ทำรากฟันเทียม ที่ MOS Dental Clinic

18.06.24 | 10:51 น.

รากฟันเทียมเป็นทางเลือกการรักษาทางทันตกรรมที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในปัจจุบัน สำหรับผู้ที่สูญเสียฟันธรรมชาติไป ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใดก็ตาม การทำรากฟันเทียมสามารถช่วยให้ผู้ป่วยกลับมามีฟันที่แข็งแรงและใช้งานได้ตามปกติอีกครั้ง บทความนี้จะกล่าวถึงความหมาย อธิบายส่วนประกอบของรากฟันเทียม กระบวนการทำ ข้อดี ข้อเสีย โดยทั่วไปของการทำรากฟันเทียม เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจสำหรับผู้ที่สนใจการรักษาด้วยวิธีนี้

รากฟันเทียม คือ อุปกรณ์ทางทันตกรรมชนิดหนึ่งมักทำจากไทเทเนียม ถูกออกแบบมาให้ฝังเข้าไปในกระดูกขากรรไกรเพื่อทำหน้าที่เป็นรากฟันเพื่อใช้ยึดครอบฟันหรือฟันปลอม เพื่อทดแทนฟันธรรมชาติที่สูญเสียไป เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถใช้งานฟันได้ตามปกติเหมือนฟันแท้ ทั้งการเคี้ยว การพูด และความสวยงาม

ส่วนประกอบของรากฟันเทียมมีอะไรบ้าง

ส่วนฐาน (Implant Fixture): ทำจากวัสดุโลหะที่แข็งแรง เช่น ไททาเนียมหรือเซรามิก ซึ่งจะถูกฝังเข้าไปในกระดูกขากรรไกรทำหน้าที่เหมือนรากฟันตามธรรมชาติ

ส่วนเชื่อมต่อกับครอบฟัน (Abutment): เป็นส่วนที่ใช้ในการเชื่อมต่อกับส่วนฐานและยื่นขึ้นมาเหนือรากฟันและเหงือก เพื่อรองรับการติดตั้งฟันเทียมหรือครอบฟัน

ฟันเทียมหรือครอบฟัน (Crown or Bridge): คือส่วนที่ทำหน้าที่เป็นฟันเพื่อใช้บดเคี้ยว ทำจากวัสดุเซรามิก พอร์ซเลน หรือวัสดุผสมเพื่อให้มีสีและรูปร่างใกล้เคียงกับฟันธรรมชาติที่สุด

Advertisement

รากฟันเทียมมีประโยชน์ในการช่วยฟื้นฟูโครงสร้างของใบหน้า, ช่วยในการเคี้ยวอาหาร, และช่วยให้ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติเหมือนกับคนที่มีฟันแท้

รากฟันเทียมทำมาจากอะไร

รากฟันเทียมส่วนใหญ่ทำจากไทเทเนียม (Titanium) ซึ่งเป็นโลหะที่มีคุณสมบัติเหมาะสมดังนี้

  • เข้ากันได้ดีกับร่างกายมนุษย์ (Biocompatible) – ไม่ก่อให้เกิดปฏิกิริยาต่อต้านจากระบบภูมิคุ้มกัน ลดความเสี่ยงการเกิดภาวะแทรกซ้อน
  • แข็งแรงทนทาน – สามารถรองรับแรงบดเคี้ยวได้ดี ไม่แตกหักง่าย มีความยืดหยุ่นใกล้เคียงกับรากฟันธรรมชาติ
  • สามารถเชื่อมประสานกับกระดูก (Osseointegration) ได้ดี – พื้นผิวไทเทเนียมกระตุ้นให้เซลล์กระดูกเจริญ เกาะติดแน่นกับรากฟันเทียม เสมือนเป็นส่วนหนึ่งของขากรรไกร
  • น้ำหนักเบา – ช่วยให้สวมใส่รากฟันเทียมได้อย่างกระชับแนบสนิท ไม่รู้สึกเป็นภาระในช่องปาก
  • ไม่เป็นสนิม – ไม่ก่อให้เกิดปฏิกิริยาออกซิเดชันที่ทำให้เกิดสนิม จึงคงทนไม่เปลี่ยนสีหรือคุณภาพเมื่อเวลาผ่านไป

ทั้งนี้ อาจมีการนำวัสดุอื่นมาผสมผสานกับไทเทเนียม เช่น อลูมิเนียมหรือวาเนเดียม เพื่อเพิ่มความแข็งแรงให้กับชิ้นงาน การเลือกใช้ควรเลือกใช้จากผู้ผลิตและทันตแพทย์ที่เชื่อถือได้ เพื่อให้มั่นใจในคุณภาพและความปลอดภัยของวัสดุที่นำมาใช้

ความสำคัญของรากฟันเทียม

รากฟันเทียมมีความสำคัญในหลายด้าน เช่น

  • ช่วยทดแทนฟันที่สูญเสียไป ทั้งฟันซี่เดียวหรือทั้งปาก ทำให้สามารถใช้งานได้เหมือนฟันธรรมชาติ
  • ช่วยคงสภาพกระดูกขากรรไกร ป้องกันการละลายของกระดูก เนื่องจากหากมีการสูญเสียฟัน กระดูกจะค่อยๆ ละลายหายไป แต่รากฟันเทียมจะกระตุ้นให้กระดูกคงสภาพอยู่ได้
  • ป้องกันการเคลื่อนตัวของฟัน เมื่อมีการสูญเสียฟัน ฟันข้างเคียงมักล้มเข้าหาฟันซี่ที่หายไป การทำรากฟันเทียมช่วยให้ฟันข้างเคียง
  • ไม่ต้องกรอฟันข้างเคียงเหมือนการทำสะพานฟัน จึงช่วยรักษาโครงสร้างฟันดั้งเดิมได้
  • ช่วยให้เคี้ยวอาหารได้ดีขึ้น และเนื่องจากมีความใกล้เคียงฟันตามธรรมชาติที่สุดจึงทำให้รับประทานอาหารได้หลากหลายและทานได้อร่อย ส่งผลดีต่อระบบทางเดินอาหารและสุขภาพโดยรวม
  • ดูสวยงามเหมือนฟันจริง ช่วยเสริมความมั่นใจและบุคลิกภาพ ยิ้มหัวเราะหรือพูดคุยได้อย่างมั่นใจ
  • ง่ายต่อการดูแลรักษา ทำความสะอาดง่ายเหมือนฟันจริง ไม่ต้องถอดเข้าออกบ่อยๆ เหมือนฟันปลอม
  • ใช้งานได้นานกว่า 15-20 ปี ถ้าดูแลอย่างดี ทนทานกว่าวิธีอื่นๆ จึงคุ้มค่าในระยะยาว
  • ปลอดภัยและไม่มีผลข้างเคียง วัสดุที่ใช้ทำจากไทเทเนียมเข้ากันได้ดีกับร่างกาย แทบไม่เกิดปฏิกิริยาต่อต้านกับร่างกายคน

ดังนั้น รากฟันเทียมจึงเป็นทางเลือกที่ดีในการทดแทนฟันที่สูญเสียไป ช่วยให้มีคุณภาพชีวิตโดยรวมดีขึ้นในระยะยาว

กระบวนการทำรากฟันเทียมมีขั้นตอนหลักๆ ดังนี้:

ตรวจสอบสุขภาพช่องปาก – ก่อนการทำรากฟันเทียม คนไข้จำเป็นต้องผ่านการตรวจสอบสุขภาพช่องปากโดยทันตแพทย์ เพื่อตรวจสอบว่ามีโรคหรือปัญหาที่อาจทำให้การติดตั้งรากฟันเทียมไม่สำเร็จหรือไม่ รวมถึงตรวจปริมาณกระดูกขากรรไกรว่าเพียงพอหรือไม่ด้วย

การใส่รากฟันเทียม -ทันตแพทย์ฉีดยาชาเฉพาะที่บริเวณที่จะทำ ผ่าตัดเหงือกเพื่อเปิดกระดูกขากรรไกร เจาะรูในกระดูกตามขนาดของรากเทียม ใส่รากเทียมเข้าไปในรูที่เจาะ อาจมีการปลูกกระดูกเพิ่มถ้ากระดูกไม่หนาพอ เย็บแผลเหงือกปิดและให้หายเป็นเวลา 3-6 เดือน

การติดตั้งส่วนเชื่อมต่อ (Abutment) – หลังจากที่รากฟันเทียมได้ตั้งตัวแล้ว ทันตแพทย์จะทำการติดตั้งส่วนเชื่อมต่อที่ยื่นออกมาจากช่องปาก เพื่อรองรับการติดตั้งฟันเทียมหรือโครงสร้างที่จำลองฟันโดยขันหลักยึดเข้ากับรากเทียม จะยื่นพ้นเหงือกเล็กน้อย รอให้เหงือกหายประมาณ 2 สัปดาห์

การติดตั้งฟันเทียมหรือครอบฟัน – หลังจากที่ส่วนเชื่อมต่อได้ตั้งตัวแล้ว ทันตแพทย์จะทำการติดตั้งฟันเทียมหรือครอบฟันลงบนรากฟันเทียมปรับแต่งสี รูปทรง ระดับการสบฟัน ให้เหมาะสม ยึดฟันเทียมเข้ากับหลักยึดจนแน่น

การดูแลรักษาหลังการติดตั้ง -คนไข้จำเป็นต้องดูแลรักษารากฟันเทียมอย่างดี เพื่อป้องกันการติดเชื้อและการเสื่อมของรากฟันเทียม โดยสามารถดูแลได้เหมือนกับฟันตามธรรมชาติได้เลย

การดูแลรักษารากฟันเทียม

เพื่อให้รากฟันเทียมสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและยาวนาน ควรดูแลรักษารากฟันเทียมดังต่อไปนี้:

  • การแปรงฟัน: ควรแปรงฟันทุกวันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง ครั้งละอย่างน้อย 2 นาทีและใช้ไหมขัดฟันทุกวัน เพื่อขจัดคราบพลัคและเศษอาหารที่อาจติดอยู่ในบริเวณที่แปรงสีฟันเข้าไม่ถึง
  • การตรวจสุขภาพช่องปาก: ควรพบแพทย์ทุก 6 เดือน เพื่อให้ทันตแพทย์ตรวจสอบสุขภาพช่องปากและรากฟันเทียม หากมีปัญหาจะได้พบปัญหาตั้งแต่เนิ่นๆ และแก้ไขได้รวดเร็ว
  • ไม่เคี้ยวอาหารที่แข็งมากๆ เพราะจะทำให้รากฟันเทียมเสียหาย หรือครอบฟันแตกได้
  • หากรู้สึกว่ารากฟันเทียมมีอาการผิดปกติไป ให้รีบเข้ามาพบทันตแพทย์ เพราะส่วนใหญ่แล้วไม่ได้คิดไปเอง มักมีความผิดปกติจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นการขยับของครอบฟันหรือสบฟันได้ไม่เหมือนเดิม

ข้อดีและข้อเสียของการทำรากฟันเทียม มีดังนี้

ข้อดี

  • ทดแทนฟันที่สูญเสียไปได้อย่างถาวร – ใช้งานได้เหมือนฟันแท้ หากดูแลรักษาอย่างดีสามารถอยู่ได้นานตลอดชีวิต
  • ไม่ต้องกรอฟันข้างเคียงเพื่อทำฟันปลอม – ลดผลกระทบต่อฟันแท้ที่ยังแข็งแรง ไม่ต้องกรอเอาเนื้อฟันธรรมชาติออก
  • สวมใส่สบาย แนบสนิท – ไม่เจ็บหรือระคายเคืองเหงือกขณะใช้งาน
  • รับประทานอาหารได้ดี – บดเคี้ยวได้แข็งแรงเหมือนฟันธรรมชาติ
  • ออกเสียงชัดถ้อยชัดคำ เสียงพูดไม่เพี้ยน – สามารถพูด หัวเราะได้อย่างมั่นใจ
  • ดูเป็นธรรมชาติ สวยงาม – วัสดุมีสีใกล้เคียงฟันแท้มาก
  • ป้องกันการละลายของกระดูกขากรรไกร – กระตุ้นการสร้างกระดูกใหม่ ช่วยรักษาโครงสร้างใบหน้า

ข้อเสีย

  • ราคาสูง – มีค่าใช้จ่ายมากกว่าทันตกรรมฟันปลอมประเภทอื่น
  • ใช้เวลานาน – ต้องผ่านหลายขั้นตอน รออย่างน้อย 3-6 เดือนเพื่อให้กระดูกเชื่อมประสานกับรากฟันเทียม
  • ต้องผ่าตัด – มีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน เช่น เลือดออก การติดเชื้อ
  • ไม่เหมาะกับทุกคน – ผู้สูงอายุหรือมีโรคประจำตัวบางอย่าง เช่น โรคเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลไม่ได้โรคหัวใจ หรือคนไข้ที่สูบบุหรี่จัด อาจทำได้ยาก
  • หากมีการสูญเสียฟันไปนานแล้ว อาจต้องมีการปลูกกระดูกร่วมด้วย
  • ต้องรักษาสุขอนามัย – หากดูแลไม่ดีอาจเกิดปัญหาเหงือกอักเสบรอบรากฟันเทียม นำไปสู่ความล้มเหลวในการรักษา

สรุปแล้วการทำรากฟันเทียมเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับทดแทนฟันที่สูญเสียไป แต่ต้องพิจารณาถึงความพร้อมของแต่ละบุคคลประกอบด้วย ควรปรึกษาทันตแพทย์เพื่อหาแนวทางที่เหมาะสมที่สุด

สนใจทำรากฟันเทียมติดต่อได้ที่ MOS Dental Clinic ทุกสาขา

❓ทำไมคนจำนวนมากถึงเลือกใส่รากเทียมกับมอสเดนทอล

✅เราใช้เทคโนโลยีDigital 2D และ CT-Scan ในการวางแผนการรักษาทุกเคส

✅มีแลปทางทันตกรรมเป็นของตนเองออกแบบและผลิตชิ้นงานเซรามิก e.Max ,Zirconia ด้วยระบบคอมพิวเตอร์ ( CAD/CAM )

✅คุณหมอมีใบอนุญาตถูกต้องอบรมupdate ความรู้และเทคโนโลยีสม่ำเสมอ ไม่ตกยุค

✅ราคาชัดเจนตรงไปตรงมาไม่มีหมกเม็ดแน่นอน

✅ดูแลคุณต่อเนื่องไม่เคยทิ้งเคสตั้งแต่ปี พ.ศ.2544 จนปัจจุบันเรามีคนไข้ทางด้านทันตกรรมรากเทียมมากกว่าสามพันซี่เพราะผู้รับบริการทุกคนคือครอบครัวมอสเดนทอลค่ะ

สายตรงรากเทียม☎️ 097-112-5629 line ID: 0971125629 ,  https://line.me/ti/p/Ut5107XEbd

หรือ ☎️089-129-3110 ไลน์ : mosdental