ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในลุ่มน้ำยม-น่าน

2.09.24 | 17:50 น.

ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งใน 16 ประเทศทั่วโลกที่มีความเสี่ยงสูงต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในปี พ.ศ.2588 ตามรายงานของกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติ (UNFCCC) โดยการเปลี่ยนแปลงนี้ ส่งผลให้เกิดความแปรปรวนของสภาพอากาศในพื้นที่ลุ่มน้ำยมและลุ่มน้ำน่านโดยเฉพาะความแปรปรวนของปริมาณฝนและอุณหภูมิที่สูงขึ้น ซึ่งนำไปสู่ปัญหาน้ำท่วมที่รุนแรงมากขึ้น และภัยแล้งที่ยาวนาน ส่งผลกระทบต่อการเกษตรและวิถีชีวิตของประชาชนในพื้นที่ และการลดลงของผลผลิตทางการเกษตร

พื้นที่ลุ่มน้ำยม-น่านในภาคเหนือของประเทศไทยเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำที่ประสบปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากที่ไม่สามารถระบายออกได้อย่างรวดเร็วและมีความยากลำบากในการจัดการน้ำอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากขาดระบบการจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการไม่มีอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ของลุ่มน้ำยม ส่งผลให้น้ำที่ไหลมาบรรจบกันหลากเข้าท่วมพื้นที่ โดยในฤดูฝน น้ำมักจะเริ่มท่วมในเดือนสิงหาคมและสามารถท่วมขังได้ประมาณ 3-4 เดือน ระหว่างเดือนสิงหาคมถึงพฤศจิกายน ในฤดูแล้ง ปริมาณน้ำในแม่น้ำลดลงอย่างมาก ทำให้เกิดปัญหาขาดแคลนน้ำสำหรับการเกษตร และผลผลิตลดลง บางครอบครัวต้องย้ายถิ่นฐานไปยังพื้นที่ที่มีความเสี่ยงน้อยกว่า หรือหันไปประกอบอาชีพอื่นนอกเหนือจากการเกษตร

ลุ่มน้ำยม-น่านจึงมีความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากกว่าพื้นที่อื่น การบริหารจัดการน้ำจึงเป็นเรื่องที่ท้าทายยิ่งขึ้นเมื่อเกิดภัยพิบัติจากสภาพภูมิอากาศ การเพิ่มขึ้นของปริมาณน้ำฝนที่ไม่แน่นอนทำให้เกิดน้ำท่วมรุนแรงในพื้นที่ลุ่มต่ำ และการขาดข้อมูลที่น่าเชื่อถือและเครื่องมือสำหรับการจัดการที่มีประสิทธิภาพ ทำให้ไม่สามารถบริหารจัดการน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ เกิดความเสียหายต่อพืชผลทางการเกษตร ทรัพย์สินของประชาชน และโครงสร้างพื้นฐานในชุมชน  ซึ่งเน้นย้ำถึงความเร่งด่วนในการดำเนินการปรับตัวและการบริหารจัดการที่เหมาะสม

การบริหารจัดการน้ำและแนวทางการปรับตัว

Advertisement

กรมชลประทานร่วมกับโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติประจำประเทศไทย (UNDP) และการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนภูมิอากาศสีเขียว (GCF) ซึ่งเป็นกลไกทางการเงินภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมประเทศกำลังพัฒนาให้สามารถตอบสนองต่อความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ได้เสนอแนวทางการปรับตัวเพื่อรับมือกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและลดผลกระทบจากน้ำท่วมและภัยแล้ง ได้แก่:

พัฒนาข้อมูลที่มีความน่าเชื่อถือ: ใช้เทคโนโลยีและอุปกรณ์ที่ทันสมัยในการคาดการณ์ปริมาณน้ำและสภาพอากาศ พร้อมสร้างระบบการสื่อสารที่สะดวกและเข้าใจง่ายกับเกษตรกร

บริหารจัดการน้ำโดยการบูรณาการร่วมกันระหว่างโครงสร้างสีเทาและโครงสร้างสีเขียว: ปรับปรุงอาคารบังคับน้ำร่วมกับการใช้มาตรการการปรับตัวโดยอาศัยระบบนิเวศ (Ecosystem-Based Adaptation, EbA) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการน้ำและลดความเสี่ยงจากน้ำท่วมและภัยแล้งอย่างยั่งยืน

การเสริมสร้างความรู้และความเข้าใจ: จัดอบรมเกษตรกรเกี่ยวกับการจัดการน้ำและการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และสร้างช่องทางการสื่อสารเพื่อเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

การสนับสนุนและเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร: ให้การสนับสนุนทางการเข้าถึงเงินทุนและเทคนิคในการพัฒนาอาชีพเกษตรที่ยั่งยืน รวมถึงการส่งเสริมทางเลือกทางเศรษฐกิจที่หลากหลาย ให้ชุมชนมีความเข้มแข็งสามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงได้

กรมชลประทานจึงได้ตั้งเป้าหมายในการลดผลกระทบและความเสียหายที่เกิดขึ้นจากปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้งภายใต้การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศอย่างยั่งยืนในพื้นที่ลุ่มต่ำยมน่าน โดยเน้นการพัฒนาระบบชลประทานและการจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพควบคู่ไปกับการส่งเสริมการปรับตัวของชุมชนให้สามารถรับมือต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งต้องได้รับการสนับสนุนจากทุกภาคส่วน ทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับประเทศ เพื่อให้สามารถจัดการกับสถานการณ์นี้ได้อย่างยั่งยืน ติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมทาง facebook โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษายมน่าน

ผลิตโดย : สำนักบริหารโครงการ กรมชลประทาน