย บริษัท ดีไวน์ คอนเน็ค จำกัด พร้อมติดตั้ง เครื่อง E60 ซึ่งเป็นเครื่องอ่านบัตรที่ประตูทางขึ้นและทางลงรถเมล์ รวมถึงบริเวณท้ายเรือ และติดตั้งเครื่อง AVM ที่บริเวณเสากลางรถตรงข้ามประตูลงรถ
สำหรับวิธีการใช้บัตร เมื่อขึ้นรถเมล์ของไทยสมายล์บัส ให้แตะบัตรที่เครื่อง E60 ที่ประตูทางขึ้นรถเมล์ 1 ครั้ง แล้วเข้าไปด้านในรถเมล์ เมื่อถึงปลายทางก่อนลงจากรถให้แตะบัตรที่เครื่อง E60 ที่ประตูทางลงรถเมล์อีก 1 ครั้ง ส่วนเรือไทยสมายล์โบ้ท ให้แตะบัตรที่เครื่องชำระเงิน E60 ที่ท้ายเรือ 2 ครั้ง ได้แก่ ตอนลงจากเรือ และก่อนออกจากเรือ
ทั้งนี้ ผู้ถือบัตร HOP เมื่อแตะจ่ายค่าโดยสารรถเมล์ไทยสมายล์บัสไปแล้ว 40 บาท ระบบจะไม่หักเงินจากบัตรอีก และสามารถนั่งรถเมล์แบบยาวๆ ได้ตลอดทั้งวันถึงเที่ยงคืนวันเดียวกัน ส่วนใครที่นั่งรถเมล์ไทยสมายล์บัส และเรือไฟฟ้าไทยสมายล์โบ้ทไปด้วย เมื่อแตะจ่ายค่าโดยสารไปแล้ว 50 บาท ระบบจะไม่หักเงินจากบัตรอีกเช่นกัน
ผู้ที่สนใจใช้บริการบัตร Hop Card จากไทยสมายล์บัส โดยมีช่องทางการจำหน่ายบัตรโดยสารผ่าน Line Official Account THAISMILEBUS, เฟซบุ๊ก ‘ไทยสมายล์บัส’ กับ ‘ไทยสมายล์โบ้ท’ และบัสโฮสเตส รวมถึงช่องทาง Shopee เพียงเสิร์ช ‘Thai Smile Group’ ซึ่งปัจจุบันมีโปรโมชันพิเศษ ผู้โดยสารที่เดินทางหลายต่อสามารถเหมาจ่ายด้วยราคาไม่เกิน 40 บาท เดินทางได้ตลอดวัน หรือจะต่อรถและเรือไฟฟ้าก็ได้ราคาสุดคุ้มเพียง 50 บาทเท่านั้น
ก้าวต่อไปของ ‘ไทยสมายล์บัส’
ด้วยวิสัยทัศน์ของไทยสมายล์บัส ภายใต้สโลแกน ‘เดินทางด้วยรอยยิ้ม ใส่ใจสิ่งแวดล้อม’ จึงมีความมุ่งมั่นอยากจะยกระดับขนส่งมวลชนของไทย ให้เป็นรถโดยสารที่ปลอดมลพิษ ไร้เสียง มีความสะดวกสบายและปลอดภัย พร้อมเดินหน้าสู่สังคม Smart City อย่างแท้จริง
“เป้าหมายสูงสุดที่ไทยสมายล์บัสอยากเห็น คือ การจราจรในกรุงเทพฯ ไม่ติดขัด เพราะประชาชนหันมาใช้รถโดยสารสาธารณะกันมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันเรามีรถเมล์ไฟฟ้าใช้อยู่ประมาณ 2,200 คัน ให้บริการ 123 เส้นทาง มีผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้นกว่า 300,000 คนต่อวัน และในอนาคตเราอยากจะเพิ่มอีกประมาณ 800-900 คัน เพื่อรองรับการใช้บริการของประชาชนให้ครอบคลุมทุกเส้นทางมากยิ่งขึ้น
แต่ขณะนี้ไม่สามารถดำเนินการได้ เพราะเราไม่ได้รับการสนับสนุนอย่างชัดเจนและยังมีการเดินรถที่ขับทับซ้อนเส้นทางอยู่ เราจึงอยากฝากภาครัฐให้เข้ามาสนับสนุนและดูแลรถเมล์ของไทยให้มากกว่านี้ เพื่อประโยชน์แก่พี่น้องประชาชนคนไทยได้มีระบบขนส่งมวลชนที่มีคุณภาพและลดช่องว่างในสังคมให้น้อยลง” ซีอีโอไทยสมายล์บัส ทิ้งท้าย พร้อมฝากอีกว่า
‘ไทยสมายล์บัส’ มีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะยกระดับระบบขนส่งมวลชนของไทย เราพร้อมเปิดรับฟังความคิดเห็นของพี่น้องประชาชน เพื่อให้เกิดเป็นมาตรฐานของการบริการอย่างดีที่สุด สู่การเดินหน้าพลิกโฉมวงการรถเมล์ไทยให้เป็นเมืองแห่งยานยนต์ไฟฟ้า ที่มีความทันสมัย สะอาด สะดวกสบาย ปลอดภัย และไร้ PM2.5 เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง

