“รศ.ดร.เมธินี” เปิดเผยแผนป้องกันอุทกภัย “สร้างระบบจัดการทรัพยากร-เขื่อน-อ่างเก็บน้ำที่ดี – ประเมินสถานการณ์แบบ “real time – สื่อสารรวดเร็วฉับไว” ป้องกันและลดความเสียหายชีวิตและทรัพย์สินทุกมิติ นำไปสู่ผลพลอยได้ Green energy (พลังงานสะอาด) เพื่อความยั่งยืนในอนาคต” (https://www.facebook.com/share/v/4tgjyMUD5UdAfpNc/?mibextid=FQVVTg)
รองศาสตราจารย์ ดร.เมธินี วงศ์วานิช รัมภกาภรณ์ ประธานหลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการศึกษาเพื่อพัฒนาความเป็นผู้ประกอบการ คณะศึกษาศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ ได้ให้สัมภาษณ์สดต่อกรณีอุทกภัยภาคเหนือ ในรายการ Better Future สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย NBT 2HD กรมประชาสัมพันธ์ เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2567 เปิดเผยถึงประเด็น “แผนบริหารจัดการลุ่มน้ำภาคเหนือเพื่อให้ทุกภาคส่วนได้ร่วมกันลดความสูญเสียชีวิต-ทรัพย์สินในอนาคตต่อไป”
รศ.ดร.เมธินี กล่าวว่า “จากปัญหาอุทกภัยที่เกิดขึ้นอย่างหนักในพื้นที่ภาคเหนือ โดยเฉพาะในเรื่องความปลอดภัยของพี่น้องผู้ประสบอุทกภัย ภายใต้สภาวการณ์เช่นนี้ สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญที่สุดเหนือสิ่งอื่นใดก็คือ “ชีวิตของประชาชน” เเละหัวใจที่สำคัญที่จะทำให้ก้าวข้ามอุปสรรคในครั้งนี้ไปได้ คือ ความร่วมมือของหน่วยงานภาครัฐและประชาชนในทุกภาคส่วน โดยภาครัฐต้องมีมาตรการเตรียมพร้อมอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นแผนรับมือน้ำในระดับต่าง ๆ การติดตามผลของระดับน้ำที่ยกตัวสูงขึ้น รวมถึงการประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารที่รวดเร็ว เป็นประโยชน์ และทันต่อเหตุการณ์ เพื่อให้ผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่สามารถเข้าถึง ติดตามข้อมูลข่าวสารและสามารถปฏิบัติตามได้ทันท่วงที ก่อนความเสียหายนั้นจะเกิดขึ้น”
รศ.ดร. เมธินี กล่าวต่อว่า “ไม่ว่าหน่วยงานใดจะเป็นผู้รับหน้าที่ประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารแก่ผู้ประสบอุทกภัย ควรสื่อสารในรูปเเบบข้อมูลที่พี่น้องประชาชนเข้าถึงง่าย สามารถเข้าใจได้ในทันที นำไปสู่การเเก้ไขปัญหาด้วยตัวเองเบื้องต้นในระดับชุมชน ซึ่งการสื่อสารภายในชุมชนนั้นมีความสำคัญ การส่งข้อมูลช่องทางสื่อโซเชียลมีเดียต่าง ๆ การเเจ้งข้อมูลที่ต่อเนื่อง การสื่อสารระหว่างคนในพื้นที่ กรมการปกครองในท้องถิ่น เช่น ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน องค์การบริหารส่วนตำบล องค์การบริหารส่วนจังหวัด จนถึงหน่วยงานภาครัฐ การสื่อสารที่รวดเร็ว เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งทั้งต่อผู้ประสบอุทกภัย จำทำให้เจ้าหน้าที่สามารถเข้าช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงทีจะส่งผลไม่ให้เกิดการสูญเสียในทุกมิติอีกด้วย”
“ปัญหาอุทกภัยที่เกิดขึ้นกับพี่น้องประชาชนในพื้นที่เชียงใหม่-เชียงรายในขณะนี้ การเยียวยาจิตใจเป็นสิ่งสำคัญ และควรทำควบคู่กับการจัดสรรงบประมาณฟื้นฟูสภาพแวดล้อม เพราะทุกการสูญเสียของพวกเขาคือการสูญเสียครั้งใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นการสูญเสียที่พักอาศัยที่กว่าจะสร้างขึ้นมาได้อย่างยากลำบาก รวมถึง การสูญเสียคนสำคัญในครอบครัวไปตามประแสนน้ำที่เชี่ยวกราด ภาครัฐไม่ควรปล่อยให้ประชาชนอยู่เพียงลำพัง ควรช่วยเหลืออย่างเต็มกำลังความสามารถให้ดีที่สุดและจัดสรรงบประมาณลงไปในส่วนของการเยียวนี้ด้วย” รศ.ดร.เมธีกล่าว
รศ.ดร.เมธินี กล่าวว่า “ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ในสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนเเปลงอย่างฉับพลัน จากสภาวะโลกร้อนที่เรากำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ เป็นเรื่องยากที่เราจะรับมือได้ในทันที เเต่ถึงกระนั้นการมีระบบการจัดการน้ำที่ดี จะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สำคัญต่อการบริหารและจัดการทรัพยากรณ์น้ำ การกักเก็บน้ำ การระบายน้ำ ระบบเทคโนโลยีที่ช่วยในการตัดสินใจ ระบบในการเปิด-ปิดประตูกั้นระบายน้ำ ระบบช่วยเหลือและประเมินระดับความสูงของระดับน้ำฝน รวมไปถึงการพัฒนาโครงสร้างต่าง ๆ ให้มีความแข็งแรงเพื่อรับมือต่อปริมาณน้ำที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยมีการประเมินสถานการณ์แบบ “real time”(ตามเวลาจริงที่เกิดขึ้น ณ ขณะนั้น) เตรียมความพร้อมในทุกวันโดยเฉพาะในด้านการสื่อสารสารสนเทศ ที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง”
ต่อเรื่องนี้ รศ.ดร.เมธินี กล่าวว่า “เรายังขาดการบูรณาการข้อมูลในระดับต่าง ๆ ทั้งในระดับกระทรวง ระดับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือในระดับชุมชน ควรมีความสอดคล้องซึ่งกันและกัน ไม่ว่าผู้ประสบอุทกภัย จะเข้าถึงข้อมูลในหน่วยงานใดก็ตาม พวกเขาต้องสามารถเข้าถึงข้อมูลที่ความสอดคล้องกันและมีความเที่ยงตรง ถึงสถานะการณ์น้ำที่กำลังเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานกรมชลประทาน กรมสารสนเทศทรัพยากรน้ำ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หรือสำนักงานทรัพยากรน้ำ (สนทช.) เหล่านี้ควรเป็นสิ่งที่ต้องจัดเตรียมระบบฐานข้อมูลให้ดี เพราะนอกจากจะทำให้ประชาชนสามารถช่วยเหลือตนเองในเบื้องต้นได้แล้ว ยังเป็นการลดการสูญเสียที่ยิ่งใหญ๋ได้อีกด้วย”
รศ.ดร.เมธินี ได้เน้นย้ำอีกว่า “สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญก็คือการสื่อสารกับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ อะไรที่มีความเร่งด่วน ต้องสื่อสารให้รวดเร็วและเข้าถึงพี่น้องประชาชนให้ได้ เพื่อรักษาชีวิตของพวกเขาให้ได้มากที่สุด และเกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของพวกเขาให้ได้น้อยที่สุด สิ่งที่ไม่ควรละเลย คือ การประเมินสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ว่าจะทำอย่างไรต่อไป และจะสื่อสารข้อมูลด้วยแนวทางใด เพื่อให้พี่น้องประชนชนได้รับข้อมูลที่เป็นประโยชน์ มีความถูกต้องและรวดเร็วที่สุด เพื่อให้พวกเขาสามารถรับมือต่อภัยธรรมชาติที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ภาครัฐควรพัฒนาศูนย์ข้อมูลระดับชุมชนและจังหวัด และนำตัวเลขทางสถิติและองค์ความรู้ภายในท้องถิ่นมาใช้ในการรับมือต่อปัญหาน้ำท่วม การแจ้งเตือน การสื่อสารพูดคุยระหว่างหน่วยงานราชการกับพี่น้องประชาชนอย่างรวดเร็ว ภายในระบบการจัดการที่ดี รวมถึงการดูแลพี่น้องประชาชนทั้งในด้านของการรับมือต่อปัญหาน้ำท่วมควบคู่กับการดูแลเยียวยาวสภาวะจิตใจเป็นสิ่งสำคัญยิ่งในสถานะการณ์นี้”
รศ.ดร. เมธินี ได้กล่าวว่า “การตัดไม้ทำลายป่า และการบุกรุกทำลายพื้นที่ป่า เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้เกิดน้ำท่วมรุนแรง ระหว่างมนุษย์ ป่าไม้และสัตว์ป่า เหล่านี้ล้วนอยู่อาศัยแบบเกื้อกูลพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน เราต้องมองและช่วยกันแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ จะโทษสิ่งใดสิ่งหนึ่งว่าเป็นสาเหตุในการเกิดน้ำท่วมเพียงสิ่งเดียวไม่ได้ ในฐานะที่เราเป็นมนุษย์เราควรนำปัญญาที่มีนั้น มาสร้างระบบที่จะจัดการทรัพยากรธรรมชาติระบบจัดการน้ำที่ดี เขื่อนที่ดี สามารถกักเก็บน้ำได้ ในยามน้ำแล้งก็จะมีน้ำใช้ ในยามน้ำท่วม ก็สามารถรับมือต่อปริมาณน้ำฝนที่ยกตัวสูงขึ้นได้ สิ่งเหล่านี้สื่อถึงความสำคัญของระบบจัดการน้ำที่ดีที่พวกเราควรให้การใส่ใจ และมองภาพรวมของปัญหาอย่างรอบด้านเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างตรงจุด ไม่โทษฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรือใครคนใดคนหนึ่ง เราต้องทำงานอย่างบูรณาการซึ่งกันและกัน ช่วยเหลือกันค้นหาแนวทางว่าทำอย่างไร ไม่ให้เกิดปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก หรือปัญหาน้ำท่วมฉับพลันในอนาคต”
รศ.ดร.เมธินี กล่าวอีกว่า “ปัจจุบันเขื่อนขนาดใหญ่ภายในประเทศไทยยังมีจำนวนไม่พอต่อการรองรับปริมาณน้ำป่า เพราะการมีระบบจัดการน้ำ มีเขื่อน มีอ่างเก็บน้ำตามลุ่มน้ำต่าง ๆ ที่ดีจะนำไปสู่ผลพลอยได้ที่ตามมาคือ Green energy(พลังงานสะอาด) ที่จะนำไปสู่พลังงานที่ยั่งยืนในอนาคต ในหลายพื้นที่เกิดปัญหาน้ำท่วมอยู่บ่อยครั้งเนื่องด้วยการจัดการที่ไม่สอดคล้องกับสภาวการณ์ที่เกิดขึ้นและระดับน้ำที่ยกตัวสูงขึ้น การสร้างระบบจัดการน้ำ การสร้างเขื่อนและอ่างเก็บน้ำบ่อยครั้งที่มักถูกมองว่าเป็นการไม่รักษาธรรมชาติ ไม่รักษาต้นไม้ ซึ่งหากเรามองไปที่การแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้งในเรื่องของน้ำที่ท่วมทุก ๆ ปี เราควรมองหาแนวทางว่าจะช่วยกันแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ ในทุกปีได้อย่างไร ทั้งในด้านของเศรษฐศาสตร์และภูมิศาสตร์ ทั้งในด้านของผลกระทบและผลลัพธ์ที่ตามมาว่า มีความคุ้มค่า หรือเหมาะสมอย่างไรในการดำเนินนโยบายต่าง ๆ ที่จะเป็นผลประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนมากที่สุด”
รศ.ดร.เมธินี กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า “หากจะมองว่า การสร้างเขื่อน เป็นการการไม่รักษาธรรมชาตินั้น ในประเด็นนี้ เราต้องมองภาพใหญ่ด้วยหลักเศรษฐกิจ สังคม และชุมชน เพื่อสร้างประโยชน์สูงสุดที่พี่น้องประชาชนควรจะได้รับ ต้องสื่อสารให้ทุกฝ่ายเกิดความเข้าใจร่วมกันในทุกระดับ รวมถึงส่วนกลาง อยากให้ทุกภาคส่วนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้งนี้ แล้วก้าวผ่านมันไปภายใต้การทำข้อตกลง ที่เกิดจากความเข้าใจร่วมกัน”
รศ.ดร. เมธินี กล่าวในส่วนของการเยียวยาช่วยเหลือควรมีการจัดแจงบทบาทหน้าที่ในการช่วยเหลืออซึ่งกันและกันว่า “ใครจะรับผิดชอบในภาคส่วนไหน การลงพื้นที่ การเยียวยา การจัดสรรงบประมาณลงสู่ระดับชุมชน ตำบล อำเภอ จังหวัด โดยจัดเป็นงบประมาณในการเยียวยาช่วยเหลือรายบุคคลและครัวเรือน ที่ได้รับผลกระทจากน้ำท่วมหรือเกิดการสูญเสียรวมไปถึงค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูที่อยู่อาศัย ค่าไฟ ค่าน้ำ ค่าซ่อมบำรุง ซึ่งในทุกภาคส่วนในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นภายในจังหวัด ต้องวางมาตรการช่วยเหลือให้เหมาะสมต่อความเสียหายเหล่านั้นอย่างไรต่อไป”
รศ.ดร. เมธินี กล่าวว่า “เสียงสะท้อนจากผู้ประสบอุทกภัยในขณะนี้ บางพื้นที่ก็ได้รับความช่วยเหลืออย่างรวดเร็ว และบางพื้นที่ต้องใช้เวลาและเครื่องมือรวมไปถึงพาหนะพิเศษในการเข้าไปช่วยเหลือ หน่วยงานของทางรัฐ ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล ทหาร บุคลากรในพื้นที่ ไม่มีใครทอดทิ้งประชาชนของตนเอง ทุกฝ่ายกำลังระดมกำลังเพื่อเข้าช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยให้ได้มากที่สุด การช่วยที่รวดเร็ว ฉับพลัน ทันใดและทั่วถึง คือ สิ่งที่ประชาชนทุกคนต้องการเหนือสิ่งอื่นใด”
“สิ่งที่จะขอฝากถึงภาครัฐ และ ภาคประชาชนในพื้นที่ คือขอให้ทุกคนเตรียมความพร้อมอยู่เสมอ พยายามพาตนเองให้ไปอยู่ในพื้นที่ที่มีข้อมูล ที่ทันเหตุการณ์ไม่ว่าจะเป็นไลน์ของชุมชน เพจขององค์กรปกครองในท้องถิ่นของตนเอง เพื่อให้ได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์และสามารถช่วยเหลือตนเองได้ ส่วนภาครัฐนั้น คือ การช่วยเหลือ หรือการประชาสัมพันธ์สื่อสารต่าง ๆ ควรกระทำอย่างรวดเร็ว ฉับพลัน ทุกการปฏิบัติงานต้องสื่อสารให้ประชาชนได้รับรู้ และหมั่นสื่อสาร เยียวยาวต่อประชาชนผู้ประสบภัย เพื่อไม่ให้พวกเขารู้สึกโดดเดี่ยว หรือรู้สึกถูกทอดทิ้งเพื่อสร้างขวัญและกำลังใจในการดำเนินชีวิตต่อไป” รศ.ดร.เมธินี กล่าวท้ายที่สุด
อรวรรณ สุขมา : รายงาน

