เปิดบทบาท ‘กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ’

10.06.24 | 14:44 น.

เปิดบทบาท ‘กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ’ ผู้ปกป้องสิทธิ รักษาความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำในสังคม

หลัก ‘สิทธิและเสรีภาพ’ ถือเป็นหัวใจสำคัญภายใต้ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย ทั้งยังเป็นหลักการพื้นฐานที่จะนำไปสู่การมีส่วนร่วมในการปกครองของประชาชน ซึ่งในประเทศไทยแม้จะมีรัฐธรรมนูญที่ได้บัญญัติรับรองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนไว้ แต่ปัญหาเกี่ยวกับการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพยังเป็นปัจจัยสำคัญที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาสังคมและการเมืองของไทยมาอย่างยาวนาน เพราะจากสภาพความเป็นจริงแล้วปรากฏว่า ประชาชนมักไม่ได้รับการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพตามที่มีการบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญเท่าที่ควรด้วยสภาพปัญหาที่กล่าวมา ประเทศไทยจึงให้ความสำคัญกับการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนมากยิ่งขึ้น ตามบริบททางสังคมและการเมืองที่เปลี่ยนแปลงไป โดยหนึ่งในหน่วยงานสำคัญอย่าง ‘กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ’ สังกัดกระทรวงยุติธรรม ที่มี เอมอร เสียงใหญ่ นั่งเก้าอี้เป็น อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ จึงมีภารกิจหลักในการพัฒนา ส่งเสริม คุ้มครอง และสร้างหลักประกันสิทธิเสรีภาพ ภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและหลักการสิทธิมนุษยชน เพื่อเสริมสร้างความเป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นในสังคมสำหรับบทบาทสำคัญของกรมคุ้มครองสิทธิฯ เอมอร ได้ฉายภาพให้เห็นชัดเจนยิ่งขึ้นว่า ปัจจุบันภารกิจหลักของกรมคุ้มครองสิทธิฯ มีหน้าที่ในการส่งเสริม คุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ โดยการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน เพื่อให้ประชาชนเกิดความสมานฉันท์ ได้รับการคุ้มครองและมีหลักประกันด้านสิทธิเสรีภาพในระดับสากล ภายใต้วิสัยทัศน์ ‘เป็นองค์กรในการส่งเสริม คุ้มครอง และสร้างหลักประกันสิทธิเสรีภาพและสิทธิมนุษยชน สู่ความเป็นสากล’

“กรมคุ้มครองสิทธิฯ เปรียบเสมือนจิกซอว์ตัวหนึ่ง ที่จะเข้ามาช่วยเติมเต็มในกระบวนการยุติธรรมให้ครบองค์ประกอบมากยิ่งขึ้น โดยมีจุดมุ่งหมายในการพัฒนา ส่งเสริม คุ้มครอง และสร้างหลักประกันสิทธิเสรีภาพ เพื่อเสริมสร้างความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำในสังคม จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องให้ความรู้เกี่ยวกับกฎหมาย สิทธิ หน้าที่ การเคารพสิทธิผู้อื่น และไม่ละเมิดสิทธิผู้อื่น รวมถึงการให้ความช่วยเหลือทางกฎหมาย เยียวยาผู้ที่ถูกละเมิดสิทธิและตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมในเบื้องต้นแก่ประชาชนทุกคน “นอกจากนี้ ยังต้องส่งเสริมกลไกและมาตรฐานไกล่เกลี่ย ระงับข้อพิพาททางเลือกให้ชุมชน และสร้างหลักประกันสิทธิให้เกิดความเชื่อมั่นในระดับมาตรฐานสากล เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติให้เกิดเป็นรูปธรรม” อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิฯ เน้นย้ำขณะเดียวกัน เพื่อให้กรมคุ้มครองสิทธิฯ สามารถปฏิบัติภารกิจตามเป้าหมายหลักที่วางไว้ จึงได้กำหนดบทบาทหน้าที่ที่สำคัญในการดำเนินงานอย่างเป็นระบบที่ชัดเจน โดยแบ่งออกเป็น 5 ระบบงาน ดังต่อไปนี้

เริ่มต้นด้วย ระบบงานส่งเสริมและป้องกัน ที่เป็นการสร้างการรับรู้เรื่องสิทธิและเสรีภาพแก่ประชาชน ให้รู้จักสิทธิและหน้าที่ของตัวเอง รวมถึงเคารพสิทธิของผู้อื่น โดยมีเป้าหมายให้ประชาชนทุกคนรับรู้และตระหนักในสิทธิเสรีภาพของตนเอง ไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่น และมีความรู้พื้นฐานในการช่วยผู้อื่นรักษาสิทธิเสรีภาพตามกฎหมาย

นอกจากนี้ กรมคุ้มครองสิทธิฯ ยังสร้างการรับรู้มากยิ่งขึ้นด้วยการเปิดหลักสูตรด้านกฎหมายที่เป็นประโยชน์แก่ประชาชน ซึ่งจัดเป็นหลักสูตรแกนกลางที่มีการอบรมให้ประชาชนทุกคนได้มีความรู้ด้านกฎหมาย จนสามารถนำไปต่อยอดในการประกอบวิชาชีพได้ อาทิ หลักสูตรนักบริหารด้านสิทธิมนุษยชน หลักสูตรอบรมการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท ฯลฯ

Advertisement

“หลักสูตรต่างๆ จะมีหน่วยงานอย่าง คณะกรรมการพัฒนาการบริหารงานยุติธรรมแห่งชาติ (กพยช.) ให้การรับรองหลักสูตร และเมื่อผ่านการอบรมแล้ว ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนสามารถนำหลักสูตรนี้ไปใช้ได้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการสร้างสังคมที่เคารพสิทธิเสรีภาพและเสริมสร้างประชาธิปไตยที่มั่นคง

“ขณะที่ในปัจจุบันได้มีกระทรวง มหาวิทยาลัย และหน่วยงานต่างๆ เริ่มนำหลักสูตรนี้ไปใช้แล้ว  ซึ่งกรมคุ้มครองสิทธิฯ จะมีหน้าที่เข้าไปควบคุมและกำกับดูแลหลักสูตรให้ตรงตามมาตรฐานที่กำหนด เมื่อเสร็จสิ้นการอบรม สามารถนำเอกสารมาขึ้นทะเบียนและจัดตั้งศูนย์คุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนในพื้นที่ตนเองได้เลย” เอมอร เผย

แต่หากประชาชนกลุ่มเสี่ยงกำลังจะถูกละเมิดสิทธิและเสรีภาพ ทางกรมคุ้มครองสิทธิฯ จะมีระบบงานพิทักษ์สิทธิ ที่ให้ความช่วยเหลือ พิทักษ์ และคุ้มครอง โดยไม่ให้ตกเป็นผู้เสียหาย เหยื่ออาชญากรรม หรือกลายเป็นผู้ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการถูกละเมิดสิทธิตามหลักสิทธิมนุษยชนอย่างเท่าเทียม ด้วยการดำเนินการช่วยเหลือทางกฎหมายอย่างเป็นรูปธรรมทั้งนี้ กรมคุ้มครองสิทธิฯ ยังมีการให้บริการสายด่วนคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ โทร 1111 กด 77 เพื่อให้คำปรึกษาด้านกฎหมาย รับเรื่องราวร้องทุกข์และแนะนำสิทธิต่างๆ แก่ประชาชน โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น และมีการดำเนินการเชิงรุกเพื่อช่วยเหลือผู้เสียหายและจำเลยในคดีอาญา รวมถึงมีการรณรงค์เผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับสิทธิและเสรีภาพทางกฎหมาย ตลอดจนส่งเสริมสิทธิมนุษยชนในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา อาทิ การจัดหาล่ามภาษามือและภาษาต่างประเทศ และการจัดหาทนายความแต่เมื่อประชาชนถูกละเมิดสิทธิ ตกเป็นผู้เสียหาย หรือเหยื่ออาชญากรรมที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม จะมีระบบงานช่วยเหลือและเยียวยา ที่จะช่วยเหลือและฟื้นฟูสภาพจิตใจเบื้องต้น ทั้งช่วยเหลือเยียวยาทางการเงินแก่ผู้เสียหายที่ได้รับบาดเจ็บ หรือเสียชีวิตจากการกระทำความผิดทางอาญาของผู้อื่น รวมถึงเยียวยาจำเลยในคดีอาญาที่ตกเป็นแพะและถูกคุมขังในระหว่างการพิจารณาคดี ตลอดจนคุ้มครองพยานในคดีอาญาที่ถูกข่มขู่และคุกคาม ให้เกิดความเชื่อมั่นในความปลอดภัย โดยคุ้มครองพยานด้วยการปฏิบัติที่ที่เหมาะสม และได้รับค่าตอบแทนที่สมควรจากรัฐ

ขณะเดียวกัน หากประชาชนมีข้อพิพาทต่อกัน ก็จะมีระบบงานระงับข้อพิพาททางเลือก ที่มีบทบาทช่วยเหลือประชาชนที่มีข้อพิพาทต่อกัน ให้มีทางเลือกที่จะสามารถไกล่เกลี่ยระงับข้อพิพาทกันเองได้ โดยไม่จำเป็นต้องนำคดีเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม และทางกรมคุ้มครองสิทธิฯ ได้สร้างระบบกลไกทางเลือกในการระงับข้อพิพาทให้แก่ชุมชน ด้วยการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน เพื่อให้ผู้พิพาทและชุมชนยอมรับและอยู่ร่วมกันอย่างสันติ โดยการจัดตั้งศูนย์ไกล่เกลี่ยระงับข้อพิพาทตามชุมชนต่างๆ ทั่วประเทศ พร้อมทั้งมีการยกระดับมาตรฐานของศูนย์ไกล่เกลี่ยระงับข้อพิพาทให้เป็นสากล

ซึ่งอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิฯ ได้อธิบายเพิ่มเติมถึงศูนย์ไกล่เกลี่ยระงับข้อพิพาทนี้ว่า “แต่เดิมกรมคุ้มครองสิทธิฯ มีลักษณะการไกล่เกลี่ยโดยใช้ผู้หลักผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือมาเป็นคนกลางช่วยในการดำเนินการ โดยจะใช้ชื่อว่า อาสาสมัครคุ้มครองสิทธิ ที่จะมีทุกตำบล ทุกหมู่บ้านทั่วประเทศ เพื่อให้ประชาชนช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาไกล่เกลี่ยกันเอง

“ด้วยเหตุนี้ เราจึงใช้กระบวนการดังกล่าวมาเป็นต้นแบบในการดำเนินการก่อนที่จะมีกฎหมายอย่างเป็นทางการ ซึ่งบางอย่างก็สามารถระงับไปได้ด้วยดี แต่บางครั้งก็ติดปัญหาเช่นกัน เนื่องจากไม่มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง จึงเกิดเป็น พ.ร.บ. ไกล่เกลี่ยข้อพิพาท ขึ้นมาในปี 2562 โดยมีหน่วยงานไกล่เกลี่ยแบ่งเป็นลำดับขั้น ทั้งไกล่เกลี่ยด้วยหน่วยงานรัฐ ต่อด้วยภาคประชาชนที่ให้สิทธิศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทภาคประชาชน ซึ่งกำกับดูแลโดยกรมคุ้มครองสิทธิฯ และปิดท้ายการไกล่เกลี่ยด้วยชั้นพนักงานสอบสวน”  และเพื่อสร้างมาตรฐานคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพให้ยั่งยืน ทางกรมคุ้มครองสิทธิฯ ได้มีระบบงานหลักประกันสิทธิ ที่ช่วยผลักดันและพัฒนากฎหมายให้ทันสมัย ส่งเสริมการนำมาตรฐานไปสู่การปฏิบัติ รวมทั้งสร้างมาตรฐานกลไกและการบังคับใช้กฎหมายกับผู้ละเมิดสิทธิ โดยมีภารกิจรับผิดชอบคือ จัดทำแผนสิทธิมนุษยชนแห่งชาติขึ้น เพื่อเป็นแนวทางให้ทุกหน่วยงานส่งเสริมและป้องกันสิทธิมนุษยชนแก่ประชาชน ตลอดจนเสริมความเข้มแข็งของหลักนิติรัฐ นอกจากนี้ กรมคุ้มครองสิทธิฯ ยังดำเนินการร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ ในการจัดทำรายงานทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของประเทศไทย ภายใต้กระบวนการ Universal Periodic Review (UPR) ซึ่งเป็นกระบวนการของรัฐ ที่จะประเมินทบทวนผ่านการหารือกับภาคประชาสังคมและภาคประชาชน จนนำไปสู่การปรับปรุงสิทธิมนุษยชนในประเทศให้ดียิ่งขึ้นอย่างไรก็ตาม กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ จะยังคงเดินหน้าพัฒนา ส่งเสริม และสนับสนุนให้ประชาชนมีความรู้ความเข้าใจในหลักพื้นฐานเรื่องสิทธิและเสรีภาพอย่างถูกต้อง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ประชาชนทุกคนได้รับการคุ้มครองที่เป็นรูปธรรม เสมอภาค และเท่าเทียมอย่างแท้จริง