ภารกิจของกระทรวงคมนาคม ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ เพื่อให้มีความทันสมัย เพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของประเทศ ขณะนี้มีหลายโครงการที่รัฐบาลได้ริเริ่ม และกระทรวงคมนาคมก็มีบทบาทในการสนับสนุนให้โครงการต่างๆ เกิดขึ้นได้ เพื่อสร้างการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคม โดยในภารกิจของกระทรวงฯ ได้กำหนดไว้ 5 แผนงาน ประกอบด้วย การพัฒนาโครงข่ายรถไฟระหว่างเมือง โครงข่ายระบบขนส่งสาธารณะ เพิ่มขีดความสามารถทางหลวงระหว่างเมือง พัฒนาโครงข่ายการขนส่งทางอากาศและทางน้ำ ทั้งหมดนี้ เราใช้คำว่า คมนาคมขนส่ง (Mobility) หรือการเคลื่อนย้ายจากจุดหนึ่งไปจุดหนึ่ง ทั้งการเดินทางของประชาชนและการขนส่งสินค้า ซึ่งการพัฒนาได้เน้นให้ความสำคัญกับการออกแบบเพื่อ “คนทั้งมวล” (Universal Design) และมองในภาพรวมเป็นระบบเดียว “1 Transport”
ระบบราง เป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลที่ต้องการจะเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งให้เข้าสู่ระบบรางมากขึ้น โดยมีหลักการ “ขนมวลชน ขนสินค้า คุ้มค่าใช้จ่าย กำหนดเวลาได้” แต่เดิมทางรถไฟทั่วประเทศเป็นขนาดราง 1 เมตร จำนวน 4,043 กม. เป็นรถไฟทางเดี่ยว 91% ทางคู่หรือทางสาม 9% ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ ต้องรอสับหลีกทั้งขบวนสินค้า และขบวนผู้โดยสารทำให้การเดินรถล่าช้า ในอนาคตเมื่อทางคู่แล้วเสร็จทั้งหมดปัญหานี้จะหมดไป
ในแผนปฏิบัติการของกระทรวงฯ ทางรถไฟ 1 เมตรทั่วประเทศจะเพิ่มเป็น 4,716 กม. โดยปรับปรุงทางเดี่ยวที่มีอยู่เดิมให้เป็นทางคู่ และก่อสร้างเส้นทางใหม่ ซึ่งคาดว่าจะเสนอให้ ครม.พิจารณาภายในปีนี้ เป้าหมายจะพัฒนาให้เป็นทางคู่ ภายในปี 2565 จำนวน 16 สายทาง ระยะทาง 3,172 กม. โดยในปี 2562 จะดำเนินการให้แล้วเสร็จ 5 สาย 713 กม. ปี 2563 จำนวน 3 สาย ระยะทาง 351 กม. ในปี 2564 อีก 6 สาย ระยะทาง 1,435 กม. ปี 2565 – 2566 อีก 2 สาย ระยะทาง 673 กม. จะเห็นได้ว่า ตั้งแต่ปี 2562 – 2566 จะสามารถสร้างและเปิดใช้ทางรถไฟทางคู่เพิ่มขึ้นทุกปี
ในปี 2560 มีทางรถไฟที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง 2 โครงการ ได้แก่ ฉะเชิงเทรา – คลอง 19 – แก่งคอย และชุมทางถนนจิระ – ขอนแก่น อยู่ระหว่างประกวดราคา 5 โครงการ ได้แก่ นครปฐม – หัวหิน หัวหิน – ประจวบฯ ประจวบฯ – ชุมพร มาบกะเบา – ชุมทางถนนจิระ และลพบุรี- ปากน้ำโพ ซึ่ง ครม. ได้อนุมัติโครงการแล้วเมื่อปี 2559 ส่วนโครงการที่เตรียมเสนอ ครม. 9 โครงการ ได้แก่ ขอนแก่น – หนองคาย หาดใหญ่ – ปาดังเปซาร์ ปากน้ำโพ – เด่นชัย เด่นชัย – เชียงใหม่ ชุมทางถนนจิระ – อุบลฯ ชุมพร – สุราษฎร์ สุราษฎร์ – สงขลา และจะก่อสร้างใหม่ 2 เส้นทาง บ้านไผ่ – นครพนม และเด่นชัย – เชียงราย – เชียงของ
นอกจากนี้ ยังมีโครงการรถไฟความเร็วสูง เพื่อเชื่อมต่อการเดินทางระหว่างเมืองและเชื่อมต่อระหว่างประเทศ จำนวน 4 เส้นทาง ระยะทาง 1,039 กม. เป็นขนาดทางมาตรฐาน 1.435 ม. ความเร็วเฉลี่ยไม่น้อยกว่า 250 กม./ชม. ได้แก่ กรุงเทพฯ – นครราชสีมา ระยะทาง 250 กม. เป็นโครงการความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทย – จีน ซึ่งคาดว่าจะเปิดให้บริการได้ในปี 2563 เส้นทางกรุงเทพฯ – พิษณุโลก เป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางกรุงเทพฯ – เชียงใหม่ และเป็นโครงการความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทย – ญี่ปุ่น คาดว่าจะเปิดได้ในปี 2565 เส้นทางกรุงเทพฯ – ระยอง ระยะทางประมาณ 194 กม. และกรุงเทพฯ – หัวหิน ระยะทาง 211 กม. เป็นการลงทุนของภาคเอกชน ขณะนี้อยู่ระหว่างเตรียมเสนอโครงการต่อคณะกรรมการ PPP คาดว่าจะเปิดให้บริการได้ในปี 2564
เมื่อโครงการต่างๆ เหล่านี้แล้วเสร็จ จะสามารถเชื่อมต่อการเดินทางระหว่างเมืองให้เกิดความสะดวก รวดเร็วและตรงต่อเวลามากขึ้น แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องดำเนินการไปพร้อมกัน นั่นคือ การป้องกันและแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุบริเวณจุดตัดรถไฟ ซึ่งขณะนี้รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณสำหรับปรับปรุงบริเวณจุดตัดกับถนนที่อยู่ในความรับผิดชอบของกรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบทที่มักจะเกิดอุบัติเหตุขึ้นเป็นประจำ โดยสร้างเป็นทางยกระดับ ทางลอด หรือติดตั้งระบบอาณัติสัญญาณเพิ่มเติม
สำหรับการพัฒนาระบบรางในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ปัจจุบันได้เปิดให้บริการแล้ว 4 เส้นทาง ระยะทาง 108 กม. ได้แก่ สายสีเขียว หมอชิต – แบริ่ง และสนามกีฬาแห่งชาติ – บางหว้า สายสีน้ำเงิน ช่วงบางซื่อ – หัวลำโพง สายสีม่วง ช่วงบางใหญ่ – เตาปูน และรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตเรลลิงค์ พญาไท – สุวรรณภูมิ อยู่ระหว่างการก่อสร้าง 5 เส้นทาง ระยะทาง 100 กม. ได้แก่ รถไฟสายสีแดง ช่วงบางซื่อ – รังสิต บางซื่อ – ตลิ่งชัน สายสีน้ำเงิน ช่วงบางซื่อ – ท่าพระ และหัวลำโพง – บางแค สายสีเขียว ช่วงแบริ่ง – สมุทรปราการ และหมอชิต –สะพานใหม่ – คูคต โครงการที่พร้อมจะดำเนินการก่อสร้าง 3 โครงการ ได้แก่ สายสีชมพู ช่วงปากเกร็ด – มีนบุรี สายสีเหลือง ช่วงลาดพร้าว – สำโรง และสายสีส้ม ช่วงศูนย์วัฒนธรรม – มีนบุรี
โครงการอยู่ระหว่างประกวดราคา 2 โครงการ ได้แก่ สายสีแดง ช่วงบางซื่อ –หัวหมาก และบางซื่อ – หัวลำโพง ส่วนที่เตรียมเสนอ ครม. 8 โครงการ ได้แก่ สายสีม่วง ช่วงเตาปูน – ราษฎร์บูรณะ สายสีแดง ช่วงรังสิต – ธรรมศาสตร์รังสิต สายสีแดง ช่วงตลิ่งชัน – ศิริราช และช่วงตลิ่งชัน – ศาลายา สายสีน้ำเงิน ช่วงบางแค – พุทธมณฑลสาย 4 สายสีส้ม ช่วงศูนย์วัฒนธรรม – บางขุนนนท์ สายสีเขียว ช่วงสมุทรปราการ – บางปู และช่วงคูคต – ลำลูกกา แอร์พอร์ตเรลลิงค์ ช่วงดอนเมือง – บางซื่อ – พญาไท ซึ่งจะทำให้การเดินทางเชื่อมต่อระหว่างท่าอากาศยานดอนเมืองกับท่าอากาศยานสุวรรณภูมิมีความสมบูรณ์
ตามเป้าหมายในการดำเนินงานของกระทรวงฯ ตั้งแต่ปี 2561 – 2567 จะเร่งก่อสร้างและเปิดให้บริการเพิ่มขึ้นอีก 317 กม. รวมระยะทาง 425 กม. ซึ่งจะทำให้ระบบขนส่งมวลชนทางรางในเขตกรุงเทพมหานคร และปริมณฑลระยะแรก 10 เส้นทางมีความสมบูรณ์ นับเป็นเป้าหมายที่ท้าทาย ที่จะต้องผลักดันให้เป็นไปตามแผนแม่บทการพัฒนารถไฟฟ้าที่กำหนดไว้ ซึ่งในระหว่างการก่อสร้างอาจส่งผลกระทบต่อการจราจรไม่มากก็น้อย แต่กระทรวงฯ ได้ให้นโยบายว่า ทุกโครงการที่ดำเนินการก่อสร้างต้องมีการทดลองเพื่อบรรเทาปัญหาจราจรในบริเวณพื้นที่ก่อสร้าง เช่น การขยายผิวทางจราจร การทำทางเบี่ยง ทางเลี่ยง เมื่อการก่อสร้างแล้วเสร็จต้องคืนพื้นผิวการจราจรทันที โดยจะใช้ความพยายามอย่างดีที่สุดเพื่อลดปัญหาการจราจรให้ประชาชนได้รับผลกระทบน้อยที่สุด
สำหรับจุดศูนย์กลางของการขนส่งทางราง ซึ่งปัจจุบันใช้สถานีรถไฟหัวลำโพงเป็นหลัก แต่เนื่องจากปริมาณการจราจรใจกลางเมืองจะเพิ่มขึ้นทุกปี มีจุดตัดของรถไฟกับถนนอยู่เป็นจำนวนมาก ทำให้เกิดปัญหาการจราจร โดยเฉพาะในช่วงเวลาชั่วโมงเร่งด่วนเช้า – เย็น กระทรวงฯ จึงพัฒนา ”สถานีกลางบางซื่อ” ให้เป็นจุดศูนย์กลางการเชื่อมต่อการเดินทางด้วยรถไฟที่เดินทางระหว่างเมืองกับรถไฟฟ้าที่ให้บริการในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลเข้าด้วยกัน ขณะนี้การก่อสร้างมีความก้าวหน้าไปแล้วกว่า 42%
เป้าหมายสำคัญที่กระทรวงฯ ให้ความสำคัญ ในการพัฒนาการขนส่งระบบรางให้มีประสิทธิภาพ ให้คนหันมาใช้บริการขนส่งสาธารณะเพิ่มขึ้นและต้องดำเนินการไปพร้อมกัน นั่นคือ การออกแบบสิ่งอำนวยความสะดวกรองรับ การเชื่อมต่อระหว่างโครงข่ายและรูปแบบการขนส่งอื่นๆ เพื่อให้ผู้เดินทางทุกกลุ่ม รวมถึงผู้สูงอายุและผู้พิการ สามารถเดินทางไปถึงจุดหมายปลายทางได้ง่าย สะดวก รวดเร็ว

