ประเทศไทยเข้าสู่การเป็นสังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ (Complete Aged Society) โดยมีประชากรสูงอายุถึง 13.06 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 20.08 ของประชากรทั้งหมด และคาดการณ์ว่าไม่เกินปี 2576 ประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด (Super Aged Society) ซึ่ง ณ วันนี้มีหนึ่งจังหวัดที่เข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอดแล้ว คือ จังหวัดลำปาง
ด้วยสัดส่วนผู้สูงอายุที่มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น หน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญในการดูแลผู้สูงอายุอย่าง กรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) จึงเป็นแม่ทัพหลักในการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

‘กรมกิจการผู้สูงอายุ’ การขับเคลื่อนบนความท้าทาย
นางสาวแรมรุ้ง วรวัธ อธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุ เผยว่า กรมกิจการผู้สูงอายุ เป็นส่วนราชการ มีฐานะเป็นกรมในสังกัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2558 ตามพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม (ฉบับที่ 14) พ.ศ. 2558
เริ่มแรกตั้งขึ้นเพื่อทำหน้าที่ในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชากรในวัยสูงอายุ กำหนดนโยบายเพื่อให้มีนโยบายสำคัญ หรือการขับเคลื่อนการยกระดับคุณภาพชีวิตประชากรที่อายุ 60 ปีขึ้นไป รวมถึงบูรณาการภาคีเครือข่ายในการที่จะรองรับสังคมผู้สูงอายุ โดยกรมฯ ทำงานไล่ตั้งแต่ระดับนโยบาย ถึงระดับปฏิบัติ
ในเชิงนโยบาย ประเทศกำหนดให้มี คณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติ โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานกรรมการ และมีภาคีเครือข่ายเข้ามาเป็นคณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติ ซึ่งคณะกรรมการชุดนี้จะทำหน้าที่ในการขับเคลื่อน กำหนดเชิงนโยบาย และสั่งการให้หน่วยงานต่างๆ ที่เป็นภาคีเครือข่ายทั้งหลายร่วมกันเดินหน้าในการทำงานด้านผู้สูงอายุ
และยังมี แผนปฏิบัติการด้านผู้สูงอายุ ที่วันนี้เดินมาถึงระยะที่ 3 เรื่องหลักที่พูดถึง คือ การเตรียมความพร้อมก่อนเป็นผู้สูงอายุ การยกระดับคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ การบูรณาการภาคีเครือข่าย และการสนับสนุนงานวิจัยเพื่อขับเคลื่อนงานด้านผู้สูงอายุ ซึ่งในแผนปฏิบัติการด้านผู้สูงอายุต้องมีการทำงานในเชิงบูรณาการร่วมกันจากหลายเครือข่าย นำมาสู่การยกระดับจากแผนปฏิบัติการมาเป็นแผนบูรณาการ ที่เรียกว่า แผนบูรณาการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับสังคมสูงวัย ประกอบด้วยหลายหน่วยงานที่ทำงานร่วมกัน อาทิ กระทรวง พม. กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย สวทช. ฯลฯ
“เรามีการทำงานหลักอยู่ 2 พาร์ทใหญ่ คือ 1. การเตรียมความพร้อมก่อนที่จะเป็นผู้สูงอายุ ตั้งแต่การไปให้ความรู้คนอายุก่อน 60 ปี ส่งเสริมเรื่องของการออม โดยทำงานร่วมกับกองทุนการออมแห่งชาติ 2. การดูแลผู้สูงอายุ มีการคัดกรองสุขภาพผู้สูงอายุ แบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มติดสังคม (Active aging) มีอยู่ 97% กลุ่มติดบ้าน สามารถดูแลตัวเองได้ แต่ใช้ชีวิตอยู่ในบ้านเป็นหลัก ไม่สามารถออกไปข้างนอกได้ด้วยตัวเอง มีประมาณ 2.5% และกลุ่มติดเตียง ไม่สามารถดูแลตัวเองได้ ต้องมีคนคอยช่วย ประมาณ 0.5% เมื่อเป็นเช่นนี้ ทำให้ต้องมีกิจกรรมหรือการขับเคลื่อนงานที่ต่างรูปแบบกันในการดูแลประชากรผู้สูงอายุแต่ละกลุ่ม”

ความสมบูรณ์พร้อมในการเป็นผู้สูงอายุ
อธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุ ได้อธิบายถึงความสมบูรณ์พร้อมในการเป็นผู้สูงอายุ ประกอบด้วย 5 มิติ ดังนี้
- สุขภาพ ตั้งแต่ด้านร่างกาย จิตใจ รวมไปถึงจิตวิญญาณ
- เศรษฐกิจ หากผู้สูงอายุไม่มีเงิน แต่มีงาน มีอาชีพ มีการออมและปลอดหนี้สิน ก็จะทำให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีได้
- สังคม จากการสำรวจพบว่า ผู้สูงอายุอยู่ลำพังมีมากถึง 12% ขณะที่ผู้สูงอายุอยู่ด้วยกันเอง 24% จึงต้องมีพื้นที่ในสังคมให้ผู้สูงอายุออกจากบ้านเพื่อทำกิจกรรมร่วมกัน หรือรวมกลุ่มประกอบอาชีพ อาทิ โรงเรียนผู้สูงอายุ ชมรมผู้สูงอายุ สมาคมผู้สูงอายุ ศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตและส่งเสริมอาชีพผู้สูงอายุ (ศพอส.) ซึ่งปัจจุบันกรมฯ สนับสนุนให้มีโรงเรียนผู้สูงอายุ 2,900 กว่าแห่ง และ ศพอส. กว่า 2,100 แห่ง
- สภาพแวดล้อม หากบ้านผู้สูงอายุมีสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม อาจทำให้เกิดการพลัดตกหกล้ม ทำให้ผู้สูงอายุมีปัญหาเรื่องสุขภาพ ทางกรมฯ จึงได้มีการสนับสนุนงบประมาณในการซ่อมบ้านให้ผู้สูงอายุ โดยที่ผ่านมาสนับสนุนไปกว่า 37,974 หลัง
- นวัตกรรม นวัตกรรมที่เหมาะสมสำหรับผู้สูงอายุ ช่วยให้ผู้สูงอายุสามารถที่จะดำรงชีวิตได้อย่างดีมากที่สุด ที่ผ่านมา กรมฯ มีการทำงานร่วมกับ สวทช. และภาคีเครือข่ายต่างๆ เพื่อสนับสนุนนวัตกรรมให้กับผู้สูงอายุ เช่น อุปกรณ์ช่วยประคอง (Space Walker) และลิฟต์ยกผู้สูงอายุ เป็นต้น
ขณะเดียวกัน พระราชบัญญัติผู้สูงอายุ พ.ศ. 2546 กำหนดให้ผู้สูงอายุมีสิทธิได้รับการคุ้มครอง ส่งเสริม และสนับสนุนด้านต่างๆ อาทิ จัดบริการและดูแลสุขภาพผู้สูงอายุ เช่น จัดช่องทางพิเศษ จัดเจ้าหน้าที่ให้ความช่วยเหลือ และอำนวยความสะดวก, ส่งเสริมการศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัยแก่ผู้สูงอายุ, ให้คำปรึกษา และรับสมัครงานสำหรับผู้สูงอายุ รวมทั้งจัดอบรมฝึกทักษะอาชีพให้กับผู้สูงอายุ
ผู้สูงอายุมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางสังคม เช่น ชมรมผู้สูงอายุ, ลดราคาค่าโดยสารแก่ผู้สูงอายุ, เข้าชมฟรีในสถานที่ของรัฐ, ช่วยเหลือผู้สูงอายุที่ประสบปัญหาด้านที่พักอาศัย อาหาร และเครื่องนุ่งห่ม ไม่เกินวงเงินครั้งละ 3,000 บาท ไม่เกิน 3 ครั้ง/คน/ปี
ผู้สูงอายุได้รับเบี้ยยังชีพเป็นรายเดือนแบบขั้นบันได, เงินสงเคราะห์ค่าจัดการศพแก่ผู้สูงอายุที่เสียชีวิต รายละ 3,000 บาท โดยต้องมีคุณสมบัติตามบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ, การให้กู้ยืมเงินทุนประกอบอาชีพรายบุคคล และรายกลุ่ม ผ่อนชำระโดยไม่เสียดอกเบี้ยภายใน 3 ปี เป็นต้น
ผู้สูงอายุกับภัยออนไลน์
หลังจากโควิด-19 การเข้าถึงโลกออนไลน์ในผู้สูงอายุมีมากขึ้น แม้ว่าผู้สูงอายุบางคนจะเรียนรู้เทคโนโลยีการสื่อสาร สามารถสร้างข้อมูลและเป็นผู้ส่งข้อมูลออกไปในช่องทางต่างๆ ได้ แต่กลุ่มผู้สูงอายุส่วนใหญ่ ยังนับว่าเป็นกลุ่มเสี่ยงในโลกของข้อมูลข่าวสารปัจจุบัน จากการสำรวจพบว่า ผู้สูงอายุถึง 22% ถูกหลอกทางออนไลน์
“พม. เตรียมความพร้อมในเรื่องของการเข้าถึงเทคโนโลยีออนไลน์เพิ่มขึ้น โดยมีการทำงานร่วมกับหลายหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็น สวทช. เกี่ยวกับการป้องกันการถูกหลอกทางออนไลน์, เอไอเอสอุ่นใจไซเบอร์ การอบรมผู้สูงอายุให้รู้ทันสื่อ นอกจากนี้ยังร่วมมือกับภาคีเครือข่าย 3 หน่วยงาน ได้แก่ มหาวิทยาลัยมหิดล กลุ่มคนตัว D บริษัท ทำมาปัน จำกัด และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) พัฒนาหลักสูตรสูงวัยรู้ทันสื่อ “หยุด คิด ถาม ทำ” เพื่อนำมาใช้เป็นหลักสูตรแกนกลางของโรงเรียนผู้สูงอายุทั่วประเทศ” อธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุ เผย

แนวทางแก้ปัญหาวิกฤตประชากร
อธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุ อธิบายเพิ่มเติมว่า ภายหลังการประชุมเชิงปฏิบัติการ “พัฒนาความมั่นคงครอบครัวไทย ผ่านพ้นภัยวิกฤตประชากร” นำโดย นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.พม. ที่ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2567 ได้คำตอบว่า ประเทศไทยต้องแก้ปัญหาเรื่อง ‘วิกฤตประชากร’
“วิกฤตที่ผ่านมาคือประเทศไทยมีประชากรเกิดใหม่ต่ำกว่า 6 แสนคน ติดต่อกัน 4 ปี ซึ่งเรียกว่าเป็นวิกฤตประชากร เพราะเด็กรุ่นใหม่เกิดไม่ทัน การเทียบสัดส่วนวัยแรงงานกับผู้สูงอายุ พบว่า วัยแรงงาน 1 คน ต้องแบกผู้สูงอายุมากขึ้น จากเดิม 1 ต่อ 1 ขณะนี้ 1 ต่อ 3 ฉะนั้นจึงกลายเป็นวิกฤต สิ่งหนึ่งที่เราต้องทำคือการสนับสนุนให้กลุ่ม Active aging แข็งแรง ดูแลสุขภาพให้ดี พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส เมื่อคนรุ่นใหม่เกิดน้อยลง เราต้องแข็งแรงให้มากที่สุด เป็นเป้าหมายของท่านวราวุธ ท่านบอกว่าต้องแข็งแรงให้นานที่สุด และติดบ้าน-ติดเตียงให้สั้นที่สุด ซึ่งเป็นสิ่งที่เราต้องผลักดัน”
นอกจากนี้ รมว.พม. ยังมอบหมาย ‘นโยบาย 5 × 5’ ที่ต้องเร่งทำทันที เพื่อสร้างความมั่นคงของครอบครัวไทยผ่านพ้นภัยวิกฤตประชากร ได้แก่ 1. เสริมพลังวัยทำงาน 2. เพิ่มคุณภาพและผลิตภาพของเด็กและเยาวชน 3. สร้างพลังผู้สูงอายุ พลิกวิกฤตทางประชากรให้เป็นโอกาส 4. เพิ่มโอกาสและสร้างเสริมคุณค่าของคนพิการ และ 5. สร้างระบบนิเวศ (Eco-system) ที่เหมาะสมเพื่อพัฒนาความมั่นคงของครอบครัว
พร้อมกันนี้ยังส่งเสริมให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมและดูแลผู้สูงอายุ เพื่อรองรับสถานการณ์สังคมสูงอายุในปัจจุบันและอนาคต ผ่าน ‘โครงการบริบาลและคุ้มครองสิทธิผู้สูงอายุในชุมชน’ ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการปกป้องคุ้มครองและพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุในชุมชนท้องถิ่นของตนเอง

