สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดโอกาสให้ประชาชนทุกภาคส่วน ร่วมแสดงความคิดเห็นในการประเมินผลสัมฤทธิ์กฎหมายนิวเคลียร์ เพื่อให้การวิเคราะห์ผลกระทบของกฎหมายเป็นไปอย่างละเอียดรอบคอบ ไม่สร้างภาระแก่ภาคประชาชน ตลอดจนให้การพัฒนากฎหมายสอดคล้องกับบริบทของประเทศไทยที่เปลี่ยนแปลงไป โปร่งใสและตรวจสอบได้


ในวันนี้ (16 สิงหาคม 2567) รศ.ดร. พาสิทธิ์ หล่อธีรพงศ์ เลขาธิการ ปส. เปิดเผยหลังจบการสัมมนารับฟังความคิดเห็นเพื่อประกอบการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมายว่าด้วยพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติตามหลักเกณฑ์และวิธีการตามกฎหมายว่าด้วยหลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย ณ โรงแรมแคนทารี ฮิลล์ เชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ว่า ปส. ให้ความสำคัญกับการรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการรับฟังจากประชาชน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความโปร่งใสและเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการพัฒนากฎหมายนิวเคลียร์ ตลอดจนการตรวจสอบให้กฎหมายมีความเหมาะสมและไม่เป็นอุปสรรคและภาระของประชาชน ซึ่งหลังจากบังคับใช้พระราชบัญญัติพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ พ.ศ. 2559 เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2560 จนกระทั่งมีฉบับแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) ในปี พ.ศ. 2562 ปส. ในฐานะที่บังคับใช้กฎหมายต้องประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย ให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 (มาตรา 77 และมาตรา 258) รวมทั้ง พระราชบัญญัติหลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พ.ศ. 2562 เพื่อให้ก่อนการออกกฎหมายใหม่ หรือปรับปรุงกฎหมายที่มีอยู่ ได้มีการสอบถามอย่างรอบด้านจากประชาชน และเกิดการพัฒนากฎหมายด้วยข้อมูลที่เป็นจริงและโปร่งใส


รศ.ดร. พาสิทธิ์ กล่าวต่อไปว่า การจัดสัมมนาในครั้งนี้เป็นครั้งที่ 4 หลังจากที่จัดมาแล้วใน 3 ภาค 3 จังหวัด ได้แก่ กทม. ระยอง และสงขลา และจะจัดอีก 1 ครั้งในวันที่ 3 กันยายน 2567 ณ ขอนแก่น ซึ่งข้อมูลที่ได้รับจากข้อเสนอแนะถือว่าเป็นประโยชน์อย่างมาก และหากท่านใดสนใจร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการประเมินผลสัมฤทธิ์กฎหมายนิวเคลียร์ ยังสามารถร่วมแสดงความคิดเห็นออนไลน์ได้จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2567 ผ่านเว็บไซต์ ปส. (www.oap.go.th) โดยข้อมูลที่ได้รับจะถูกนำไปใช้ในการปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับข้อเสนอแนะของประชาชน มาตรฐานสากล และพันธกรณีระหว่างประเทศ เพื่อให้เกิดความปลอดภัยสูงสุดต่อผู้ปฏิบัติงาน ประชาชน และสิ่งแวดล้อมต่อไป

