สสว.ผนึกกำลังหน่วยงานภาครัฐ ช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เร่งแก้ปัญหาหนี้สิน หลังหนี้ SME พุ่ง จาก 5 แสนทะลุ 1 ล้าน ส่งสัญญาณกู้เงินเพิ่ม
สสว. ผนึกกำลังหน่วยงานภาครัฐ เปิดช่องทางช่วยแก้ปัญหาหนี้สิน SME ผ่านเว็บไซต์ www.smeone.info และศูนย์ให้บริการ SME ครบวงจร 1301 หลังผลสำรวจหนี้สิน SME ไตรมาส 1/2567 พุ่ง 63.9% ภาระหนี้เฉลี่ยปรับเพิ่มขึ้นจาก 5 แสนบาท เป็น 1 ล้านบาท แนวโน้มกู้เงินเพิ่มขึ้น แบกปัญหารายได้น้อยกว่ารายจ่าย อัตราดอกเบี้ยเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลขาดสภาพคล่อง หวังมาตรการช่วยเหลือ ลดดอกเบี้ยเงินกู้-สินเชื่อเพื่อรายย่อย-ลดขั้นตอนเอกสาร-พักชำระหนี้
ดร. อภิรดี ขาวเธียร รองผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยถึงผลสำรวจสถานการณ์ด้านหนี้สินกิจการของ SME ไตรมาส 1 ปี 2567 จาการสอบถามผู้ประกอบการ SME จำนวน 2,738 ราย ใน 6 ภูมิภาคทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 16–25 มีนาคม 2567
จากผลสำรวจพบว่า ผู้ประกอบการ SME มีภาระหนี้สินเพิ่มสูงขึ้นถึง 63.9% ส่วนใหญ่อยู่ในภาคการค้าและภาคการผลิต โดยพบว่าค่าเฉลี่ยภาระหนี้สินมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นจากเดิมที่ระดับไม่เกิน 5 แสนบาท ปรับเพิ่มขึ้นเป็นไม่เกิน 1 ล้านบาท โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ประกอบการขนาดย่อมและบางส่วนของกลุ่มรายย่อย
สำหรับวัตถุประสงค์การกู้ยืมเงินของ SME พบว่า สัดส่วนถึง 91.8% เป็นการกู้ยืมเงินเพื่อนำไปใช้หมุนเวียนในกิจการ รองลงมา 5.7% จะนำไปใช้ลงทุนในกิจการเพื่อขยายธุรกิจ/สาขา ซื้ออุปกรณ์/เครื่องจักร ส่วนที่เหลือ 2.5% เพื่อนำไปชำระหนี้สินเดิม
ดร. อภิรดี ขาวเธียร กล่าวว่า เมื่อเจาะลึกลงไปถึงขนาดของธุรกิจผู้ประกอบการ SME ที่มีภาระหนี้สิน พบว่า ธุรกิจขนาดกลาง (Medium) มีสัดส่วนการกู้ยืมเงินในระบบสถาบันการเงินเพิ่มขึ้น แต่ก็ยังเผชิญกับปัญหาภาระการจ่ายคืนเงินกู้ เนื่องจากกู้เงินด้วยวงเงินกู้มากกว่า 1 ล้านบาทขึ้นไป ส่งผลให้มีภาระต้นทุนทางการเงินสูงขึ้นในภาวะดอกเบี้ยขาขึ้น
นอกจากนี้ ยังพบว่า ธุรกิจขนาดกลางมีแนวโน้มที่เริ่มใช้บริการเงินทุนนอกระบบสูงขึ้นถึง 17% เพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในกิจการ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการกู้จากเพื่อน/ญาติพี่น้องเป็นหลัก ยังไม่พบจากแหล่งนายทุนเงินกู้
ขณะที่ธุรกิจรายย่อย (Micro) มีสัดส่วนการกู้ยืมเงินจากแหล่งเงินทุนนอกระบบเพิ่มขึ้น ส่วนใหญ่มาจากเพื่อน/ญาติพี่น้อง และนายทุนเงินกู้ ซึ่งผู้ประกอบการกลุ่มนี้จะเผชิญกับปัญหาแนวโน้มการผิดนัดชำระเงินค่อนข้างมาก เนื่องจากปัญหารายได้น้อยกว่ารายจ่าย จึงส่งผลต่อสภาพคล่องในการชำระหนี้
ในส่วนของธุรกิจขนาดย่อม (Small) พบว่า มีการกู้ยืมเงินในระบบ แต่มีสัดส่วนการใช้เงินผ่านบัตรเครดิต/บัตรเงินสดเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน และยังเผชิญกับปัญหาการชำระหนี้ต่อเนื่อง

อย่างไรก็ดี แม้ว่าผู้ประกอบการ SME ทุกขนาดกิจการจะมีภาระหนี้สินเพิ่มมากขึ้น แต่ยังมีแผนกู้ยืมเงินในอนาคตเพราะต้องการนำมาใช้หมุนเวียนในกิจการ ปรับปรุงสถานประกอบการ ลงทุนซื้อเครื่องมืออุปกรณ์ใหม่ เป็นต้น
เมื่อสำรวจถึงอุปสรรคในการกู้ยืมเงิน พบว่า ผู้ประกอบการ SME ส่วนใหญ่หรือ 46% มองว่า อัตราดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเป็นเฉลี่ย 12% จากไตรมาสที่ผ่าน ๆ มาเฉลี่ยไม่เกิน 8% ยังคงเป็นปัญหาและอุปสรรคต่อเนื่อง รวมถึงการเข้าถึงแหล่งเงินทุนและสินเชื่อ รองลงมาคือ ขั้นตอนการกู้ที่ยุ่งยาก การอนุมัติล่าช้า และการขาดความรู้ในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่เหมาะสม
ดังนั้น สิ่งที่ผู้ประกอบการ SME ต้องการให้ภาครัฐเข้ามาช่วยเหลือมากที่สุดคือ การลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ รองลงมาคือ การมีสินเชื่อในรูปแบบที่สอดคล้องสำหรับธุรกิจรายเล็ก การลดขั้นตอนและเอกสารในการยื่นขอสินเชื่อ รวมถึงมาตรการพักชำระหนี้และงดหรือยกเว้นการคิดค่าธรรมเนียม/ดอกเบี้ยการผิดนัดชำระหนี้ในกลุ่มผู้ประกอบการ SME ที่เริ่มมีปัญหาในการชำระหนี้
ดร. อภิรดี ขาวเธียร กล่าวอีกว่า ในส่วนของกลุ่มผู้ประกอบการ SME ที่ไม่มีหนี้สิน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มธุรกิจรายย่อย (Micro) เช่น ร้านอาหาร/ภัตตาคาร ผู้ผลิตเสื้อผ้าและสิ่งทอ กลุ่มซ่อมบำรุงเสื้อผ้า และผลิตเสื้อพื้นเมือง กลุ่มค้าส่งสินค้าอุปโภคและบริโภค เป็นต้น จะมีแหล่งเงินทุนมาจากการขายทรัพย์สินที่ไม่จำเป็นและทรัพย์สินส่วนตัว
อย่างไรก็ตาม พบว่า SME กลุ่มนี้บางส่วนมีแผนกู้ยืมเงินในอนาคต เพื่อใช้ลงทุนในกิจการ แต่ต้องเผชิญปัญหาการขาดหลักทรัพย์ค้ำประกันในการยื่นกู้ ดังนั้นจึงต้องการให้มีสินเชื่อที่เอื้อต่อธุรกิจรายเล็กและกลุ่มลูกหนี้ใหม่ ที่ยังไม่มีประวัติด้านเครดิตหรือการกู้ยืมมาก่อน
สำหรับผู้ประกอบการ SME สามารถเข้าค้นหาบริการหรือความช่วยเหลือจากหน่วยงานภาครัฐ หน่วยงานเอกชนหรือสถาบันการเงินที่เหมาะสมกับความต้องการในการประกอบธุรกิจของท่านได้ที่ https://www.smeone.info/ หรือสอบถามข้อมูลผ่านศูนย์ให้บริการ SME ครบวงจร 1301

