อากาศร้อนแบบนี้คงทำให้หลายคนรู้สึกไม่สบายตัวและอ่อนเพลียมากขึ้นอย่างแน่นอน นั่นเพราะร่างกายของเราอาจกำลังส่งสัญญาณเตือนให้รีบเช็กสุขภาพตัวเองโดยด่วน เพื่อดูว่าเรากำลังขาดน้ำอยู่หรือไม่ เพราะถือเป็นอาการที่คนส่วนใหญ่มักเห็นเป็นเรื่องเล็กน้อยไม่อันตรายอะไร กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็มีอาการและปัญหาสุขภาพตามมามากมาย ยิ่งอากาศร้อนมากแบบนี้ การมีพฤติกรรมดื่มน้ำน้อยอาจไม่ได้ส่งผลดีต่อร่างกายเลย กลับกันยังทำให้หลายคนต้องเจอกับภาวะขาดน้ำ และมีปัญหาสุขภาพอื่นๆ ตามมาได้ วันนี้เราเลยจะพาไปทำความรู้จักและเช็ก 7 สัญญาณ Dehydration จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อร่างกายขาดน้ำ? พร้อมวิธีป้องกันที่ทำได้ในชีวิตประจำวัน
Dehydration หรือภาวะร่างกายขาดน้ำ คืออะไร
ภาวะขาดน้ำ หรือ Dehydration คือภาวะที่เกิดขึ้นเมื่อร่างกายสูญเสียน้ำมากกว่าปริมาณน้ำที่ได้รับเข้าไป สาเหตุสำคัญมาจากการดื่มน้ำน้อย หรือได้รับน้ำไม่เพียงพอต่อความต้องการในแต่ละวัน โดยเฉพาะในระหว่างวันที่ต้องทำกิจกรรมต่างๆ ที่ทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำออกไป เช่น เหงื่อ ลมหายใจ การขับถ่าย และการออกกำลังกาย
ซึ่งหากไม่ได้รับน้ำทดแทนกลับเข้าไปในร่างกายอย่างเพียงพอ การขาดน้ำจะทำให้เซลล์ เนื้อเยื่อ และอวัยวะต่างๆ เช่น ระบบสมอง ระบบไหลเวียนโลหิต ระบบไต ระบบปัสสาวะ และระบบผิวหนัง ไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ รวมถึงร่างกายเสียสมดุลของแร่ธาตุ เช่น โซเดียมและโพแทสเซียม ทั้งหมดนี้อาจกระตุ้นให้เกิดภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ตามมา เช่น ตะคริว ลมแดด ไตวาย การติดเชื้อที่ระบบทางเดินปัสสาวะ อาการชัก ไปจนถึงเสียชีวิตได้
7 สัญญาณเตือนร่างกายขาดน้ำ
จะรู้ได้อย่างไรว่าร่างกายกำลังขาดน้ำ? ลองเริ่มต้นสังเกตตัวเองว่าในระหว่างวันว่าเราดื่มน้ำน้อยไปหรือไม่ โดยร่างกายจะเริ่มมีอาการต่างๆ ดังต่อไปนี้
- หิวน้ำบ่อย อาการกระหายน้ำบ่งบอกว่าร่างกายต้องการได้รับน้ำเพิ่ม เนื่องจากเซลล์ประสาทรับรู้ถึงความเข้มข้นของเลือดที่สูงขึ้น และสั่งการไปยังสมองเพื่อกระตุ้นให้รู้สึกหิวน้ำ ต้องการดื่มน้ำเพื่อให้ร่างกายกลับมาทำงานได้อย่างสมดุลอีกครั้ง
- ปากแห้ง ผิวหนังแห้งกร้าน การขาดน้ำส่งผลกระทบโดยตรงกับระบบผิวหนัง เห็นได้จากริมฝีปากที่แห้งแตก ซึ่งถือเป็นสัญญาณเริ่มต้นที่พบได้บ่อยที่สุด รวมถึงอาจมีผิวหนังแห้งและหยาบกร้านขึ้น เพราะร่างกายผลิตน้ำมันลดลงจากการขาดน้ำ ส่งผลต่อกระบวนการซ่อมแซมผิวหนังใหม่ที่อาจชะงักหรือทำงานช้าลงได้
- สมาธิสั้น ระบบเลือดที่ไหลเวียนไม่สะดวกจากการขาดน้ำ ทำให้สมองขาดออกซิเจนและไม่สามารถรับสารอาหารได้อย่างเพียงพอ การทำงานของฮอร์โมนที่ผิดปกติส่งผลต่ออารมณ์และสมาธิได้ ในระหว่างวันบางคนจึงอาจมีอาการวอกแวกและจดจ่อได้ยาก
- เริ่มเหนื่อยง่ายและอ่อนเพลีย การขาดน้ำยังนำไปสู่การสูญเสียเกลือแร่และแร่ธาตุสำคัญเช่น โพแทสเซียม ทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง มีอาการอ่อนเพลียและเหนื่อยง่าย
- มีอาการวิงเวียน หน้ามืด ปวดศรีษะ เป็นผลมาจากการไหลเวียนเลือดที่ลดลง ความดันโลหิตและระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ ทำให้รู้สึกขาดพลังงาน อ่อนเพลียและวิงเวียนศรีษะได้
- หายใจหอบถี่ ชีพจรเต้นเร็วผิดปกติ ร่างกายที่ขาดน้ำเกิดจากปริมาณเลือดลดลง หัวใจจึงต้องทำงานหนักโดยต้องสูบฉีดเลือดให้แรงขึ้น เพื่อให้มีเลือดไหลเวียนมากพอ จึงทำให้รู้สึกอ่อนเพลียและเหนื่อยง่าย
- ปัสสาวะขุ่นและมีสีเข้ม ร่างกายพยายามลดการสูญเสียน้ำออกจากร่างกาย โดยไตพยายามกักเก็บน้ำด้วยการลดปัสสาวะ ทำให้สารต่างๆ เช่น ยูเรีย แร่ธาตุ และพิกเมนต์ต่างๆ มีความเข้มข้นสูงขึ้นในปัสสาวะ ปัสสาวะจึงมีสีเข้มขึ้นนั่นเอง
อาการต่างๆ ของภาวะร่างกายขาดน้ำจะไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกัน แต่ขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรง โดยแบ่งออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ ภาวะขาดน้ำเล็กน้อย ภาวะขาดน้ำปานกลาง และภาวะขาดน้ำรุนแรง ดังนี้
- ภาวะขาดน้ำเล็กน้อย (Mild Dehydration) อาจสังเกตได้จากริมฝีปากที่เริ่มแห้ง หิวน้ำบ่อย รู้สึกง่วงนอนและเสียสมาธิได้ง่าย การดื่มน้ำมากขึ้นโดยจิบทีละน้อยแต่บ่อยครั้ง รวมถึงพักผ่อนให้เพียงพอ จะช่วยให้ร่างกายกลับสู่สมดุลปกติได้
- ภาวะขาดน้ำปานกลาง (Moderate Dehydration) ผู้ที่อยู่ในระดับนี้จะแสดงความกระหายน้ำและริมฝีปากแห้งอย่างชัดเจน รู้สึกมึนงง วิงเวียนหรือปวดศรีษะ มีอาการอ่อนเพลียและไม่มีแรง ปัสสาวะปริมาณน้อยและเป็นสีเหลืองเข้มหรือสีน้ำตาลอ่อน แก้ไขโดยการดื่มน้ำและเกลือแร่ทดแทน พร้อมประเมินอาการอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง
- ภาวะขาดน้ำรุนแรง (Severe Dehydration) เป็นภาวะขาดน้ำในระดับรุนแรงที่สุด เนื่องจากมีการสูญเสียน้ำมากกว่า 10% ของน้ำหนักตัว ทำให้มีอาการอ่อนเพลียมาก หายใจหอบถี่ ใจสั่น และชีพจรเต้นเร็วกว่าปกติมาก ให้รีบนำส่งโรงพยาบาลทันทีเนื่องจากเป็นสภาวะที่อันตรายถึงชีวิต และเป็นสถานการณ์ฉุกเฉินที่ต้องอยู่ในการดูแลของแพทย์

ป้องกันร่างกายขาดน้ำด้วยวิธีง่ายๆ ทำได้ทุกวัน
การดื่มน้ำให้เพียงพอต้องรู้ก่อนว่าควรดื่มวันละเท่าไรจึงจะได้ประโยชน์ โดยปริมาณน้ำที่ควรดื่ม พื้นฐานจะอยู่ที่ 8-10 แก้วต่อวัน หรือใช้สูตรคำนวณปริมาณน้ำที่ร่างกายต้องการได้ง่ายๆ โดยการนำน้ำหนักตัว*2.2*30/2 = ปริมาณน้ำ (มล.) ที่ควรดื่มต่อวัน นอกจากนี้ หากเป็นวันที่อากาศร้อนหรือเคลื่อนไหวร่างกายมาก ควรดื่มน้ำให้มากขึ้นกว่าปกติด้วย โดยวิธีดื่มน้ำที่ดีต่อสุขภาพสามารถปรับใช้ง่ายๆ ดังนี้
- หลังตื่นนอนให้เริ่มต้นวันด้วยการดื่มน้ำทันที โดยดื่มน้ำ 1-2 แก้ว เพื่อเติมน้ำเข้าร่างกายเป็นการทดแทนในช่วงนอนหลับ ช่วยให้ระบบไหลเวียนเลือดให้ทำงานได้ตามปกติ แถมยังกระตุ้นการขับถ่ายได้อีกด้วย
- เน้นดื่มน้ำโดยการจิบทีละนิดตลอดทั้งวัน เพื่อให้ร่างกายดูดซึมได้ง่าย
- ไม่แนะนำให้ดื่มน้ำครั้งละมากๆ เพราะนอกจากร่างกายจะดูดซึมไม่ทันและเพิ่มภาระให้ระบบขับถ่ายแล้ว การดื่มน้ำปริมาณมากในครั้งเดียวก็ยังทำรู้สึกหิวน้ำอยู่ดี
- การดื่มน้ำที่ได้ประโยชน์สูงสุดไม่ใช่น้ำหวาน น้ำอัดลม หรือเครื่องดื่มผสมคาเฟอีนที่ส่งผลเสียต่อร่างกายมากกว่า แต่ควรเลือกดื่มน้ำเปล่าที่ใสสะอาดและมีแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกายอย่างครบถ้วน จากเครื่องกรองน้ำที่มีคุณภาพ
น้ำเป็นสิ่งสำคัญมากต่อชีวิต เพราะร่างกายของเรามีน้ำเป็นส่วนประกอบกว่าร้อยละ 70 เลยทีเดียว การปล่อยให้ร่างกายต้องเผชิญกับภาวะขาดน้ำหรือ Dehydration จึงมีแต่ผลเสียและบั่นทอนสุขภาพในระยะยาว ยิ่งในยุคนี้ที่อากาศมีแต่จะร้อนขึ้น และหลายคนต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมการใช้ชีวิตที่เคร่งเครียดและต้องเคลื่อนไหวตลอดเวลา การดื่มน้ำให้เพียงพอตั้งแต่ยามตื่นจนถึงก่อนนอนจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม

ยิ่งไปกว่านั้น น้ำดื่มที่ดีควรเป็นน้ำที่ผ่านการกรองและระบบฆ่าเชื้อที่มีประสิทธิภาพ แนะนำให้มองหาตัวช่วยเรื่องน้ำดื่มสะอาดและมีแร่ธาตุที่จำเป็นครบถ้วนไว้ในที่พักอาศัย อย่าง eSpring™ Water Purifier เครื่องกรองน้ำ อีสปริง มาตรฐาน NSF ที่จะมาตอบโจทย์การใช้ชีวิตยุคปัจจุบันให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ด้วยเทคโนโลยี UV-C LED และไส้กรองคาร์บอน e3 สามารถกรองสิ่งปนเปื้อนได้ถึง 170+ ชนิด* กรองอนุภาคขนาดเล็กมากถึง 0.2 ไมครอน*, ** รวมถึงภัยเงียบอย่างไมโครพลาสติกและสาร PFOA & PFOS ได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งยังฆ่าเชื้อโรค แบคทีเรีย และไวรัสได้ถึง 99.99%*, *** โดยที่ยังเก็บแร่ธาตุเอาไว้ได้ครบ แถมคุ้มค่ากว่าเดิมเพราะประหยัดไฟถึง 25% และกรองน้ำได้มากถึง 5,000 ลิตรต่อปี สะดวกขึ้นด้วยการเชื่อมต่อผ่านแอปพลิเคชัน Amway Health Home พร้อมจอแสดงผลที่ทันสมัย เรียบง่าย พร้อมยกระดับคุณภาพการดื่มน้ำให้สะอาดและปลอดภัยสำหรับทุกครอบครัวได้อย่างแน่นอน
* เครื่องกรองน้ำ อีสปริง ออกแบบมาเพื่อใช้สำหรับน้ำประปาที่ผ่านการบำบัดเพื่อการบริโภคแล้วเท่านั้น ไม่มีผลในการป้องกันหรือบรรเทาโรค
**ผ่านการทดสอบโดยห้องทดลองขององค์กรอิสระตามมาตรฐาน NSF/ANSI 42, 53, 55 และ 401 อีกทั้งในส่วนของการทดสอบการลดสารปนเปื้อน ได้รับการรับรองจาก NSF International
***ผ่านการทดสอบโดยห้องทดลองขององค์กรอิสระตามมาตรฐาน NSF/ANSI 55 โดยใช้ Bacteriophage Qbeta เป็นเชื้ออ้างอิงในการทดสอบ

