รศ.ดร.สมเดช เปิดอนาคตประเทศไทย เมื่อ “กัญชา-กัญชง” กลับไปเป็นยาเสพติดให้โทษ

14.10.24 | 12:50 น.

“รศ.ดร.สมเดช เปิดอนาคตประเทศไทยจะเป็นอย่างไร เมื่อ “กัญชา-กัญชง” มีแนวโน้มกลับคืนเป็น “ยาเสพติด” หลัง (ร่าง) กฎกระทรวง ให้กัญชา-กัญชง กลับไปเป็นยาเสพติด คาดประกาศใช้ 1 ม.ค.68 ส่งผลกระทบในด้านการแพทย์ การวิจัย และด้านการศึกษา”

รองศาสตราจารย์ ดร.สมเดช รุ่งศรีสวัสดิ์ คณบดีวิทยาลัยสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา เปิดเผยต่อประเด็นนี้ว่า “มุมของนักวิชาการและนักวิจัย ในการขับเคลื่อนกัญชาเพื่อใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ มองในประเด็นนี้ว่า เรื่องของกัญชา หากจะมีการขัดแย้งกันภายในการเมือง ตนมองว่า เป็นเรื่องธรรมดาที่จะมีการขัดแย้งเกิดขึ้น เพราะการเมืองล้วนเป็นเรื่องของผลประโยชน์ทั้งสิ้น ใครจะได้ประโยชน์ก็แล้วแต่ ในความเป็นจริงแล้ว ต้องคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติเป็นสำคัญ ทั้งในเรื่องของการศึกษา การวิจัย การรักษาโรค”

“วิทยาลัยสเหวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา เราเปิดการเรียนการสอนสาขาวิชากัญชาเวชศาสตร์ เพื่อนำกัญชามาใช้ในการรักษาโรค ใช้วิจัยทางการแพทย์ ซึ่งจะเห็นได้ว่า เพราะปัจจุบันมนุษย์เรามีโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ มากมาย ซึ่งหากแพทย์แผนปัจจุบันรักษาให้หายไม่ได้ เราก็ต้องมีแพทย์ทางเลือก ไม่ว่าจะเป็นแพทย์แผนไทย หรือแพทย์แผนจีน กัญชา ก็เป็นส่วนหนึ่งของสมุนไพรที่มีมาแต่โบราณ กว่า 5000 ปีมาแล้ว ตั้งแต่สมัยกรีก โรมัน และอียิปต์ ในประเทศไทยก็มีการนำมาใช้ตั้งแต่ในสมัยพระนารายณ์มหาราช ก็มีการนำกัญชามาใช้ผสมในยาหลายแขนง หากไปดูตำรับยาไทย 16 ประเภท ที่ขึ้นทะเบียนไว้ที่ กรมการแพทย์แผนไทย ล้วนมีส่วนผสมของกัญชาประกอบด้วยทั้งสิ้น เพราะฉันนั้นถ้าเรารู้จักใช้ให้เป็น กัญชา ถือว่าเป็นพืชสมุนไพร ทีมีสรรพคุณที่เป็นประโยชน์อย่างมหาศาล ไม่ว่าจะนำมาเป็นยาแก้อาการ เจ็บ ปวด หรือยาที่ใช้น้ำมันกัญชามาหยด ก็จะทำให้นอนหลับสบาย ซึ่งหลาย ๆ คน ที่นอนไม่หลับเกิดจากภาวะความเครียดต่าง ๆ เมื่อนำน้ำมันกัญชา มาใช้หยด ก็จะทำให้นอนหลับสบายมากยิ่งขึ้น” รองศาสตราจารย์
ดร.สมเดชกล่าว

Advertisement

รองศาสตราจารย์ ดร.สมเดช กล่าวต่ออีกว่า “การศึกษาวิจัย กัญชา-กัญชง ในประเทศไทยนั้น ยังไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร ซึ่งตรงกันข้ามกับในต่างประเทศที่มีการศึกษาค้นคว้าวิจัยอย่างแพร่หลาย ทั้งในอเมริกา และยุโรป นำไปสู่การคิดค้นและพัฒนายาชนิดใหม่ ออกมามากมาย ต่างจากประเทศไทยมียังติดปัญหาทางด้านกฎหมาย”

รองศาสตราจารย์ ดร.สมเดช กล่าวต่อว่า “ในช่วงเวลาที่ทำการขอเมล็ดพันธุ์กัญชา เพื่อใช้ในการศึกษาค้นคว้าที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา มีความยากลำบาก ต้องใช้เวลา และมีการตรวจสอบอย่างกวดขันเข้มงวด อาทิ ต้องติดตั้งกล้องวงจรปิดตลอด 24 ชั่วโมง รายงานสถานการณ์ไปยัง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ปปส.) และ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ซึ่งไม่สามารถสูญหายได้ หากมีต้นใดต้นหนึ่งเสียหรือตาย ต้องมีหลักฐาน ทุกขั้นตอนต้องใช้เครื่องมือเฉพาะทาง ปลูกในพื้นที่เฉพาะ และอยู่ในการควบคุมดูแลตลอดเวลา

ถ้ากัญชา-กัญชงกลับไปเป็นสารเสพติดจะส่งผลกระทบในด้านใดบ้าง?
ในประเด็นนี้ รองศาสตราจารย์ ดร.สมเดช กล่าวว่า “กฎหมายพระราชบัญญัติ กัญชา-กัญชง เป็นเรื่องละเอียดอ่อน ที่ต้องอาศัยความรอบคอบในการพิจารณา เพราะการร่างให้กัญชา-กันชง กลับไปเป็นยาเสพติด จะส่งผลกระทบในหลายภาคส่วน เช่น ในด้านการแพทย์ การวิจัยเพื่อนำกัญชา-กันชง มาเป็นยารักษาโรค ก็จะหยุดชะงักลง ด้วยความกังวลในด้านกฎหมาย และอีกกลุ่มที่จะได้รับผลกระทบ นั่นก็คือ พี่น้องเกษตรกรผู้เพาะปลูกกัญชา-กัญชง รวมถึงผู้ประกอบการต่าง ๆ ที่ได้ลงทุนไปแล้วในช่วงที่ผ่านมา รวมถึง การจะส่งออกยาไปต่างประเทศก็ไม่สามารถทำได้ เพราะจะถือเป็นการส่งยาเสพติดออกนอกประเทศ อีกด้วย”

รองศาสตราจารย ดร.สมเดช กล่าวอีกว่า “กัญชา-กัญชง มีโทษน้อยกว่าบุหรี่ การที่คนไทยสูบบุหรี่กันอย่างเป็นปกตินั้น ถือเป็นเรื่องที่น่าวิตกกังวล “อะไรที่มากเกินไปจะส่งผลร้ายตามมา” การใช้งานและการบริโภค ควรทำอย่างถูกต้องและถูกวิธี เพราะคุณประโยชน์หรือสรรพคุณของกัญชา ในส่วนของราก ใบ และน้ำมันของต้น สามารถสกัดเป็นน้ำมันกัญชาได้ มีฤทธิ์ในการช่วยลดความเจ็บปวด หากนำไปเป็นส่วนผสมในยาหม่อง ก็จะช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวดได้ดี มีผลช่วยอย่างมากในการชะลอโรคมะเร็ง ตามการวิจัยพบว่า มีสรรพคุณในการบรรเทาอาการเจ็บปวดได้ดีกว่ามอร์ฟีน ที่ใช้ในการบรรเทาอาการเจ็บปวดในแพทย์แผนปัจจุบัน นอกจากนี้ ยังช่วยบรรเทาอาการของโรคพาร์กินสัน โดยช่วยลดอาการการสั่นของร่างกาย รวมถึง น้ำมันกัญชา หากนำมาทาผิว ยังช่วยรักษาโรคสะเก็ดเงิน หรือยาศุขไสยาศน์ ที่อยู่ในตำรับยาแผนไทยที่มีส่วนผสมของกัญชา มีสรรพคุณช่วยบรรเทาความเครียด ทำให้หลับสบาย ซึ่งได้วางจำหน่ายอยู่ในขณะนี้”

แล้วปัญหาที่เกี่ยวข้องกับเยาวชนจะทำอย่างไร?
รองศาสตราจารย์ ดร.สมเดช กล่าวเพิ่มเติมว่า “ให้มองที่วัตถุประสงค์ของการนำกัญชา-กัญชง ไปใช้ ในลักษณะของการเสพเป็นสารเสพติด (พี้) ในข้อนี้ต้องใช้ข้อกฎหมายในการป้องกันควบคุม เพื่อจำกัดกรอบของการใช้งานกัญชา-กันชง “ว่าสามารถใช้ในด้านใดได้บ้าง” และรัฐบาลควรสนับสนุนการให้ความรู้แก่ประชาชน โดยร่วมมือกับสถานศึกษาเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันที่เข้มแข็ง สร้างความเข้าใจที่ดียิ่งขึ้น”

กัญชา-กัญชง สามารถเป็นหนึ่งในพืชเศรฐกิจได้หรือไม่?
รองศาสตราจารย์ ดร.สมเดช กล่าวว่า “นโยบาย “กัญชาเสรี” ถือเป็นเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญ ที่จะทำให้เศรษฐกิจของประเทศไทยมีแนวโน้มเติบโตได้ และเป็นตัวแปรสำคัญที่จะสร้างรายได้ให้แก่ประเทศอย่างมหาศาล การจะค้าขายกัญชา-กัญชง ทั้งภายในและนอกประเทศ ต้องอาศัยความรู้ ความเข้าใจ ควบคู่ไปกับการออกกฎหมายควบคุมอย่างชัดเจนว่า กัญชา-กัญชง ที่สามารถซื้อขายกันได้นั้นสามารถนำไปใช้ในทิศทางใด เพื่อวัตถุประสงค์ใดได้บ้าง โดยตราเป็นกฎหมายที่มีความชัดเจนและรัดกุม ให้ตรงกับวัตถุประสงค์มากที่สุด”

การใช้กัญชา-กัญชง เป็นยากรักษาจะทำให้เกิดผลข้างเคียงหรือไม่?
ในเรื่องนี้ รองศาสตราจารย์ ดร.สมเดช ได้กล่าวว่า “กัญชา-กัญชง มีผลข้างเคียงเช่นเดียวกับยาชนิดอื่น ๆ ที่มีอยู่ในตลาด แต่หากใช้ในปริมาณที่เหมาะสม โดยยึดประโยชน์ทางการแพทย์ ก็จะเป็นประโยชน์อย่างมาก ในเบื้องต้นต้องใช้ระยะในการวิจัยศึกษาค้นคว้าอีกมาก เพื่อดึงศักยภาพภายในสมุนไพรชนิดนี้ออกมาให้ได้มากที่สุด”

การศึกษาที่เกี่ยวกับ กัญชา-กันชง ที่จัดว่าเป็นพืชที่มีคุณสมบัติพิเศษมีระบบการดูแลอย่างไร?
ประเด็นนี้ รองศาสตราจารย์ ดร.สมเดช กล่าวว่า “นักศึกษาในหลักสูตรปริญญาตรี วิทยาลัยสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา จะได้รับการศึกษาจากนายแพทย์เฉพาะทาง นายแพทย์แผนไทย และนักเคมีที่มีความเชี่ยวชาญ โดยในหลักสูตรจะเรียนรู้ใน 3 ช่วง คือ

(ต้นน้ำ) การปลูกอย่างไรเพื่อให้ได้ต้นที่มีความสมบูรณ์แข็งแรง การหาพันธุ์ที่ดี หาอย่างไรและมีลักษณะอย่างไร ปลูกอย่างไรไม่ให้มีปนเปื้อน

(กลางน้ำ) การสกัดตัวน้ำมันของต้นกัญชา-กัญชงออกมา รวมถึงการนำส่วนต่างๆของต้นกัญชา-กัญชงออกมาเป็นหนึ่งในองค์ประกอบของการผลิตยา

(ปลายน้ำ) แปรรูปเป็นยารักษาโรคต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นยาหม่อง หรือผสมในยาแพทย์แผนไทยตำรับต่าง ๆ เป็นหลักสูตรที่ได้รับความสนใจทั้งจากแพทย์แผนปัจจุบัน เภสัชกร นักธุรกิจ โดยมีหลักสูตรตั้งแต่ระดับ ปริญญาตรี-ปริญญาเอก”

การศึกษาเกี่ยวกับกัญชา-กัญชง เรียนแล้วนำไปประกอบอาชีพอะไรได้บ้างในอนาคต?
รองศาสตราจาย์ ดร.สมเดช กล่าวว่า “นักศึกษาที่สำเร็จการศึกษาจะได้รับวุฒิ (วทบ.) วิทยาศาสตรบัณฑิต สามารถใช้ในการสมัครงานตามวุฒิการศึกษาได้ไม่ต่างกับหลักสูตรอื่น ๆ เช่น สมัครเข้ารับตำแหน่งในกระทรวงสาธารณสุข เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือเป็นข้าราชการ ตามที่หน่วยงานต่าง ๆ กำหนดไว้ หรือจะนำความรู้ที่ได้ศึกษาเล่าเรียน ไปต่อยอดสร้างเป็นธุรกิจของตนเองก็ได้เช่นเดียวกัน”

การลงทุนในธุรกิจกัญชา-กัญชง ในแต่ละครั้งใช้ต้นทุนมากขนาดไหน?
รองศาสตราจารย์ ดร.สมเดช กล่าวว่า “ขึ้นอยู่กับหลายองค์ประกอบ ไม่ว่าจะเป็นขนาดของโรงเรือน สำหรับใช้การเพาะปลูก ชนิดของเมล็ดพันธุ์ที่ใช้ ต้องไม่มีสารปนเปื้อน การจ้างคนสำหรับดูแล การให้น้ำให้แสงไฟ หากทำในเชิงธุรกิจจะต้องใช้ต้นทุนที่สูงขั้นต่ำอยู่ที่ประมาณ 5 แสน – 1 ล้านบาท เพราะกัญชา-กัญชง ที่ปลูกเพื่อทำยาทางการแพทย์ต้องมีความบริสุทธิ์ ต้องปลูกในพื้นที่เฉพาะทำให้ต้นทุนในการทำธุรกิจทางด้านนี้ค่อนข้างสูง”

การรักษาผู้ป่วยที่เสพติดกัญชา-กัญชง มีต้นทุนที่สูงจริงหรือไม่?
(จากข้อมูลของสำนักงานข่าวไม่ประสงค์ออกนามที่ได้สำรวจในโรงพยาบาลจังหวัดอ่างทอง)
รองศาสตราจารย์ ดร.สมเดช ได้กล่าวว่า “การรักษาทางการแพทย์ทุกอย่างมีค่าใช้จ่ายเป็นของตนเอง การที่มาเจาะจง แล้วตีความสรุปยอดจากกลุ่มตัวอย่างไม่กี่โรงพยาบาล ไม่สามารถนำมาอ้างอิงทั้งประเทศได้ ถ้ามองดูกันจริง ๆผู้ป่วยที่เป็นพิษสุรา และผู้ป่วยที่ติดสารนิโคตินจากบุหรี่มีมากกว่า และผู้ป่วยที่ติดสารเสพติดให้โทษประเภทยาบ้าก็มีมากกว่าเช่นกัน การจะบอกว่ากัญชา-กัญชง มีผลกระทบร้ายแรงกว่า จากกลุ่มตัวอย่างไม่กี่โรงพยาบาลนั้น ในทางด้านการวิจัยถือว่ายังไม่เพียงพอในการสรุปว่า กัญชา-กัญชง เป็นสิ่งอันตราย ทุกอย่างมีข้อดีข้อเสีย เราควรใช้ในปริมาณที่ถูกต้อง เหมาะสม อะไรที่มากเกินไปจะส่งผลเสียตามมา ในเรื่องของค่าใช้จ่ายทางการรักษาก็มีราคาที่ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย และต้องมาเปรียบเทียบให้ดีว่าถ้าใช้มากเกินไปจะมีโทษ ถ้าใช้ถูกวิธีก็จะมีประโยชน์อย่างมหาศาลต่อประเทศ

“ตรงนี้ต้องชั่งน้ำหนักให้ดีว่าผลเสียหรือผลดีมากว่ากัน และการที่ผู้ป่วยเสพติดจนเกินขนาด อาจเพราะพวกเขายังขาดความรู้ความเข้าใจที่มากพอ ยิ่งปิดกั้นจัดเป็นสารเสพติด ยิ่งกระตุ้นให้พวกเขาอยากรู้อยากลอง ยิ่งเสพยิ่งใช้ในวิธีที่ผิด ๆ และลงไปใต้ดิน การติดตาม การรักษา ก็ทำได้ยาก” รองศาสตราจารย์ ดร.สมเดช กล่าว

รองศาสตราจารย์ ดร.สมเดช กล่าวสุดท้ายว่า “สำหรับผู้ที่มีความสนใจในเรื่องของกัญชา-กัญชง ไม่ว่าจะเป็นนักศึกษาปริญญาตรี กำลังศึกษาอยู่ในระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 หรือเทียบเท่า รวมถึงประชาชนทั่วไปที่มีความสนใจที่จะนำกัญชา-กัญชงไปใช้ทางการแพทย์ เพื่อช่วยชีวิตคน ไม่ใช่เพื่อนการสันทนาการ หรือการเสพ เพื่อสุขภาพที่ดี ขอเชิญชวนให้มาเรียนรู้ มาพิสูจน์ไปด้วยกันว่า “กัญชา-กัญชง มีความปลอดภัย ที่วิทยาลัยสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา”

อรวรณ สุขมา : เรียบเรียง