กทม. เตรียมความพร้อมรับมือแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในกรุงเทพฯ อย่างจริงจัง

ทุกปีก่อนเข้าสู่หน้าฝน กรุงเทพมหานคร (กทม.) เตรียมความพร้อมรับมือแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในกรุงเทพฯ อย่างจริงจัง เพื่อให้ปัญหาน้ำท่วมสร้างความเดือดร้อนต่อการใช้ชีวิตของประชาชนน้อยที่สุด มาถึงปีนี้ คนกรุงเทพฯ ยังต้องการคำยืนยันจาก กทม. อีกครั้งว่า “วางแผนรับมือน้ำท่วมอย่างไร”

วันนี้ นายวิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร มาเปิดแผนป้องกันน้ำท่วมกรุงเทพฯ ที่มีสาเหตุจากน้ำฝน น้ำเหนือ และน้ำหนุน จากการถอดบทเรียนน้ำท่วมปี 2565 และปี 2566 ที่อยากให้คนกรุงเทพฯ เชื่อมั่นว่า ปัญหาความเดือดร้อนจากน้ำท่วมขังในหน้าฝนปี 2567 นี้มีตัวเลขลดลงจากปีที่แล้ว รวมถึงจุดเสี่ยงน้ำท่วมปีนี้ต้องลดลงเช่นกัน

Advertisment

ถอดบทเรียนปัญหาน้ำท่วมปี 2565

Advertisement

กำหนดแผนรับมือ “น้ำฝน-น้ำเหนือ-น้ำหนุน”

“สองปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี 2565 กทม. ถอดบทเรียนจากปัญหาน้ำท่วมในปีนั้นที่ฝนตกหนักมาก ปริมาณน้ำฝนสะสมสูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติ โดยค่าปกติประมาณ 200-300 มิลลิเมตร แต่ปีนั้นสูงกว่าปกติ ทำให้น้ำท่วมขังหลายจุด ซึ่งผมมองเห็นข้อดีว่า เป็นแนวทางให้เราถอดบทเรียนจากปีนั้น รวมไปถึงการทำงานของแพลตฟอร์ม Traffy Fondue ที่ประชาชนร้องเรียนเรื่องน้ำท่วม ซึ่งใน Traffy Fondue ระบุตำแหน่งจุดเกิดเหตุที่สามารถนำมาลงแผนที่และเราแก้ไขได้ทั้งหมด โดยการถอดบทเรียนนี้ ทีมงานต้องมาร่วมกันวิเคราะห์ว่า ปี 2565 จุดน้ำท่วมมีตรงไหนบ้างที่รับเรื่องร้องเรียน รวมถึงที่สำนักงานเขตรายงานมาด้วย เราจึงเห็นภาพรวมของจุดเสี่ยงน้ำท่วมทั้งหมดที่เกิดจากน้ำฝน”

รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครกล่าวอธิบายแนวทางจากการถอดบทเรียนน้ำท่วม กทม. ที่ไม่เพียงแค่สาเหตุจากน้ำฝน แต่ยังรวมถึงแผนรับมือ “น้ำเหนือ” และ “น้ำหนุน” ที่จะเริ่มหลากเข้าสู่พื้นที่กรุงเทพฯ ประมาณเดือนตุลาคม-พฤศจิกายนของทุกปี

Advertisement

หลังเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ปี 2554 กทม. ได้ทำการเสริมความสูงกำแพงกั้นน้ำริมแม่น้ำเจ้าพระยา 50 เซนติเมตร ทำให้แนวคันกั้นน้ำมีระดับความสูง +2.80 ถึง +3.50 เมตรเทียบกับระดับน้ำทะเลปานกลาง (ม.รทก.) และเร่งสร้างแนวป้องกันน้ำท่วมริมน้ำส่วนที่เป็นจุดเสี่ยงและเป็นจุดฟันหลอให้ครบถ้วนโดยเร็ว สำหรับจุดเสี่ยงน้ำท่วมจากปัญหาน้ำเหนือและน้ำหนุนที่ได้จากการถอดบทเรียนสถานการณ์น้ำท่วมปี 2565 มีจำนวน 120 จุด ได้ดำเนินการแล้วเสร็จ 26 จุด และอยู่ระหว่างดำเนินการแก้ไขในปี 2567 จำนวน 50 จุด ส่วนอีก 44 จุดจะดำเนินการให้แล้วเสร็จในปี 2568-2570 “สำหรับจุดที่เป็นฟันหลอที่เรารู้แล้วว่าเป็นจุดอ่อนตรงไหนบ้าง ได้เตรียมกระสอบทรายและเตรียมความพร้อมไว้แล้วเช่นกัน”

แก้ไขเส้นเลือดฝอย ป้องกันน้ำท่วมกรุงเทพฯ

“อุโมงค์ระบายน้ำ” เป็นหนึ่งตัวช่วยที่ถือเป็นเส้นเลือดใหญ่ในการลดปริมาณน้ำท่วม ทว่าจากการถอดบทเรียนปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพฯ ดูเหมือนว่าเส้นเลือดฝอย จำนวน 737 จุด สามารถช่วยแก้ไขปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพฯ ได้อย่างเห็นผลชัดเจนในการบรรเทาความเดือดร้อนให้ประชาชน

“จุดเส้นเลือดฝอยคืออะไร ก็คือว่า น้ำจากริมถนนจะไหลลงท่อระบายน้ำอย่างไร จากท่อระบายน้ำลงคูคลองอย่างไร และจากคูคลองไหลลงแม่น้ำเจ้าพระยาได้อย่างไร ต้องอธิบายก่อนว่า ระบบระบายน้ำทั้งหมดของ กทม. ระบายน้ำลงแม่น้ำเจ้าพระยาครับ เพราะฉะนั้นหลักการคือทำอย่างไรให้น้ำฝนที่ตกมาระบายลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาให้เร็วที่สุด”

“การระบายน้ำเริ่มต้นจากน้ำฝนที่ตกลงบนถนนแล้วไหลลงท่อ ซึ่ง กทม. พบปัญหาหลายอย่างที่ผ่านมา อาทิ เวลาฝนตกจะมีขยะไปอุดตันหน้าตะแกรง ทำให้น้ำระบายลงท่อยาก ระบายได้ช้า ฉะนั้น กทม. จึงเข้ามาเน้นที่เส้นเลือดฝอย คือ ลอกท่อให้หมด เพื่อให้น้ำไหลจากท่อลงคลองง่ายขึ้น โดยคูคลองนี้ก็จะเป็นเส้นเลือดใหญ่ครับ เพราะเป็นตัวระบายน้ำลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่ง กทม. ก็ขุดลอกคลองด้วยเช่นกัน พวกเราทำกันเต็มที่ทั้งเส้นเลือดฝอยและเส้นเลือดใหญ่ครับ”

กทม. ได้ปรับปรุงระบบระบายน้ำ เพิ่มประสิทธิภาพระบบป้องกันน้ำท่วม ในส่วนของเส้นเลือดฝอยได้เดินหน้าทำความสะอาดลอกท่อระบายน้ำรวม 4,280 กิโลเมตร (ดำเนินการแล้วกว่า 60%) รวมถึงมีแผนขุดลอกคลองเพื่อรองรับน้ำฝนเพิ่มขึ้นในปี 2567 ความยาว 217 กิโลเมตร (ดำเนินการแล้วกว่า 60%) และเปิดทางน้ำไหล 1,310 คลอง ความยาว 1,965 กิโลเมตร (ดำเนินการแล้วกว่า 70%) นอกจากนี้ เตรียมความพร้อมของสถานีสูบน้ำ ประตูระบายน้ำ บ่อสูบน้ำ รวมทั้งติดตั้งเครื่องสูบน้ำเพิ่มเติมในพื้นที่จุดเสี่ยงและจุดเฝ้าระวัง โดยติดตั้งเซนเซอร์เครื่องสูบน้ำชนิดเครื่องยนต์ดีเซลสั่งการระยะไกล จำนวน 20 ชุด และยังเตรียมความพร้อมของอุโมงค์ระบายน้ำขนาดใหญ่ 4 แห่ง พร้อมกับลดระดับน้ำในคลองและแก้มลิง จำนวน 36 แห่ง เตรียมรองรับฝนตกในพื้นที่

“อุโมงค์ระบายน้ำของ กทม. ใช้งานได้จริงครับ ทำหน้าที่ช่วยระบายน้ำในคลองลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา โดยคลองหลัก ๆ มีจำนวน 4 คลอง ได้แก่ คลองเปรมประชากร คลองลาดพร้าว คลองแสนแสบ และคลองประเวศ (คลองพระโขนง) ซึ่งจากคลองลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาถือเป็นระยะทางที่ไกลนะครับ การมีอุโมงค์ระบายน้ำก็เหมือนเป็นทางด่วนที่ช่วยเร่งระบายน้ำได้เร็วขึ้นเพราะสามารถช่วยลดระดับน้ำในคลองนั่นเอง”

กทม. ก่อสร้างอุโมงค์ระบายน้ำขนาดใหญ่แล้ว 4 แห่ง และอยู่ระหว่างดำเนินการ 4 แห่ง นอกจากนี้ มีแผนการก่อสร้างอุโมงค์ระบายน้ำขนาดใหญ่ในอนาคตเพิ่มเติมอีก 3 แห่ง เพื่อแก้ไขปัญหาการระบายน้ำจากกรุงเทพฯ ชั้นในออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยา และออกสู่ทะเลอ่าวไทย โดยช่วยบรรเทาและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมขังทั้งจากน้ำฝนที่ตกในพื้นที่และน้ำหลากจากพื้นที่นอกคันป้องกัน ครอบคลุมพื้นที่สำคัญของกรุงเทพฯ ได้เกือบทั้งหมด

เปิดปฏิบัติการศูนย์ควบคุมระบบป้องกันน้ำท่วม กทม.

เตือนภัยน้ำท่วมล่วงหน้า

สำหรับศูนย์ควบคุมระบบป้องกันน้ำท่วม กรุงเทพมหานคร เป็นศูนย์ที่รวบรวมระบบสารสนเทศในการบริหารจัดการน้ำของ กทม. ด้วยการทำงานในระบบที่จัดการและควบคุมจากเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ที่เรียกว่าโปรแกรม SCADA (Supervisory Control And Data Acquisition) พร้อมการสื่อสารที่ทันสมัย ประกอบด้วย

  1. สถานีแม่ข่ายตั้งอยู่ที่อาคารสำนักการระบายน้ำ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (ดินแดง)
  2. สถานีเครือข่ายกระจายอยู่ทั่วไปในพื้นที่กรุงเทพฯ ซึ่งมีระบบตรวจวัดข้อมูลต่าง ๆ ได้แก่

–               ระบบเรดาร์ตรวจอากาศ จำนวน 2 แห่ง (หนองจอก, หนองแขม)

–               สถานีเครือข่ายระบบตรวจวัดปริมาณฝน จํานวน 130 แห่ง

–               สถานีเครือข่ายระบบตรวจวัดน้ำท่วมถนน จํานวน 100 แห่ง

–               สถานีเครือข่ายระบบตรวจวัดน้ำท่วมอุโมงค์ทางลอด จํานวน 8 แห่ง

–               สถานีเครือข่ายระบบตรวจวัดระดับน้ำ จํานวน 255 แห่ง (ระบบตรวจสอบการทํางานของประตูระบายน้ำ จํานวน 46 แห่ง  และระบบตรวจสอบการทํางานของเครื่องสูบน้ำ จํานวน 31 แห่ง)

–               สถานีเครือข่ายระบบตรวจวัดอัตราการไหลของน้ำ จํานวน 30 แห่ง

–               ระบบตรวจวัดระดับน้ำและควบคุมเครื่องสูบน้ำ จํานวน 30 แห่ง

–               ระบบสั่งงานระยะไกล เครื่องสูบน้ำชนิดเครื่องยนต์ดีเซล จํานวน 20 แห่ง

รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครกล่าวเสริมด้านระบบการทำงานของศูนย์ควบคุมระบบป้องกันน้ำท่วมฯ ว่า

“กทม. เร่งดำเนินการให้การพยากรณ์ฝนตกของศูนย์ควบคุมระบบป้องกันน้ำท่วม กรุงเทพมหานคร มีกระบวนการทำงานที่แม่นยำขึ้น มีเรดาร์ที่รายงานสถานการณ์ปัจจุบันทุก 15 นาที โดยไม่ใช่การพยากรณ์ล่วงหน้า แต่เป็นการคำนวณตามข้อมูลว่า ทิศทางของฝนจะมาอย่างไร ตกหนักหรือไม่ แค่ไหน โดยเรดาร์มีรัศมีตรวจวัดราว ๆ 250 กิโลเมตร ครอบคลุมไปถึงราชบุรี นครนายก สามารถคาดการณ์จากเมฆก้อนใหญ่ที่กำลังเคลื่อนตามทิศทางลมเข้ากรุงเทพฯ ทำให้ศูนย์ป้องกันน้ำท่วมฯ แจ้งเตือนไปยังไลน์กลุ่มของเขตต่าง ๆ ให้เตรียมเฝ้าระวังได้ทันท่วงที”

“ต้องยอมรับว่า ความคลาดเคลื่อนยังมีอยู่ โดยความคลาดเคลื่อนดังกล่าวมาจากบางสาเหตุ อย่างมีเมฆก่อตัวในพื้นที่ เกิดฝนฉับพลัน อันนี้เรดาร์ตรวจจับไม่ได้ จึงคาดการณ์ไม่ได้ กทม. จึงได้เร่งจัดหาเรดาร์ที่มีรัศมีตรวจวัดแนวดิ่ง แคบลงเฉพาะพื้นที่กรุงเทพฯ”

“ขณะเดียวกันตั้งแต่ปี 2566 กทม. ได้รับความร่วมมือจากญี่ปุ่น (Wealth Inc. เป็นองค์กรที่ใช้เทคโนโลยีในการติดตามและพยากรณ์สภาพอากาศ) โดยใช้ระบบ AI Nowcast สำหรับการพยากรณ์ฝนล่วงหน้าในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่มีความแม่นยำ และรู้ผลล่วงหน้า 3 ชั่วโมง เพื่อสามารถรับมือสถานการณ์ฝนตกหนัก และปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงาน ซึ่งเทคโนโลยีนี้ทำให้เรารู้ว่าฝนจะตกที่พื้นที่ใด ก็จะสามารถสั่งการให้เขตพื้นที่เตรียมพร้อมได้ทันท่วงที เพราะ กทม. ไม่อยากให้ฝนตกแล้วน้ำท่วมขัง น้ำรอระบายนาน ซึ่งส่งผลกระทบด้านการเดินทางอีกมากมาย ต้องมีการเตรียมการล่วงหน้า เช่น เตรียมเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ดูแลช่วยเหลือ ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนหลีกเลี่ยง และวางแผนการเดินทาง เป็นต้น

“ผมมั่นใจว่า ปีนี้ในพื้นที่กรุงเทพฯ จะสามารถดูแลการระบายน้ำได้ดีขึ้น แต่สิ่งที่ยังกังวลคือ จุดน้ำท่วมที่ได้รับเรื่องร้องเรียนเป็นพื้นที่เอกชน ผมต้องเรียนก่อนว่า งบประมาณ กทม. ตามระเบียบแล้ว ไม่สามารถใช้กับพื้นที่เอกชนได้ ซึ่งปัญหาน้ำท่วมขังเยอะ ๆ ที่ร้องเรียนส่วนใหญ่เป็นพื้นที่เอกชน เช่น หมู่บ้านเก่าที่ไม่มีนิติบุคคล ด้วยสภาพโครงสร้างพื้นฐานที่ท่อระบายน้ำอาจทรุดโทรม ท่อตัน ฯลฯ พอฝนตกมาหนัก ๆ น้ำไม่สามารถระบายจากท่อ ซึ่ง กทม. ทำอะไรได้ยากมากเพราะไม่ใช่พื้นที่สาธารณะ เราจึงแก้ปัญหาแบบถาวรจากต้นเหตุ คือ จัดการท่อระบายน้ำให้มีประสิทธิภาพไม่ได้ กทม. ทำได้เพียงนำ Mobile Pump เข้าไปช่วยเร่งสูบน้ำ”

รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครยังกล่าวทิ้งท้ายว่า การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในกรุงเทพฯ ต้องได้ความร่วมมือจากทุกฝ่าย โดยเฉพาะภาคประชาชน เนื่องจากสาเหตุสำคัญของปัญหาน้ำท่วม คือ การทิ้งขยะ

“เมื่อปี 2565 เกิดปัญหาน้ำระบายช้าด้วยสาเหตุสำคัญ คือ ขยะเต็มท่อระบายน้ำ ดังนั้น ประชาชนต้องให้ความร่วมมือด้วย หนึ่ง…ไม่ทิ้งขยะบนท้องถนน สอง…อย่าวางขยะหน้าบ้านเพื่อรอรถเก็บในช่วงฝนตก เพราะหากฝนตกขยะที่กองไว้จะกระจายไหลไปอุดตันท่อระบายน้ำ ทำให้ กทม. ต้องส่งกำลังคนไปเก็บขยะหน้าตะแกรงเพื่อระบายน้ำ ฉะนั้น ง่าย ๆ เลย คือ ช่วยกันแยกขยะ เก็บขยะให้ดี วันที่ฝนตกอย่าเพิ่งนำมาวาง รอไว้ตอนที่รถขยะเข้ามาดีกว่า เช็กในพื้นที่ได้ครับว่า รถขยะเข้าเวลาไหน อันนี้เป็นความร่วมมือง่าย ๆ จริง ๆ แล้วเรื่องการแยกขยะ ใน 2 ปีที่ผ่านมาที่รณรงค์ให้ช่วยกันแยกขยะโดยการไม่เทรวม ในวันนี้เห็นภาพชัดเจนว่า พวกเราสามารถลดขยะในกรุงเทพฯ ได้อย่างเห็นผล ทั้งที่เราเห็นกิจกรรมในกรุงเทพฯ มากขึ้น นักท่องเที่ยวเข้ามาเพิ่มขึ้น แต่ปรากฏว่าขยะไม่ได้มากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ”

“ผลการดำเนินการของ กทม. จะสามารถทำให้ปริมาณน้ำฝนปีนี้ระบายดีขึ้นหรือไม่ คงตอบเองไม่ได้ ต้องให้ประชาชนร้องเรียนมา แต่จากการทำงานที่ผ่านมาเทียบกับปี 2565 ประชาชนร้องเรียนปัญหาน้ำท่วมลดลงในปี 2566 และพวกเราลงพื้นที่จุดที่มีปัญหาน้ำท่วมน้อยลง ดังนั้น แนวทางการแก้ปัญหาของ กทม. มาได้ถูกทางแล้ว และตามหลักการก็คาดว่าปีนี้ กทม. จะได้รับเรื่องร้องเรียนปัญหาน้ำท่วมน้อยกว่าปีที่แล้ว”

อ่านบทความอื่นๆเพิ่มเติมที่ กทม.สาร ฉบับที่ 291 https://links.bookkurry.com/bkk_news_issue_291

Eurolastcontent
QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image