ธนากร ดอนเหนือ นำทัพ ‘สกร.’ สู่มิติใหม่ มุ่งส่งเสริมคนไทย ‘เรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา’

28.05.24 | 12:58 น.

กรมส่งเสริมการเรียนรู้ตามความมุ่งหวัง ในรูปแบบมิติใหม่ การเรียนรู้ต้องเกิดขึ้นได้ทุกที่ ทุกเวลา Anywhere Anytime อยู่ที่ไหนก็เรียนได้ ผมมองว่าการจัดการศึกษาใหม่ต้องไม่ยึดรูปแบบ แต่สนใจวิธีการเรียนจะดีกว่า เมื่อผู้เรียนอยากเรียนอะไร แล้วได้เรียน แบบนั้นถึงจะออกมาดี

คำกล่าวอย่างมุ่งมั่นของ นายธนากร ดอนเหนือ อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ที่หลังจากเข้ามารับตำแหน่ง ก็ลุยภารกิจนำทัพ กรมส่งเสริมการเรียนรู้ หรือ สกร. ไปสู่มิติใหม่ ทั้งด้านการพัฒนาบุคลากรและการดำเนินงานเพื่อประชาชน สอดคล้องกับแนวนโยบายของ พลตำรวจเอกเพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ที่มอบให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ และหน่วยงานในกำกับกระทรวงศึกษาธิการ ดำเนินนโยบาย “เรียนดี มีความสุข”

โดยเน้นการลดภาระนักเรียนและผู้ปกครอง สามารถเรียนได้ทุกที่ทุกเวลา (Anywhere Anytime) เรียนฟรี มีงานทำ ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง 1 อำเภอ 1 โรงเรียนคุณภาพ มีระบบแนะแนวการเรียน (Coaching) และเป้าหมายชีวิต รวมทั้งการจัดทำ ระบบวัดผลรับรองมาตรฐานวิชาชีพ (Skill Certificate) การจัดทำระบบวัดผลเทียบระดับการศึกษา และประเมินผลการศึกษา เพื่อให้ผู้เรียนที่มีความสามารถเป็นเลิศ ไม่ต้องเสียเวลาเรียนในระบบ ประหยัดเวลา ประหยัดค่าใช้จ่าย และมีรายได้ระหว่างเรียน จบแล้วมีงานทำ (Learn to Earn)

เรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา (Anywhere Anytime)

หากเอ่ยชื่อ ‘กศน.’ หรือ ‘สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย’ เชื่อว่าหลายคนคงคุ้นหูกันเป็นอย่างดี แต่น่าจะมีจำนวนไม่น้อยที่อาจยังไม่ทราบว่า ปัจจุบัน ‘กศน.’ ได้ยกสถานะเป็น ‘สกร.’ หรือ ‘กรมส่งเสริมการเรียนรู้’ แล้ว หลังจาก พ.ร.บ.ส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. 2566 มีผลบังคับใช้ โดยมี นายธนากร ดอนเหนือ ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ เป็นคนแรก

Advertisement

เมื่อก่อน กศน. อาจเปรียบได้กับตะเกียง สอนเพื่ออยากให้อ่านออกเขียนได้ เมื่อตะเกียงดับเมื่อไหร่ ก็หยุดแค่นั้น แต่ในยุคใหม่ ความรู้เกิดขึ้นได้ใหม่ ทุกที่ ทุกเวลา การเรียนรู้กับการศึกษามีความต่างกัน การศึกษาต้องมีคนจัด ต้องอยู่ในระบบ อยู่ในหลักสูตร แต่การเรียนรู้ไม่จำเป็นต้องมีหลักสูตร คุณอยากเรียนรู้อะไร คุณก็สามารถไปเรียนรู้ในสิ่งที่สนใจได้ทุกที่ ทุกเวลา ความรู้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในห้องเรียน และสามารถเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต

การศึกษาในระบบส่วนมากจะคัดคนที่พร้อม แต่ สกร. ไม่ได้คัคน สามารถกวาดมาได้ทั้งหมด  ปรัชญาการศึกษาของ สกร. คือการให้โอกาสคน คนต้องเท่าเทียมกัน โดยเฉพาะเด็กยากจน การมีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ช่วยเพิ่มโอกาสในการเรียนให้กับผู้เรียนทุกคนได้มากขึ้น”

อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมส่งเสริมการเรียนรู้ มีหน้าที่จัด ส่งเสริม และสนับสนุนการเรียนรู้ 3 รูปแบบ คือ การเรียนรู้ตลอดชีวิต การเรียนรู้เพื่อพัฒนาตนเอง และ การเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับ ซึ่งการเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับ แบ่งเป็น ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน และระดับสูงกว่าการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยหลังเข้ามารับตำแหน่ง ตนมีเรื่องที่ต้องเร่งดำเนินการหลายเรื่อง หนึ่งในนั้นคือเรื่อง “สอบเทียบ”

สิ่งที่จะต้องขับเคลื่อนให้แล้วเสร็จในปี 2567 คือ เราจะจัดให้มีระบบ การสอบเทียบ ซึ่งจะกลับมาอีกครั้ง และมีความแตกต่างจากการสอบเทียบเดิม โดยคราวนี้ สำนักงานทดสอบมาตรฐานการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) เป็นผู้ออกข้อสอบและดำเนินการสอบ โดยมีศูนย์ฯ สกร.ระดับอำเภอ ทั่วประเทศ เป็นสถานที่สำหรับจัดสอบ ซึ่งจะมีกาสอบเทียบทุกเดือน ในขั้นตอนการสอบเทียบ เราจะมีการอบรมกลุ่มสถานศึกษา ครูในสถานศึกษา

การสอบเทียบจะมีการเก็บเงินค่าธรรมเนียมในการสอบ เพราะเป็นหลักสูตรพิเศษ ทั้งยังเป็นการส่งเสริมและเปิดโอกาสให้ผู้เรียนที่มีความสามารถเป็นเลิศ ที่ต้องการลดเวลาเรียนในระบบ ประหยัดเวลา และประหยัดค่าใช้จ่าย ด้วยวิธีการสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อให้ได้รับวุฒิการศึกษาระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยเครื่องมือของ สทศ. ซึ่งโครงการนี้จะเริ่มดำเนินการในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567

การเรียนรู้ตลอดชีวิต

กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) มีแนวทางการจัดการศึกษาตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการ ศธ.ในส่วนของการเรียนรู้เพื่อความมั่นคงของชีวิต ในมิติส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยจะมีกิจกรรมต่างๆ ภายใต้หน่วยงานของ สกร. ทั้ง 3 แหล่งเรียนรู้ ได้แก่ ศูนย์ฝึกอาชีพชุมชน ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา และห้องสมุดประชาชน โดยจะดำเนินการให้ทั้ง 3 ส่วน ทำงานสอดรับกัน เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ทุกช่วงวัยของคนไทย

“เราจัดหลักสูตรที่ทันสมัย เป็นการเรียนรู้เพื่อพัฒนาตนเอง ตอนนี้เรามีหลักสูตรพลิกโฉมทั้งหมด 9 หลักสูตร เช่น หลักสูตร IOT (Internet of Think) ซึ่งเป็นหลักสูตรที่เราจะสอนให้ประชาชนสามารถใช้ประโยชน์จากอินเทอร์เน็ตมาช่วยในการทำงานที่เป็นอัจฉริยะ หรือ อัตโนมัติ เช่น ออกจากห้องไปแล้วไฟจะดับ หลักสูตรการดูแลและการติดตั้งแผงโซล่าเซล์ หรือหลักสูตรที่เกี่ยวข้องกับเรื่องโดรน เป็นต้น ส่วนการเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับ ต่อไปเมื่อขับเคลื่อนเต็มรูปแบบ เราจะประกาศใช้ ซึ่งแบบใหม่นี้จะปรับให้ยืดหยุ่นสำหรับผู้เรียนมากขึ้น การเรียนจะเกิดขึ้นด้วยวิถีการทำงาน ที่เรียกว่า เรียนวิชาเป็นอาชีพ ตัวอย่าง ช่างเชื่อม จะไม่สอนแต่การเชื่อม แต่จะสอนเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องให้ด้วย เช่น วิธีการบริหารการเงิน การโฆษณา เป็นต้น

“ใน 3 แหล่งเรียนรู้ดังกล่าว ผมจะสร้างให้เป็นแหล่งเรียนรู้ทุกช่วงวัยให้กับประชาชน อย่างเช่นถ้าเรามุ่งเน้นไปที่ห้องสมุด ก็อาจจะมองว่าต้องไปอ่านหนังสือเท่านั้น แต่มิติใหม่จะเป็นห้องสมุดเรียนรู้ทุกช่วงวัย เช่น เด็กอยากไปเล่นเกม ก็สามารถไปเล่นได้ โดยจะมีอุปกรณ์ให้เล่น หรือผู้ใหญ่อยากจะเรียนอาชีพ ก็ต้องมีอาชีพให้ได้เรียน รวมถึงสถานที่ออกกกำลังกาย หรือวัยเกษียณที่อยากจะ reskill ของตัวเอง เพื่อถ่ายทอดต่อผู้อื่น ก็จะมีบริเวณ มีอุปกรณ์ เรียกว่ามีทุกอย่างพร้อมให้กับทุกช่วงวัย

โดย 3 แหล่งเรียนรู้ที่พูดถึง ทุกกิจกรรมที่ สกร.จัด จะต้องสามารถนำมาเทียบโอนผลการเรียนรู้ทุกกิจกรรมได้ เรียกว่าเป็นธนาคารหน่วยกิต ยกตัวอย่างเช่น วันนี้เข้าไปที่ศูนย์วิทยาศาสตร์ ไปเรียนรู้เรื่องอะไร เอามาเทียบในวิชาได้ไหม เพื่อเอามาเทียบคุณวุฒิตามระดับ เนื่องจากผมไม่ต้องการขังเด็กไว้ในห้อง ถ้าเด็กสามารถออกไปเรียนรู้ข้างนอกได้ แล้วได้ความรู้ ก็เอามาเทียบโอนได้ทันที

สำหรับ “ธนาคารหน่วยกิต” รมว.ศธ. ได้แถลงเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคมที่ผ่านมา โดยสรุปคือเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เรียนและประชาชน ได้นำผลการเรียน ผลลัพธ์การเรียนรู้ ทักษะจากการทำงานหรือทักษะเฉพาะ มาเทียบโอนสะสม และใช้ประโยชน์ในการเพิ่มคุณวุฒิในการทำงานและการศึกษาต่อ เพื่อส่งเสริมให้ทุกคนสามารถเรียนรู้ พัฒนาตนเอง ตลอดชีวิต เพื่อนำไปสู่สังคมแห่งการเรียนรู้ และการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยมีวัตถุประสงค์หลัก 3 ประการ คือ

  1. ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต เปิดโอกาสให้ทุกคนเรียนรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลา พร้อมเชื่อมโยงการศึกษาในระบบ นอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย เข้าด้วยกัน
  2. สนับสนุนการสะสมหน่วยกิตจากแหล่งต่างๆ เช่น การศึกษา การฝึกอบรม ประสบการณ์ หรือทักษะ

ซึ่งไม่มีข้อกำหนดเรื่องระยะเวลาสะสม และระยะเวลาในการศึกษา สามารถเทียบโอนระหว่างสถานศึกษาได้

  1. พัฒนาระบบการศึกษา ส่งเสริมให้สถานศึกษาพัฒนาระบบการจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่น ตอบสนองความต้องการของผู้เรียน ช่วยเพิ่มคุณวุฒิ ช่วยพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศ ทั้งยังช่วยลดเวลาการศึกษา /ร่นระยะเวลาในการเรียนในระบบสำหรับผู้เรียนที่มีความชำนาญ ให้ไปเรียนวิชาที่มีความสนใจเพิ่มเติม

โดย สกร. จะได้จัดทำประกาศหลักเกณฑ์และแนวทางการดำเนินงานธนาคารหน่วยกิตระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน รูปแบบการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ภายในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567

ความสุขคือความสำเร็จ

อีกสิ่งสำคัญที่อธิบดี สกร. กำลังเร่งดำเนินการคือด้านนวัตกรรม โดยใช้หลักสูตรด้านอาชีพมาเป็นแพลตฟอร์มใหญ่สำหรับการเรียนรู้ ซึ่งตอนนี้มีคัดเลือกไว้แล้วทุกจังหวัด โดยการเรียนรู้เรื่องอาชีพจะมี 3 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ให้การรับรอง ได้แก่ กรมส่งเสริมการเรียนรู้ กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน และ สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ จะส่งผลไปถึงเมื่อเรียนจบอาชีพนั้นๆ นอกจากจะได้รับการรับรองคุณวุฒิแล้ว ก็จะมีการรับรองเรื่องเงินเดือนให้ด้วย เพื่อเป็นการเพิ่มทางเลือกและโอกาสในชีวิต โดยทั้ง 3 หน่วยงาน จะต้องทำงานสอดคล้องกัน

“ผมเชื่อว่าทุกคนเท่าเทียมกัน แค่โอกาสไม่เท่ากัน เราเลือกเกิดไม่ได้ แต่เราเลือกทำได้ เราเรียนที่ไหนก็เรียนได้ เราประกอบอาชีพอะไรก็ตัวเรา คนอื่นอาจมีส่วน 20% แต่ตัวเราสำคัญที่สุด เด็ก สกร. เราต้องภูมิใจในตัวเอง เรียนไปด้วย ทำงานไปด้วย เท่ น้อยคนมากที่จะทำได้

อธิบดี สกร. ยังฝากถึงประชาชนกลุ่มเป้าหมายที่ใช้บริการของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ว่า ตนเชื่อว่า การจัดการเรียนรู้ของ สกร. บุคลากรทุกคนทุ่มเท เพียงแต่บางครั้งอาจยังมองมิติการทำงานแบบเดิมๆ อยู่ โดยตนมีมิติการทำงานใหม่ คือการจัดการเรียนรู้ต้องยึดประชาชนเป็นที่ตั้ง ถ้าประชาชนไม่ต้องการ ไม่ต้องทำ อย่าเอาความต้องการของผู้จัดไปยัดเยียดให้ มิติใหม่คือหากประชาชนต้องการให้จัดการเรียนรู้เรื่องใด ทาง สกร.ต้องจัด ต้องทำ ก่อนจะทิ้งท้ายว่า

หลักการทำงานของผม ผมยึดความสุขคือความสำเร็จ ถ้าทำงานไม่มีความสุข เราจะถือว่าสำเร็จได้อย่างไร ที่เหลือต้องค่อยๆ ปรับกันไป”