“สถานพยาบาลกุสินาราคลินิก” วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ อินเดีย ได้รับพระมหากรุณาธิคุณไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ รัชกาลที่ 10 ทรงโปรด “สืบสาน ต่อยอด” ยังความปลื้มปิติแด่พระสงฆ์ ปวงชนชาวไทยและอินเดีย ผู้ใช้บริการโรงพยาบาลพระพุทธเจ้า ปี’68 เตรียมก่อสร้างอาคารกว่า 90 ล้านบาท คิดค่าบริการแค่ 12 รูปี และ “รักษาฟรี” ทุกวันพระ 8 และ 15 ค่ำ มาร่วมต่อลมหายใจผู้คน ต่ออายุพระพุทธศาสนา ด้วยกัน

พระวิเทศวชิรญาณ วิ.(ดร.สมพงษ์ ญาณธีโร) เจ้าอาวาสวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ เมืองกุสินารา รัฐอุตตรประเทศ สาธารณรัฐอินเดีย เปิดเผยว่า ในเดือนกุมภาพันธ์ 2568 พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรด “สืบสาน ต่อยอด พัฒนา” รับ “สถานพยาบาลกุสินาราคลินิก วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์” ไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ ส่งผลถึงพระสงฆ์ ชาวไทย และชาวอินเดีย ที่มารับการรักษาต่างพากันปลื้มใจสถานพยาบาลแห่งนี้ซึ่งเปิดมาตั้งแต่ปี 2542 อยู่เคียงคู่วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์มาตั้งแต่ต้น เรียกว่า “โรงพยาบาลบอดี้ แอนด์ มายด์ : Body & Mind” เปิดรักษาทั้ง “ใจและกาย” โดยใช้พื้นที่รักษากายในอาคาร 2 ชั้น ได้แก่ ชั้น 1 จ้างหมออาสาชาวอินเดียมารักษาคนอินเดีย ชั้น 2 หมอไทยรักษาคนไทย ทางกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ของไทยส่งทีมแพทย์มาดูแลผู้แสวงบุญตลอด 6 เดือน
เดิมเป็นแค่ “คลินิกกุสินาราเฉลิมราชย์” ต่อมายกระดับเป็น “สถานพยาบาล” คนส่วนใหญ่เรียกว่า “โรงพยาบาลพระพุทธเจ้า” เริ่มแรกตั้งใจรักษาพระ คนงาน และคิดก่อน ทำก่อน เพื่อเปิดรักษาทุกโรค ช่วง “วันปกติ” คิดค่ารักษาครั้งละ 12 รูปี และ “เปิดรักษาฟรี” ทุกวันพระขึ้น 8 กับ 15 ค่ำ เพราะต้องการให้คนอินเดียรู้จัก “วันพระพุทธเจ้า” รำลึกถึงหากไม่มีพระองค์ก็จะไม่มีสิทธิ์รักษาฟรี สอนด้วยกุศโลบาย “เดินตามเขา สู่เป้าหมายเรา”
วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2568 ได้รับพระมหากรุณาธิคุณรับ “สถานพยาบาลกุสินาราคลินิก” วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ ไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ จึงเป็นเรื่องมหัศจรรย์และบุญจัดสรรเกิดขึ้น อาตมาตั้งใจจะสร้างโรงพยาบาลจะต้องใช้เงินลงทุนอาคารสถานที่เพิ่มเติมอีกประมาณกว่า 90 ล้านบาท
เนื่องจากหลังสถานการณ์โรคโควิด-19 ที่ทำการ “สถานพยาบาลเดิม” ไม่เพียงพอรองรับคนป่วยที่มาใช้บริการมีจำนวนมากขึ้น “พระธรรมโพธิวงศ์” จึงมีดำริให้สร้างเพิ่มเนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมพรรษา 6 รอบ หรือ 72 พรรษา

โดยมีความ “มหัศจรรย์” เกิดขึ้นอีกเพราะว่า “วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์” ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงโปรดสร้างขึ้นครั้งครองราชย์ครบ 50 ปี เจริญพระชนมายุ 72 พรรษา มาบัดนี้ปี 2568 ทางวัดจะสร้าง “อาคารสถานพยาบาลใหม่” เพื่อเฉลิมพระเกียรติในหลวงรัชกาลที่ 10 ทรงพระชนมายุ 72 พรรษา
เรียกว่าเป็น “บุญสมมงคล (สะ-มะ-มง-คล)” หมายถึง การบำเพ็ญพระราชกุศลถวายแด่สมเด็จพระบรมราชบูรพการี เป็นราชประเพณีที่ถือปฏิบัติสืบกันมาช้านาน พระมหากษัตริย์ทุกพระองค์จะทรงอนุสรณ์คำนึงถึงพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระบรมราชบูรพการีในวาระต่าง ๆ
การสร้าง “สถานพยาบาลกุสินาราคลินิก” คือการเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอันดีที่ไม่ต้องลงทุนมากมาย แต่ได้รับผลมหาศาล ได้ใจชาวอินเดียซึ่งรู้จักสถานพยาบาลวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ ในนามพระมหากษัตริย์ไทยหรือ King Thailand ที่มอบการรักษาให้คนอินเดียทุกคน
มีชาวอินเดียมาถามอยู่บ่อย ๆ ว่าเพราะอะไรจึงมาสร้าง “โรงพยาบาล” ที่นี่ “พระธรรมโพธิวงศ์” ได้ตอบชาวอินเดียไปว่าเราสร้างโรงพยาบาลเพื่อ “บูชาพระพุทธเจ้า” เรารัก เคารพ บูชา เพราะพระพุทธเจ้ามาป่วยที่นี่ สมัยนั้นไม่มีหมอ พยาบาล มาดูแล จึงตั้งใจสร้างโรงพยาบาลขึ้น แม้จะไม่ได้ดูแลพระพุทธเจ้า ก็ขอดูแล “ผู้คนที่มากราบไหว้พระพุทธเจ้า” บ้างก็ยังดี เป็นการกล่าวเชิงนามธรรมคือ “ได้บูชาพระพุทธศาสดา” อย่างแท้จริง ส่วนรูปธรรมคือ “ต้องการขอบคุณชาวอินเดีย” ที่ได้รักษาผืนแผ่นดินพระพุทธเจ้าไว้ให้เราทั้งสถานที่ ประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพาน
เป็นสิ่งที่สามารถ “รักษาหัวใจ” ของชาวพุทธให้มีความปิติสุข ต่อให้ตายไปเป็น 100 ชาติ หรือ 1,000 ชาติ ก็ยังอยู่ในหัวใจเรา

ขณะนี้ “วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์” เปิดให้ผู้มีจิตศรัทธาร่วมบริจาคปัจจัยเป็นอริยทรัพย์สร้าง “สถานพยาบาลกุสินาราคลินิก” ด้วยการอธิษฐานจิต “ต่ออายุ” พระพุทธศาสนา “ต่อลมหายใจ” ชีวิตผู้คน ผ่านทางบัญชีธนาคารที่ทางวัดได้ประกาศไว้ ได้แก่
- ธนาคารกรุงไทย สาขาหัวตะเข้ ชื่อบัญชี วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ เพื่อก่อสร้างสถานพยาบาล เลขที่บัญชี 082-0-99317-4 (บัญชีนี้สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้)
- ธนาคารทหารไทยธนชาติ สาขาสุรวงศ์ ชื่อบัญชี มูลนิธิวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์-อินเดีย เพื่อสถานพยาบาล เลขที่บัญชี 078-2-14799-5
คนไทยที่จะเดินทางไปวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ช่วงนี้ตรงกับฤดูแสวงบุญ มี 3 สายการบิน บริการระหว่างไทย-อินเดีย จึงขอเชิญชวนไปดูคนอินเดียกราบอิฐปูนหินทราย กราบอย่างไรให้มีดวงตาเห็นธรรม บรรลุธรรม เข้าถึงองค์สัมมาสัมพุทธเจ้า นอกเหนือจากกราบสังเวชนียสถานทั้ง 4 แห่งแล้ว ยังได้มาร่วมกัน “ต่อลมหายใจ” ให้คนอินเดีย ต่อลมหายใจพระพุทธศาสนาให้ยาวนานถึง 5,000 ปี และร่วมสร้างสถานพยาบาลให้แล้วเสร็จเพื่อเฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา ให้อยู่ในหัวใจของคนอินเดียนับพันล้านคน

@ความเป็นมาของวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์-อินเดีย
เมื่อปี 2537 “พระสุเมธาธิบดี” อดีตอธิบดีสงฆ์วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษดิ์ กรรมการเถระมหาสมาคมสมัยนั้น มีดำริให้สร้างโดยมอบหมายให้ “พระธรรมโพธิวงศ์” หัวหน้าพระธรรมฑูตสายประเทศอินเดีย-เนปาล สร้าง “วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์” ขึ้นในสถานที่พระพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพาน “พระธรรมโพธิวงศ์” เจริญรอยตามสร้างวัดไทยในสังเวชนียสถานใช้สถาปัตยกรรมนำศาสนา นับจากปี 2537 ถึงปัจจุบันในแดนพุทธภูมิมีวัดไทยรวม 37 วัด เป็นการสร้างวัดไทยท่ามกลางดงขอทานที่คงความสง่างาม ตามที่ท่านบอกว่าการสร้างวัดไทยง่ายนิดเดียวเพียงนำศูนย์รวมใจครบทั้ง 3 สถาบันหลัก ประกอบด้วย “ชาติ-ศาสนา-พระมหากษัตริย์” คือ
1.สถาบันชาติ ด้วยสถาปัตยกรรมวัดไทยมีความยิ่งใหญ่ทั้ง อุโบสถ มหาเจดีย์ กุฎิ หอพระไตรปิฏก สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่ยังความเป็นไทยให้ชาวอินเดียได้เห็นตามคติหลักธรรมคือ “จิตคิดให้ มันเบา จิตคิดเอา มันหนัก” แล้ววัดไทยก็ให้ชาวอินเดียทุกอย่าง ทั้งแจกของ เครื่องนุ่งห่ม ยารักโรค วัว แจกทุกสิ่งจนแขกไว้วางใจเข้ามาช่วยสร้างวัดแสดงถึงความเป็นชาติไทย ถึงขั้น “ประธานาธิบดีอินเดีย” ต้องเดินทางมาเยี่ยมชมความสง่างามวัดไทยเพื่อหาคำตอบว่าผู้คนสนใจมากมายเพราะเหตุใด วัดเดินตามกุศโลบายดำรงอยู่ได้ท่ามกลางความแตกต่าง แล้วยังสอนให้ชาวอินเดียเป็นผู้ให้ได้ด้วย
2.สถาบันศาสนา วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ มีครบทั้ง อุโบสถ โรงทาน หอฉันท์ หอพระไตรปิฏก และสถานที่ดูงานของหน่วยงานหลักทั้ง องค์กรศาสนา ผู้เรียนหลักสูตร วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) กระทรวงวัฒนธรรมส่งพระสงฆ์ไปดูงานเพื่อศึกษาสร้างวัด ฝึกสอนพระเป็นเจ้าอาวาส เจ้าคณะตำบล เจ้าคณะอำเภอ และอีกมากมาย
3.สถาบันพระมหากษัตริย์ ภายในวัดมีจุดศูนย์รวมใหญ่คือ “พระมหาเจดีย์” เป็นเจดีย์ที่ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระราชทานทรัพย์ 5.5 ล้านบาท เป็นปฐมสร้างพระมหาธาตุเจดีย์ ทรงโปรดให้ อาจารย์วนิดา พึ่งสุนทร ศิลปินแห่งชาติ ออกแบบแล้วพระองค์ทรงแก้แบบด้วยลายพระหัตถ์ จากนั้นพระองค์ทรงโปรดให้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จเมื่อปี 2542 เพื่อวางศิลาฤกษ์พระมหาธาตุเจดีย์ แล้วปี 2548 ทรงโปรดให้เสด็จแทนพระองค์อีกครั้งหลังมหาเจดีย์สร้างเสร็จ พร้อมกับพระราชทาน “พระบรมสาริกธาตุ” นำกลับสู่มาตุภูมิ อันเป็นทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ตกทอดตั้งแต่รัชกาลที่ 5 ถึงรัชกาลที่ 9
“พระบรมสาริกธาตุ” มีที่มาจากชาวอังกฤษสมัยนั้นขุดได้ที่กรุงกบิลพัสดุ์ แล้วอังกฤษเจริญสัมพันธไมตรีกับล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 เห็นถึงประเทศไทยนับถือพระพุทธศาสนาซึ่งไทยไม่เคยเป็นเมืองขึ้น สามารถรักษาสมบัติของชาติไว้ได้แน่นอนจึงมอบให้ไทย โดยในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงพระราชทานมาพร้อมเส้นผมทรงปลงก่อนพระผนวชด้วยพระหัตถ์สมเด็จย่า นำมาไว้ที่วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ ตั้งใจบูชาสิ่งสูงสุดคือพระบรมสาริกธาตุ อันเป็นที่พึ่งของชาวไทยและอินเดียที่เดินทางมายังแดนพุทธภูมิ ทำให้ทุกคนมาถึง “พระมหาเจดีย์” แล้วได้ถวายพระพรในหลวงรัชกาลที่ 9 และถวายพระพรแด่พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 นำมาซึ่งความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตทุกคน
เรื่องโดย #เพ็ญรุ่งใยสามเสน #gurutourza รายการรวยด้วยข่าวเสาร์-อาทิตย์ สวท.FM97

