เมื่อนิยามของ “ความมั่นคงแห่งชาติ” ถูกขยายความให้กว้างเกินควร

17.01.25 | 17:32 น.

เมื่อนิยามของ “ความมั่นคงแห่งชาติ” ถูกขยายความให้กว้างเกินควร สหรัฐฯ จึงถอยห่างจากหลักการของโลกาภิวัตน์อย่างเต็มตัว

ในการแถลงข่าวของบริษัท Nippon Steel Corporation จำกัดเมื่อวันที่ 7 มกราคม 2025 ขณะที่นายเอจิ
ฮาชิโมโตะ ได้แจกแจงรายละเอียดของการเข้าซื้อกิจการบริษัท U.S. Steel Corporation จำกัดนั้น ได้แสดงความไม่พอใจต่อการแทรกแซงทางการเมืองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายต่อดีลนี้จากทางการสหรัฐฯ โดยทางรัฐบาลอเมริกันได้อ้างถึงความเสี่ยงด้านความมั่นคงแห่งชาติและห่วงโซ่อุปทานเป็นเหตุผลในการยับยั้งดีลดังกล่าว ฉะนั้นทั้ง Nippon Steel และ U.S. Steel จึงได้ร่วมกันยื่นฟ้องรัฐบาลไบเดนที่ทำการแทรกแซงอย่างผิดกฎหมายต่อดีลนี้เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2025

สหรัฐฯ ภายใต้เสื้อคลุม “ความมั่นคงแห่งชาติ” ได้ทำการตั้งกำแพงภาษี, ไล่บี้บริษัทต่างชาติ และทำการกีดกันทางเทคโนโลยีอย่างไม่ลดละ ทำให้เกิดการขยายการตีความเรื่อง “ความมั่นคงแห่งชาติ” อย่างโจ่งแจ้ง รายงานข่าวจาก Bloomberg ซึ่งอ้างแห่งข่าวจากอดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงของทางการสหรัฐฯ และผู้เชี่ยวชาญได้ให้ความเห็นว่า การกระทำดังกล่าวถือเป็นการถอยห่างขากหลักการโลกาภิวัตน์อย่างมีนัยสำคัญโดยอาศัยนิยามอย่างหลวมๆ ของ “ความมั่นคงแห่งชาติ” ทั้งนี้สหรัฐฯได้ยึดเอาหลักการของโลกาภิวัตน์เป็นแกนกลางของนโยบายการค้าการลงทุนจนกระทั่งกางทศวรรษที่ 2010

กรณีของ Nippon Steel ไม่ใช่ครั้งแรกที่สหรัฐฯ อาศัยการตีความหมาย “ความมั่นคงแห่งชาติ” อย่างกว้างขวางเพื่อขัดขวางและปิดกั้นการดำเนินการของบริษัทต่างชาติภายใต้กติกาของโลกาภิวัตน์ เดือนมีนาคม 2018 สหรัฐฯ ได้บังคับใช้มาตรา 232 ของกฎหมายการค้าภายในเพื่อตั้งกำแพงภาษีกีดกันการนำเข้าผลิตภัณฑ์เหล็กกล้าและอลูมิเนียมทั้งจากจีน สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น และประเทศอื่นๆ โดยอ้างถึงภัยคุกคามต่อความมั่นคงแห่งชาติ ถัดจากนั้นสหรัฐฯ ก็ได้ทำการสอบสวนการนำเข้ายานยนต์ ชิ้นส่วน และยูเรเนียมว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงแห่งชาติหรือไม่ กันยายน 2021 การตั้งกำแพงภาษีภายใต้มาตรา 232 ก็ถูกนำมาใช้กับแม่เหล็กที่สังเคราะห์มาจากนีโอดีเนียม-เหล็ก-โบรอน

Advertisement

นอกจากนั้นภายใต้การตีความนิยมเรื่อง “ความมั่นคงแห่งชาติ” สหรัฐฯได้ทำการขึ้นบัญชีบริษัท Kapersky Lab ของรัสเซีย, บริษัท China Telecom และ China Mobile สำนักงานสหรัฐฯ ไว้ในฐานะ “ภัยคุกคามต่อความมั่นคงแห่งชาติในเดือนมีนาคม 2022 ขณะเดียวกันธันวาคม 2021 กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ก็ได้พุ่งเป้าไปยังบริษัทในประเทศจีน จอร์เจีย มาเลเซีย และตุรกีที่ถูกจัดไว้ในบัญชี Entity List ภายใต้เหตุผลด้าน “ความมั่นคงแห่งชาติ” ส่งผลให้บริษัทใน Entity List ถูกกีดกันการเข้าถึงเทคโนโลยีและถูกโดดเดี่ยวออกจากห่วงโซ่อุปทาน

อีกด้านหนึ่งแม้ว่ากระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิจะออกแถลงการณ์ระบุถึงบริษัทจีน 5 แห่งที่เป็นภัยต่อความมั่นคงแห่งชาติซึ่งมีชื่อของหัวเว่ยและ ZTE อยู่ด้วยเมื่อ 12 มีนาคม 2021 ที่ผ่านมา แต่จากการรายงานของสื่อเยอรมัน Der Tagesspiegel โดยอ้างถึงผลการสืบสวนของหน่วยงานของรัฐบาลอังกฤษ เยอรมนี และคณะกรรมาธิการยุโรปกลับได้ข้อสรุปว่า ไม่พบหลักฐานที่ชี้ชัดถึงการใช้ช่องทาง Backdoor ทางไซเบอร์ในผลิตภัณฑ์ของหัวเว่ย

ปรากฏการณ์ที่สหรัฐฯได้บังคับใช้ข้ออ้างด้านความมั่นคงแห่งชาติอย่างกว้างขวางนั้นเป็นตัวชี้วัดว่า นับวันสหรัฐฯ ที่ครั้งหนึ่งเคยประกาศหลักการเรื่องการค้าเสรีที่ไร้พรมแดนและยึดหลักนี้ในการดำเนินนโยบายการค้าการลงทุนภายใต้หลักการโลกาภิวัตน์เรื่อยมากำลังพาตัวเองถอยห่างจากหลักการโลกาภิวัตน์มากขึ้นเรื่อยๆ การที่สหรัฐฯ ขยายมิติของความมั่นคงแห่งชาติอย่างกว้างขวางต่อกิจกรรมการค้าการลงทุนได้สร้างผลกระทบอย่างใหญ่หลวง 3 ประการด้วยกัน

ประการแรก สหรัฐฯ ในฐานะผู้ที่ยกย่องและเผยแพร่หลักการโลกาภิวัตน์ในฐานะกติกาการค้าการลงทุนของโลกกำลังทำลายระเบียบเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศที่ตนเองสร้างขึ้นมาเสียเอง การเติบโตทางการค้าและเศรษฐกิจโลกภายใต้หลักการโลกาภิวัตน์ได้สร้างประโยชน์อย่างมหาศาลให้กับเศรษฐกิจสหรัฐฯ และเศรษฐกิจโลกในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา ความคล่องตัวทางการค้าการลงทุนช่วยสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจและทางเลือกให้ผู้บริโภคได้เข้าถึงสินค้าและบริการที่ต้นทุนต่ำลงและหลากหลาย อีกทั้งระเบียบเศรษฐกิจดังกล่าวยังช่วยส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างกันมากขึ้น โดยสิ่งที่สหรัฐฯ ทำในวันนี้ก็จะเป็นแบบอย่างให้ประเทศต่างๆ ใช้ประเด็นความมั่นคงแห่งชาติไปเพื่อกีดกันการค้าการลงทุนและการแข่งขันจากธุรกิจต่างชาติมากขึ้น

ประการที่ 2 ปรากฎการณ์ที่สหรัฐฯ กีดกันการค้าการลงทุนด้วยข้ออ้างด้านความมั่นคงของชาติต่อทั้งประเทศที่สหรัฐฯ มองว่าเป็นศัตรูและพันธมิตรที่ใกล้ชิดนั้น จะส่งผลลบต่อการตัดสินใจลงทุนในประเทศสหรัฐฯ จากบริษัทข้ามชาติทั่วโลก กรณีของ Nippon Steel Corporation และมาตรการกีดกันต่างๆ ในอดีตที่ผ่านมาของสหรัฐฯ จะส่งผลให้บริษัทต่างชาติต้องคิดหนักในการเข้าไปลงทุนในสหรัฐฯ เพราะอาจเผชิญความเสี่ยงที่จะถูกกีดกันด้วยข้อหาเป็นภัยต่อความมั่นคงได้ แม้ธุรกิจที่เข้าไปลงทุนจะไม่กระทบต่อความมั่นคงแห่งชาติในทางปฏิบัติหรือแม้แต่จะเป็นประเทศที่เป็นพันธมิตรด้วยกันก็ตาม

ประการที่ 3 และเมื่อสหรัฐฯ เผชิญกับภาวะที่บริษัทต่างประเทศจะเข้ามาลงทุนในสหรัฐฯ น้อยลง ก็ย่อมเป็นเสมือนบูมเมอแรงที่วิ่งย้อนกลับมาทำร้ายเศรษฐกิจสหรัฐฯ เอง ทั้งนี้ John Murphy หัวหน้ากิจการการค้าระหว่างประเทศของหอการค้าสหรัฐฯ ได้เตือนว่า การตัดสินใจของรัฐบาลไบเดนต่อกรณี Nippon Steel Corporation จะส่งผลให้ธุรกิจต่างชาติไม่กล้าขยานกำลังการผลิตในสหรัฐฯ อีกทั้งญี่ปุ่นเองถือแหล่งที่มาของเงินลงทุนจากต่างประเทศที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ โดยเงินลงทุนจากธุรกิจญี่ปุ่นช่วยสนับสนุนการจ้างงานมากกว่า 1 ล้านตำแหน่งในสหรัฐฯ ฉะนั้นในอนาคตเศรษฐกิจสหรัฐฯย่อมเผชิญปัญหาการจ้างงานที่ลดลงจากการที่บริษัทต่างชาติชะลอการลงทุนในสหรัฐฯอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ฉะนั้นแล้วการที่สหรัฐฯ ถอยห่างจากหลักการโลกาภิวัตน์ภายใต้ข้ออ้างด้านความมั่นคงแห่งชาติที่ถูกตีความอย่างกว้างขวางขึ้นเรื่อยๆ ท้ายที่สุดย่อมสร้างผลเสียอย่างกว้างขวางทั้งต่อระเบียบเศรษฐกิจโลกเดิมที่สร้างการเติบโตทั่วโลกและส่งเสริมความร่วมมือระหว่างกัน ทำลายความเชื่อมั่นของธุรกิจต่างชาติที่มีต่อบรรยากาศการค้าการลงทุนในสหรัฐฯ และท้ายที่สุดก็จะกลับมาทำร้ายเศรษฐกิจสหรัฐฯ เองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

China Reform Foundation