ถึงเวลาหยุดหว่านแหอุดหนุนราคาน้ำมัน ยกกรณี“มาเลเซีย”กลับลำนโยบายหนุนเฉพาะกลุ่ม

20.11.24 | 14:08 น.

 แม้ว่าการอุดหนุนราคาพลังงานจะเป็นกลไกที่ช่วยลดค่าครองชีพให้ประชาชน แต่ความผันผวนของราคาพลังงานในตลาดโลกเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้หลายๆ ประเทศกลับมาทบทวนนโยบายอุดหนุนราคาพลังงานกันใหม่

ล่าสุด รัฐบาลของประเทศมาเลเซีย ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม เริ่มปรับเปลี่ยนนโยบายอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลจากแบบที่อุดหนุนครอบคลุมทั่วไป เป็นการอุดหนุนแบบมุ่งเป้าเฉพาะกลุ่มให้กับกลุ่มผู้มีรายได้น้อย เช่น ชาวประมง เกษตรกร การขนส่งสาธารณะ ซึ่งรัฐบาลคาดว่ามาตรการนี้จะช่วยประเทศมาเลเซียประหยัดเงินได้ 4,000 ล้านริงกิต หรือประมาณ 31,100 ล้านบาท ช่วยประเทศฝ่าวิกฤตทางการเงินที่กำลังเผชิญอยู่ เพราะตัวเลขอุดหนุนดีเซลของมาเลเซียพุ่งสูงขึ้นมาก โดยปี 2566 ที่ผ่านมาใช้เงินอุดหนุนดีเซลไปถึง 14,300 ล้านริงกิต หรือประมาณ 110,568 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10 เท่านับตั้งแต่ปี 2562 ที่ตัวเลขการอุดหนุนอยู่ที่เพียง 1,400 ล้านริงกิตเท่านั้น

เป็นที่ทราบกันดีว่า มาเลเซียเป็นประเทศที่มีแหล่งน้ำมันขนาดใหญ่ ทำให้มาเลเซียมีรายได้จากการส่งออกน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ รวมถึงค่าภาคหลวง ค่าสัมปทานต่างๆ ทำให้นอกจากมาเลเซียจะไม่เก็บภาษีต่างๆ แล้ว ยังนำเงินรายได้มาอุดหนุนค่าน้ำมันในประเทศ ทำให้สามารถขายน้ำมันให้แก่ประชาชนได้ในราคาถูก

สำหรับประเทศไทยมีกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นกลไกในการเข้าพยุงราคาขายปลีกน้ำมัน โดยเฉพาะในกลุ่มน้ำมันดีเซล โดยก่อนหน้านี้มีนโยบายตรึงราคาดีเซลไว้ที่ 30 บาท/ลิตรเป็นระยะนานมากกว่าทศวรรษ แม้ว่าในปัจจุบันราคาน้ำมันดีเซลเริ่มขยับขึ้นมาอยู่ที่เพดานไม่เกิน 33 บาท/ลิตรแล้ว แต่ก็ยังเป็นราคาต้องใช้เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมาอุดหนุนตรึงราคาไว้เพื่อไม่ให้กระทบค่าครองชีพประชาชน ส่งผลให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงแบกรับภาระการอุดหนุนต่อเนื่อง โดยในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม 2567 ฐานะสุทธิกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงติดลบสูงแตะระดับ 1 แสนล้านบาทอีกครั้งนับตั้งแต่ปี 2565 ที่เกิดการสู้รบระหว่างรัสเซีย-ยูเครน อย่างไรก็ดี ปัจจุบันสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกอ่อนตัวลงมีส่วนช่วยให้สภาพคล่องของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเริ่มดีขึ้นในเดือนสิงหาคม 2567 โดยเริ่มมีรายรับราว 7,000 – 9,000 ล้านบาท/เดือน ส่งผลให้ประมาณการฐานะกองทุนติดลบลดลง ณ วันที่ 17 พฤศจิกายน 2567 เหลือ 87,694 ล้านบาท (โดยแบ่งเป็นบัญชีน้ำมันติดลบ 40,252 ล้านบาท บัญชี LPG 47,442 ล้านบาท)

ประเทศในกลุ่มอาเซียนหลายประเทศกำลังประเมินนโยบายการอุดหนุนราคาน้ำมันใหม่ เพราะทิศทางของแต่ละประเทศต้องขับเคลื่อนส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดทดแทนเชื้อเพลิงฟอสซิลมากขึ้น และยังต้องคำนึงถึงสถานะทางการคลังของประเทศอีกด้วย

Advertisement

ถึงแม้ว่าเป็นความจริงที่ว่า การอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลจะมีข้อดีที่ช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชน กระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ แต่ข้อเสียก็มีอยู่ไม่น้อยเช่นกัน ทั้งค่าใช้จ่ายของภาครัฐเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจกระทบต่อสถานะทางการเงินการคลังของประเทศ เช่น กรณีต้องลดภาษีสรรพสามิตดีเซลลง และยังทำให้ไม่เกิดการประหยัดมีการใช้พลังงานอย่างไม่มีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังส่งผลให้การพัฒนาพลังงานหมุนเวียน เพื่อเร่งลดก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้นจากภาคพลังงานอันเป็นพันธกรณีระดับประเทศดำเนินไปได้อย่างล่าช้า

กรณีการปรับนโยบายอุดหนุนราคาน้ำมันของมาเลเซียไม่เป็นแบบเหวี่ยงแห น่าจะเป็นกรณีศึกษาให้ไทยว่า อาจถึงเวลาที่ต้องพิจารณานโยบายอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลเป็นแบบเฉพาะกลุ่มเช่นกัน โดยมุ่งไปให้กับกลุ่มเปราะบางเป็นหลัก