5 คำถามสำคัญ ก่อนการ Transiton ธุรกิจครอบครัว

15.12.24 | 09:00 น.

แม้ผู้นำธุรกิจครอบครัว (Family Business) จะต้องการส่งต่อธุรกิจของตนเองจากรุ่นสู่รุ่นให้ยาวนานและยั่งยืน ทว่า ในความเป็นจริงแล้ว ต้องยอมรับว่า ยังมีผู้นำธุรกิจครอบครัวถึง 70% ที่ไม่ได้เตรียมแผนการเกษียณของตนเองและแผนการสืบทอดธุรกิจ ซึ่งอาจจะทำให้ภาพรวมการดำเนินธุรกิจของครอบครัวต้องตกอยู่ในภาวะความเสี่ยง จนถึงกับ “ไปต่อไม่ได้”

ทั้งนี้ เพื่อให้การเตรียมการเพื่อสืบทอดธุรกิจครอบครัวเป็นไปอย่างรรางรื่น รองศาสตราจารย์ ดร.เอกชัย อภิศักดิ์กุล รองอธิการบดีอาวุโส สายงานธุรกิจองค์กร มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และ ผู้ก่อตั้ง FAMZ บริษัทปรึกษาธุรกิจครอบครัว ได้แบ่งปันมุมคิดและมุมมองที่น่าสนใจ จากประสบการณ์ในฐานะผู้เชี่ยวชาญธุรกิจครอบครัวที่คร่ำหวอดมานานนับทศวรรษกับผู้ประกอบการธุรกิจครอบครัวได้อย่างน่าสนใจ ดังนี้

  1. “แผนการเกษียณ” กับ “แผนเตรียมความพร้อมให้กับทายาท” อะไรควรทำก่อนหรือหลัง

ตรงนี้แล้วแต่กรณีและเงื่อนไขของแต่ละครอบครัว สำหรับในภาพรวมสามารถวางแผนและดำเนินการควบคู่กันไปได้ เพียงแต่สิ่งที่ต้องระลึกไว้เสมอด้วย นั่นคือการเตรียมพร้อมสำหรับทายาทธุรกิจนั้น ต้องใช้ระยะเวลา อีกทั้งเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่อาจมีปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้อง และระหว่างสมาชิกครอบครัว ตลอดจนความเหมาะสม การเตรียมการเพื่อพัฒนาศักยภาพของทายาทให้เหมาะสมกับตำแหน่งผู้นำธุรกิจครอบครัวด้วย

 ขณะเดียวกัน ในส่วนของทายาทเองก็ควรต้องตระหนักและมี 3 มุมมองที่สำคัญด้วย นั่นคือ

Advertisement
  • มองตน เป็นการเตรียมตนเองก่อนที่จะเป็นทายาทธุรกิจ โดยควรเข้าสู่ธุรกิจของครอบครัวตั้งแต่วัยเด็ก ก่อนเข้าสู่ธุรกิจเต็มตัว หรือจะเรียกว่า “การฝังตัว” ก็ย่อมได้เหมือนกัน เพื่อให้มีความสนใจในธุรกิจ ไปพร้อมกับสั่งสมความรู้ ประสบการณ์ ก่อนการรับมอบตำแหน่ง และได้เห็นบทบาท รวมถึงภาวะผู้นำของผู้ส่งมอบ
  • มองธุรกิจ การที่ทายาทจะขึ้นเป็นผู้นำธุรกิจครอบครัวนั้น “การฝังตัว” ในธุรกิจมาแต่เด็ก แน่นอนว่า ย่อมจะช่วยให้มีความรู้ความเข้าใจกับธุรกิจของตนเอง แต่แค่นี้อาจจะยังไม่พอ เนื่องจากทายาทจะต้องหมั่นหาองค์ความรู้ และทักษะเพิ่มเติมให้ตนเองอยู่เสมอ
  • มองพนักงาน เนื่องจากการบริหารธุรกิจครอบครัวจะเติบโตได้อย่างยั่งยืนนั้น ครอบครัวไม่สามารถทำงานกันเองได้เพียงลำพัง แต่ต้องมีพนักงานช่วยขับเคลื่อนให้ธุรกิจเติบโต ดังนั้น จึงควรให้ความสำคัญกับพนักงาน โดยคำนึงถึงผลประโยชน์และความผาสุกของพนักงานเป็นสำคัญ

นอกจากนี้ ยังต้องพยายามรักษาพนักงานที่มีความรู้ ความสามารถให้อยู่กับองค์กร และแสวงหาคนดี คนเก่ง เข้ามาอยู่กับองค์กรด้วย

2.เตรียมการก่อนเกษียณต้องทำอย่างไร หากทายาทไม่คิดจะสืบทอดธุรกิจ

สำหรับความคิดที่จะออกจากธุรกิจ หรือเกษียณตนเองนั้น เราพบสถิติที่เกิดขึ้นจริงว่า กว่าครึ่ง (52%) ตั้งใจที่จะขายธุรกิจ และ 18% วางแผนที่จะปิดกิจการ มีเพียง 20% เท่านั้นที่วางแผนจะมอบให้กับครอบครัว

นี่จึงเป็นประเด็นที่สะท้อนว่า การออกจากธุรกิจนั้น ควรต้องวางแผนล่วงหน้าและต้องเตรียมความพร้อมไม่น้อยไปกว่ากัน เนื่องจากผลการศึกษาจากหลายสำนักก็ยืนยันตรงกันว่า เจ้าของธุรกิจเกือบครึ่งหนึ่ง ไม่มีกลยุทธ์ในการออกจากธุรกิจ หนำซ้ำเจ้าของธุรกิจที่ขยายธุรกิจมาหลายปี ก็อาจมาถึงจุดที่ใกล้สิ้นสุดแล้ว โดยเจ้าของอาจจะตั้งใจขายธุรกิจ ขายสินทรัพย์ เพื่อเป็นทุนสำหรับการเกษียณ หรือส่งต่อธุรกิจให้กับสมาชิกในครอบครัว ซึ่งจำเป็นต้องมีการวางแผนอย่างรัดกุม เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์อย่างที่ตั้งใจไว้

3.ลดความเสี่ยงอย่างไร? กับแผนการเกษียณ จากธุรกิจครอบครัว

โดยทั่วไป ผู้ประกอบการมักจะเชื่อมั่นความสามารถของตนเอง ว่ามีวิสัยทัศน์ที่ดีในการสร้างและดำเนินธุรกิจที่สร้างมา ซึ่งนั่นยังไม่เพียงพอสำหรับความสำเร็จของการเป็นผู้ประกอบการธุรกิขครอบครัว เนื่องจากยังมีประเด็นอื่น ๆ

เช่น การเตรียมแผนสำรองสำหรับสถานการณ์ฉุกเฉิน อาทิ การเจ็บป่วย การเสียชีวิตอย่างกะทันหัน การหย่าร้าง ความเหนื่อยหน่าย หรือการล้มละลาย ฯลฯ  ในทางตรงกันข้าม หากว่าผู้นำธุรกิจครอบครัวมีการเตรียมแผนกลยุทธ์ที่ดีล่วงหน้า การออกจากธุรกิจอย่างที่วางแผนไว้ ก็จะช่วยให้การตัดสินใจต่าง ๆ มีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน สามารถวัดความก้าวหน้าต่อเป้าหมายได้มากขึ้น อีกทั้งช่วยให้การตัดสินใจในชีวิตประจำวันมีกลยุทธ์มากขึ้น และมีโอกาสเพิ่มมูลค่าตลาดและสินทรัพย์ของตน เพื่อให้ได้ราคาดีที่สุดเมื่อต้องก้าวออกจากธุรกิจด้วย

  1. ในทางปฏิบัติ “การถ่ายโอนความเป็นเจ้าของ” ควรต้องมีหลักการอย่างไร

การส่งต่อธุรกิจให้ทายาท สำหรับบางธุรกิจครอบครัว อาจยากกว่าการขายให้คนอื่นเสียอีก เพราะไม่ใช่แค่เรื่องเงินเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับความรู้สึกของสมาชิกในครอบครัว แล้วยังอาจลุกลามกลายเป็นความขัดแย้งด้วย ดังนั้น จึงควรจัดทำแผน หรือข้อตกลงเป็นลายลักษณ์อักษร พร้อมระบุเป้าหมายและขั้นตอนที่จำเป็นอย่างชัดเจน และควรจัดทำแผนนี้ ก่อนออกจากธุรกิจ

อย่างไรก็ตาม การส่งต่อธุรกิจให้กับทายาทมีหลายวิธี แต่ก็ไม่มีสูตรสำเร็จว่า วิธีใดจะดีที่สุด เนื่องจากทุกครอบครัวมีลักษณะเฉพาะที่จะต้องคำนึงถึง และวิธีการถ่ายโอนที่จะกล่าวถึง ก็อาจนำเอาหลาย ๆ วิธีมาผสมผสานกันเพื่อประยุกต์ใช้ได้ นั่นคือ

ขายธุรกิจ วิธีนี้พบได้บ่อย แต่ก็มีทายาทจำนวนมากที่อาจไม่มีเงินเพียงพอจะซื้อธุรกิจทั้งหมดในครั้งเดียว ในกรณีเช่นนี้ พ่อแม่อาจต้องจัดหาสินเชื่อ หรือการกู้ยืมสำหรับการขายให้ และอนุญาตให้ลูกชำระเงินคืนในระยะเวลาที่กำหนด แต่มีข้อควรระวัง นั่นคือ ควรตั้งราคาที่เป็นธรรม คำนึงถึงค่าใช้จ่ายด้านภาษี และอำนาจในการควบคุม หากพ่อแม่ยังคงต้องการมีส่วนร่วมในธุรกิจ

มอบธุรกิจเป็นของขวัญ ในลักษณะของการมอบหุ้นบริษัทให้กับทายาท ไม่ใช่การขาย ซึ่งมีข้อดีตรงที่การโอนประเภทนี้จะไม่ถูกเก็บภาษี ต่างจากการขายธุรกิจตรงที่บริษัทจำเป็นต้องมีรายได้มากกว่าเงินที่ได้รับจริงหลังจากที่ทำธุรกรรม เพื่อให้ครอบคลุมภาษีที่ต้องจ่าย นอกจากนี้ ยังจะช่วยลดมูลค่าทรัพย์สินของพ่อแม่ และหลีกเลี่ยงภาษีมรดกในอนาคตได้ แต่ก็มีข้อเสียตรงที่พ่อแม่จะไม่ได้รับเงินสำหรับการเกษียณ ดังนั้น พ่อแม่จึงต้องมั่นใจว่าจะมีรายได้เพียงพอเพื่อใช้จ่ายในอนาคต

ส่งต่อธุรกิจให้ตามพินัยกรรม แม้ว่าแนวทางนี้ จะช่วยให้พ่อแม่รักษาอำนาจควบคุมบริษัท และหลีกเลี่ยงความขัดแย้งในครอบครัวได้ในตอนนี้ แต่หลังจากที่พ่อแม่เสียชีวิตไปแล้ว ก็อาจจะเกิดความขัดแย้งมากขึ้น ได้เช่นกัน หากไม่สามารถจัดการบริษัทได้อีกต่อไป การส่งต่อธุรกิจให้ตามพินัยกรรม จะช่วยให้ลูกได้รับการปรับมูลค่าทรัพย์สินตามราคาตลาดในวันที่พ่อแม่เสียชีวิต ทั้งนี้ ต้องจำไว้ว่า ลูกจะบริหารจัดการบริษัทได้อย่างรอบคอบมากขึ้น หากถึงเวลาที่ต้องใช้เงินของตัวเองในการบริหารธุรกิจ

ส่งต่อธุรกิจผ่านทรัสต์ แนวทางนี้ ควรใช้กับผู้เชี่ยวชาญที่คุ้นเคยกับทรัสต์เท่านั้น ซึ่งควรปรึกษากับที่ปรึกษากฎหมายเพื่อทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับการใช้ทรัสต์เพื่อวางแผนมรดก เนื่องจากการถ่ายโอนธุรกิจครอบครัวไปสู่รุ่นต่อไปมีความซับซ้อน ดังนั้น จึงควรขอคำแนะนำจากที่ปรึกษาด้านภาษีและพิจารณาการเงินเพื่อการเกษียณของตนอย่างรอบคอบ อย่างไรก็ตาม การจัดตั้งทรัสต์ในประเทศไทย ปัจจุบันได้ถูกยกเลิกไปแล้ว หากจะตั้งทรัสต์ของครอบครัว จึงต้องไปตั้งต่างประเทศ

  1. การผลัดรุ่นขึ้นบริหารธุรกิจครอบครัว มีปัญหาใดที่ต้องคำนึงถึงหรือไม่

เนื่องจากขนาดธุรกิจธุรกิจครอบครัวมีความหลากหลายอย่างมาก ตั้งแต่ร้านขายของชำจนถึงบริษัทมืออาชีพ นี่จึงทำให้แต่ละบริษัทต้องเผชิญกับปัญหาการเปลี่ยนรุ่นในสถานการณ์ที่แตกต่างกันมาก แต่ก็มีแนวทางที่สามารถรับมือกับดำเนินการเปลี่ยนรุ่นในรูปแบบธุรกิจที่แตกต่างกัน ดังนี้

5.1 ธุรกิจขนาดย่อมที่เจ้าของทำธุรกิจด้วยตนเองทั้งหมด ธุรกิจเหล่านี้ดำเนินการในตลาดที่มีคู่แข่งจำนวนมาก และโดยทั่วไปลูกค้าก็มักติดต่อกับผู้ก่อตั้งอยู่แล้ว เช่น ช่างไฟฟ้า ทนายความ สำนักงานบัญชี ทันตแพทย์ ฯลฯ สำหรับธุรกิจประเภทนี้ สิ่งที่สำคัญในการเปลี่ยนรุ่น คือ การชักนำให้สมาชิกในครอบครัวที่มีความสามารถและเต็มใจที่จะเข้ามารับช่วงต่อธุรกิจอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะธุรกิจที่มีลักษณะเฉพาะตัวหากไม่มีผู้สืบทอดที่เป็นสมาชิกในครอบครัว อาจต้องเตรียมเลิกกิจการในที่สุด

5.2 ธุรกิจที่มีผู้ก่อตั้งเป็นผู้นำที่โดดเด่น โดยมีผู้สืบทอดที่เหมาะสมภายในครอบครัว ธุรกิจประเภทนี้ การเปลี่ยนรุ่นเกิดขึ้นเป็นปกติ  หนึ่งในองค์ประกอบสำคัญสุด คือ การที่สมาชิกในครอบครัวเข้ามารับช่วงต่อจากผู้ก่อตั้งทันเวลาและเป็นผู้บริหารที่พึ่งพาตนเองได้ โดยไม่ต้องการความช่วยเหลือจากผู้อยู่เบื้องหลังอีกต่อไป อย่างไรก็ตาม สมาชิกในครอบครัวคนใหม่ควรได้รับการแนะนำจากผู้นำคนเก่าให้รู้จักกับความสัมพันธ์ต่าง ๆ ที่มีอยู่ในธุรกิจและบริหารธุรกิจควบคู่กันไปด้วย แม้อาจจะต้องใช้ระยะเวลาหลายปี จากนั้นผู้นำคนเก่าจึงเปลี่ยนไปทำหน้าที่ช่วยเหลือผู้นำคนใหม่อยู่เบื้องหลังแทน

5.3 ธุรกิจที่มีสมาชิกหลายรุ่น (Multi-Generation) ที่มีส่วนร่วมในการดำเนินธุรกิจ การเปลี่ยนรุ่นอาจดูเหมือนเป็นเรื่องง่าย แต่การเลือกผู้นำคนใหม่ อาจทำให้เกิดการต่อสู้ แย่งชิง จนลุกลามถึงขั้นที่ธุรกิจต้องปิดตัวลง ด้วยเหตุนี้ ผู้นำธุรกิจครอบครัวจึงจำเป็นต้องมีความชัดเจนตั้งแต่เริ่มกระบวนการเปลี่ยนรุ่นว่า ใครจะเป็นผู้สืบทอด ใครจะเป็นผู้ตัดสินใจขั้นสุดท้ายในประเด็นใดบ้าง โดยอาจแบ่งเป็นด้านต่าง ๆ และระบุให้ชัดเจนว่า ใคร รับผิดชอบด้านใด ด้วยกฎภายในองค์กรที่เที่ยงตรง

5.4 ธุรกิจครอบครัวที่ไม่มีผู้สืบทอด มี 2 ทางเลือก คือ การขายธุรกิจ หรือเลิกกิจการ อย่างไรก็ตาม ธุรกิจที่ต้องเตรียมพร้อมสำหรับการขายกิจการ กระบวนการและการบัญชีต้องโปร่งใส มิฉะนั้นแล้วเจ้าของคนใหม่จะไม่สามารถเข้าควบคุมธุรกิจได้อย่างราบรื่น ในเวลาที่รวดเร็ว ดังนั้น จึงพบว่า ผู้ก่อตั้งมักจะถูกจ้างใหม่โดยเจ้าของใหม่ในฐานะที่ปรึกษาตามสัญญาหรือการจ้างงาน เพื่อช่วยให้การเปลี่ยนผ่านเป็นไปอย่างราบรื่นนั่นเอง

ความท้าทายของการสืบทอดธุรกิจครอบครัวแบบไทย

สำหรับการสืบทอดตำแหน่งผู้นำ และการสืบทอดธุรกิจ เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้สำหรับธุรกิจครอบครัวส่วนใหญ่ แต่ก็มักจะกลายเป็นปัญหาสำคัญที่ต้องหาทางป้องกันหรือแก้ไขเสียแต่เนิ่น ๆ แม้เรื่องนี้อาจจะถูกมองว่ายากหรือซับซ้อนเกินไป หรือกลไกการกำกับดูแลที่มีอยู่ ไม่เอื้อกับวางแผนสืบทอดตำแหน่ง แต่ก็ขอย้ำว่า เรื่องนี้จำเป็นจริง ๆ และต้องมีการจัดการและการควบคุมอย่างเหมาะสม ไม่ใช่จัดการกันเป็นครั้ง ๆ ไป

แม้ธุรกิจครอบครัวส่วนใหญ่ จะตระหนักถึงความจำเป็นในการวางแผนสืบทอดตำแหน่งผู้นำ แต่น้อยมากที่จะดำเนินการจัดทำแผนอย่างเป็นทางการ และจัดสรรความรับผิดชอบในการดำเนินการ  ซึ่งอาจเป็นเพราะซีอีโอของธุรกิจครอบครัวจะอยู่ในตำแหน่งเป็นระยะเวลา 3 – 4 เท่ากับของซีอีโอในธุรกิจทั่วไป ซึ่งการดำรงตำแหน่งซีอีโอในระยะยาวนี้เอง อาจทำให้จัดลำดับความสำคัญของการวางแผนสืบทอดตำแหน่งผิดพลาด เพียงเพราะดูเหมือนว่าจะมีเวลาเหลือเฟือ ซึ่งไม่ได้หมายความว่า ปัญหานี้ควรถูกปล่อยทิ้งไว้

นอกจากนี้ ยังมีอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้แผนการสืบทอดอาจถูกมองข้ามไป คือ ครอบครัว หรือธุรกิจขาดโครงสร้างการกำกับดูแลที่เหมาะสม เช่น คณะกรรมการ สภา ครอบครัว และสมัชชาครอบครัวที่มีศักยภาพ เพื่อช่วยทำให้ความสัมพันธ์ระหว่าง “ความเป็นเจ้าของธุรกิจ กับ  ผู้บริหารและครอบครัว” มีความสมดุลและสามารถเชื่อมโยงได้อย่างเหมาะสม

โดยทั่วไป การวางแผนสืบทอดตำแหน่งควรใช้เวลา 3 – 7 ปี หรืออาจนานกว่านั้น ทั้งนี้ ความรับผิดชอบหลักอย่างหนึ่งของคณะกรรมการบริษัท คือ การวางแผนและคัดเลือกผู้สืบทอดตำแหน่งผู้นำธุรกิจ ซึ่งควรต้องพิจารณาที่ความสามารถมากกว่าสายเลือด และเพื่อให้สมาชิกในครอบครัวที่เข้ามาเป็นผู้บริหารระดับสูง ประสบความสำเร็จในธุรกิจครอบครัวที่มีอายุยืนยาว และให้ความสำคัญกับการศึกษา ค่านิยมครอบครัว ประสบการณ์การทำงานที่จำเป็นสำหรับสมาชิกในครอบครัวที่ต้องการเข้าร่วมในธุรกิจครอบครัวด้วย

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายอีกด้านหนึ่ง ก็มาจากการที่ผู้นำธุรกิจครอบครัว “อยากวางมือ แต่ยากวางใจ” ซึ่งก็มีสาเหตุหลายประการ เช่น

  • กลัวสิ่งที่อยู่ภายนอกธุรกิจ เพราะชีวิตของตนเองมีความสุขกับการมุ่งโฟกัสไปที่ธุรกิจมาตลอด
  • มองไม่เห็นคนอื่นในบริษัท ครอบครัวหรือคนนอกที่จะรู้จัก รัก ยอมลำบากและพยายามสร้างความสำเร็จให้กับธุรกิจได้มากเท่าที่ตนเคยทำมา
  • อยากปกป้องพนักงานหรือครอบครัวที่มีค่าของตน จากปัญหาในเรื่องของสายการบังคับบัญชา
  • ขาดการเตรียมตัวด้านการเงิน
  • มองว่า การออกจากตำแหน่งผู้นำจะลดทอนอำนาจของตน และเป็นปัญหากับสถานภาพและถูกด้อยค่า

แม้การสืบทอดตำแหน่งไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะจัดการกับผู้เกษียณ ธุรกิจ หรือ ครอบครัว แต่หากกระบวนการมีโครงสร้างและการจัดการที่เหมาะสม ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่ายจะมีความมั่นใจในผลลัพธ์ที่ตามมาเอง เพราะไม่ว่าจะทำธุรกิจประเภทใดก็ตาม สิ่งสำคัญ คือ ต้องเริ่มเตรียมความพร้อมสำหรับการสืบทอดกิจการเสียแต่เนิ่น ๆ เพื่อที่ว่าเมื่อถึงเวลาจริง จะได้มีความพร้อมเสมอไม่ว่าจะต้องเปลี่ยนรุ่นด้วยสาเหตุใดก็ตาม และกระบวนการเปลี่ยนผ่าน จะได้เป็นไปอย่างราบรื่นตามแผนที่วางเอาไว้ล่วงหน้าอย่างมีประสิทธิภาพ