EXIM BANK ผนึก BOI ดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ ชู IGNITE THAILAND ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่

13.08.24 | 14:56 น.

การยกระดับประเทศไทยสู่ประเทศที่มีรายได้สูง จำเป็นต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ กระตุ้นให้เกิดการลงทุน  ปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมและบริการของประเทศไปสู่สินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น ด้วยการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาช่วยพัฒนาและต่อยอด กิจการให้สามารถรักษายอดขายทั้งในและต่างประเทศได้ โดยรัฐบาลได้กำหนดวิสัยทัศน์ ชูนโยบาย IGNITE THAILAND ตั้งเป้าผลักดัน 8 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย ยกระดับให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางเมืองอุตสาหกรรมระดับโลก

การเตรียมความพร้อมรับการลงทุนครั้งใหญ่จากต่างชาติให้เข้ามาลงทุนในไทยและสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยที่มีศักยภาพขยายการลงทุนไปต่างประเทศ เป็นพันธกิจที่เหมือนกันของของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) ในการส่งเสริมการค้าการลงทุน ขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างยั่งยืน

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการ BOI เปิดเผยว่า EXIM BANK และ BOI ได้ร่วมลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อส่งเสริมและดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ เป็นการผนึกกำลังและประสานจุดแข็งของทั้งสององค์กรเพื่อทำงานร่วมกันอย่างมีบูรณาการให้เกิดโครงการลงทุนต่าง ๆ ที่เป็นรูปธรรมและเป็นประโยชน์ต่อประเทศมากยิ่งขึ้น โดย EXIM BANK เป็นธนาคารที่มีความเชี่ยวชาญด้านการสนับสนุนการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ มีผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่หลากหลาย ทั้งสินเชื่อในรูปแบบต่าง ๆ เครื่องมือบริหารความเสี่ยงการค้าและการลงทุน รวมทั้งบริการสนับสนุนการนำเข้า-ส่งออก ขณะที่ BOI เป็นหน่วยงานส่งเสริมการลงทุนที่มีเครือข่ายนักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติที่กว้างขวาง มีสำนักงานในต่างประเทศ 17 แห่ง และในภูมิภาค 7 แห่ง ที่พร้อมดูแลนักลงทุนในพื้นที่ อีกทั้งมีเครื่องมือสิทธิประโยชน์เพื่อส่งเสริมการลงทุนในด้านต่าง ๆ เช่น การยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักรและวัตถุดิบ การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล การอนุญาตให้ถือครองที่ดินเพื่อประกอบกิจการที่ได้รับการส่งเสริม การอำนวยความสะดวกด้านวีซ่าและใบอนุญาตทำงาน และเงินอุดหนุนผ่านกองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันฯ เป็นต้น

“ในช่วงที่ผ่านมา มีการย้ายฐานการผลิตของบริษัทข้ามชาติด้วยเหตุผลต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีน ปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และมาตรการทางการค้าด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดของโลกยุคใหม่ ซึ่งไทยเป็นแหล่งรองรับการลงทุนที่สำคัญของอาเซียน แม้ว่าปัจจัยสนับสนุนบางประการจะลดความสำคัญลง เช่น ค่าแรง สิทธิพิเศษทางการค้า และโครงสร้างประชากรสังคมสูงวัย แต่ไทยยังมีจุดแข็งที่บริษัทข้ามชาติให้ความสนใจ เช่น ความเข้มแข็งของ Supply Chain ในหลากหลายอุตสาหกรรม รวมถึงอุตสาหกรรมอาหาร ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และการแพทย์ ทำเลที่ตั้งอันเป็นยุทธศาสตร์ซึ่งสนับสนุนด้วยการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานครั้งใหญ่ จะเสริมบทบาทของไทยสู่การเป็น Logistics Hub ได้” นายนฤตม์กล่าว

Advertisement

อุตสาหกรรมใหม่ที่มีศักยภาพจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะยาว อาทิ รถยนต์ไฟฟ้า (EV) เซมิคอนดักเตอร์ ดิจิทัล และสำนักงานภูมิภาค โดยในส่วนของ EV ปัจจุบันมีบริษัทผู้ผลิตจากจีนเข้ามาลงทุนตั้งฐานการผลิตในไทยแล้ว 8 ราย มีการเชื่อมโยงผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยให้เข้าร่วมใน Supply Chain โดยกำหนดเงื่อนไขให้ผู้ผลิตต้องใช้ชิ้นส่วนในประเทศอย่างน้อย 40% เซมิคอนดักเตอร์ ถือเป็นอุตสาหกรรมไฮเทคต้นน้ำที่ไม่เคยมีมาก่อนในไทย ในปีนี้จะเป็นครั้งแรกที่มีการลงทุนในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ต้นน้ำขนาดใหญ่ เช่น Wafer Fab, IC Design และศูนย์วิจัยและพัฒนาที่มีการจ้างนักวิจัยกว่า 500 คน

เลขาธิการ BOI กล่าวว่า อุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์และคลาวด์เซอร์วิสขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นบริการที่มีความจำเป็นสำหรับภาคธุรกิจในยุคดิจิทัลอย่างในปัจจุบัน ขณะนี้มีผู้ให้บริการรายใหญ่อย่าง Amazon เข้ามาตั้งฐานในไทยแล้ว และในอนาคตมีโอกาสที่บริษัทไอทียักษ์ใหญ่รายอื่น ๆ เช่น Google และ Microsoft จะดำเนินรอยตามเช่นกัน

“อีกหนึ่งสาขาสำคัญ คือ การดึงดูดบริษัทข้ามชาติให้เข้ามาตั้งสำนักงานภูมิภาค หรือ Regional Headquarters ในประเทศไทย ซึ่งจุดแข็งของไทยอยู่ที่การเป็นประเทศที่มีความน่าอยู่ มีต้นทุนที่เหมาะสม หลายบริษัทที่มีฐานการผลิตในไทยพร้อมจะถูกยกระดับเป็นสำนักงานภูมิภาคอยู่แล้ว โดยหนึ่งในบริษัทข้ามชาติที่เลือกไทยเป็น Regional Headquarter แล้ว คือ Agoda” นายนฤตม์กล่าว

ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร กรรมการผู้จัดการ EXIM BANK กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่าง 2 องค์กร มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนให้ผู้ประกอบการที่สนใจเข้ามาลงทุนในประเทศไทยหรือต้องการไปลงทุนในต่างประเทศเข้าถึงบริการทางการเงินที่ตอบโจทย์ตามความต้องการ และใช้ประโยชน์จากเครือข่ายของทั้งสองหน่วยงาน โดยเชื่อมโยงความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ เอกชน สมาคมอุตสาหกรรม และบริการด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อสนับสนุนการขยายธุรกิจตลอด Supply Chain รวมถึงสนับสนุนผู้ประกอบการยกระดับประสิทธิภาพการผลิตและการดำเนินธุรกิจสู่เป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ปรับโมเดลธุรกิจ นำพาประเทศไทยเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำ

ภายใต้ความร่วมมือครั้งนี้ EXIM BANK นำเสนอผลิตภัณฑ์ทางการเงินในอัตราดอกเบี้ยพิเศษแก่ผู้ประกอบการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI และดำเนินธุรกิจเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยส่วนลดอัตราดอกเบี้ย 0.5% ต่อปีในปีแรก สำหรับสินเชื่อ EXIM Green Goal และสินเชื่อ EXIM Solar D-Carbon Financing สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการลงทุนระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ภายในกิจการ เช่น การติดตั้ง Solar Rooftop, Solar Farm และ Solar Floating พร้อมได้สิทธิ์ในการขึ้นทะเบียนคาร์บอนและรับรองคาร์บอนเครดิต รวมถึงสินเชื่อ EXIM Extra Transformation สำหรับผู้ส่งออกในกลุ่มอุตสาหกรรม S-curve เพื่อยกระดับภาคการผลิตของไทย การลงทุนเพื่อซื้อหรือปรับปรุงเครื่องจักร อุปกรณ์ ต่อเติม/ปรับปรุง/ก่อสร้างอาคารโรงงาน พัฒนาหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ เพื่อลดต้นทุนการผลิตและยกระดับกิจการ รวมถึงการใช้เทคโนโลยีใหม่และการเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตให้มีศักยภาพยิ่งขึ้น

“EXIM BANK มุ่งสู่บทบาท Green Development Bank พร้อมเติมความรู้ เติมโอกาส และเติมเงินทุนให้ผู้ประกอบการไทยแข่งขันได้อย่างยั่งยืน และต่อยอดการพัฒนาอย่างยั่งยืนของไทยและโลกโดยรวม ผ่านบริการส่งเสริมการค้าและการลงทุน ทั้งการลงทุนของต่างประเทศในไทย (Foreign Direct Investment : FDI) และการลงทุนโดยตรงของไทยในต่างประเทศ (Thai Direct Investment : TDI) เพื่อร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ส่งเสริมการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีในภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ ให้เกิดการจ้างงานและการพัฒนาทั้งในมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เสริมสร้างความแข็งแกร่งของผู้ประกอบการทุกระดับตลอด Supply Chain โดยเฉพาะ Green Export Supply Chain” ดร.รักษ์ กล่าว