“TCEB” ผนึกพลัง “อุตสาหกรรมไมซ์ไทย” รับมือมาตรการทรัมป์ขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าทั่วโลก ยันกระทบช่วงสั้นอาจลด 5-7 % ไทยฐานมั่นคง 4 ตลาดใหญ่ “อินเดีย-เอเชีย-ยุโรป-BRICS” โตตามเป้า ผนึก THACCA หอการค้าไทยโหมจุดขาย “ซอฟท์ พาวเวอร์” ลุยเปิดโครงการ “อวดเมือง” ปลุกทุกจังหวัดเฟ้นอัตลักษณ์ชุมชนจัดเทศกาลนานาชาติดันเศรษฐกิจท้องถิ่นโตยั่งยืน

นายจิรุตถ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) “TCEB” เปิดเผยว่า ทีเส็บได้จัดประชุมกับทุกภาคส่วนเตรียมพร้อมรับมือนโยบายนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ประกาศขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากทั่วโลก จึงต้องร่วมกันเฝ้าระวังผลกระทบที่จะเกิดกับอุตสาหกรรมไมซ์ไทย โดยได้วิเคราะห์สถานการณ์ปี 2568 ไมซ์ไทยมีส่วนแบ่งตลาดโลกจากกลุ่มผู้ซื้อหลัก ได้แก่ อาเซียน เอเชีย ยุโรป มากที่สุด 85-90% ส่วนอเมริกามีเพียง 10-15 % แต่มาตรการขึ้นภาษีของทรัมป์อาจจะกระทบระยะสั้นกับไมซ์ประมาณ 5-7 % ตามที่สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยระบุอาจจะกระทบทันทีเรื่องการลดคำสั่งซื้อในอุตสาหกรรมอาหาร ชิ้นส่วนยานยนต์ สิ่งทอ สะเทือนมาถึงการจัดงานแสดงสินค้านานาชาติ (Exhibition) ในกลุ่มเครื่องจักรที่ใช้กับอุตสาหกรรมเหล่านี้จะลดตามไปด้วย ผนวกกับ “เวียดนาม” ประกาศนโยบายลดภาษีนำเข้าสินค้าจากอเมริกาเหลือ 0 % กลุ่มผู้จัดงานแสดงสินค้าอาจมุ่งสู่เวียดนามเพิ่มขึ้นก็เป็นได้
ล่าสุดทีเส็บจัดประชุมร่วมกับเอกชน สมาคมต่าง ๆ จะนำเสนอบทบาทของไทยพุ่งเป้า “งานจัดการแสดงสินค้า” โดยจะใช้ศักยภาพของไทยรักษาตลาดเติบโตต่อเนื่องด้วยจุดแข็ง 4 เรื่อง ได้แก่
เรื่องที่ 1 ใช้จุดเด่นด้านที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ กับสิ่งอำนวยความสะดวกเป็นศูนย์กลางจัดไมซ์ ซึ่งจะนำไปต่อรองกับอเมริกาได้
เรื่องที่ 2 จะใช้เวทีประชุมระดับนานาชาติสร้างความร่วมมือให้เกิดขึ้นจริงระหว่างอเมริกากับไทยอย่างงาน IAEE :International Association Exhibitions and Events ที่เมืองฮุสตัน สหรัฐอเมริกา เป็นงานประชุมผู้แสดงสินค้าของอเมริกา ระหว่าง 9-11 ธันวาคม 2568
เรื่องที่ 3 ทีเส็บพร้อมจะเป็นหนึ่งในการมีส่วนร่วมเจรจาทำให้ไมซ์เป็นจุดหมายปลายทางตลาดอเมริกาต่อไป
เรื่องที่ 4 เดินหน้าขยายตลาดดึงงานประชุมและการเดินทางเพื่อเป็นรางวัล (MI :Meeting Incentive) เข้ามาไทย เน้นใช้วิธีเร่งเข้าไปหารือกับผู้ประกอบการในองค์กรไมซ์นานาชาติต่าง ๆ ที่มีเครือข่ายทั่วโลก

นายจิรุตถ์ กล่าวว่า “โอกาส” ของไมซ์ไทยในตลาดโลกยังคงมีต่อเนื่อง หลังไทยเป็นเจ้าภาพในฐานะประเทศหุ้นส่วนเพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนความร่วมมือจัดการประชุมสมาชิก BRICS : บราซิล-รัสเซีย-อินเดีย-จีน” แอฟริกา เอธิโอเปีย อิหร่าน ถือเป็นช่องทางใหม่ที่เกิดขึ้นต้องอาศัยเวลาทำการตลาดไมซ์กับคู่ค้า รวมถึงกำลังเร่งส่งเสริมเชิงรุกไมซ์นานาชาติ 4 ตลาดใหญ่ ได้แก่
ตลาดแรก “อินเดีย” มีกลุ่มจัดประชุมและอินเซ็นทีฟ (MI) เติบโตเร็วมาก ธุรกิจจึงมองหาโอกาสต่อเนื่องเพื่อทำการค้าการลงทุนโดยมีปัจจัยหนุนระหว่างการพบปะของ 2 นายกรัฐมนตรี อินเดียกับไทย เพราะผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) อินเดียขยายตัวต่อเนื่องหลายปี เฉลี่ยปีละ 7-8 % แล้วก็เล็งเห็นไทยเป็นศูนย์กลางจัดงานต่าง ๆ โดยเฉพาะไมซ์ที่ยุโรปจัดขึ้นก็มีนักธุรกิจอินเดียมาร่วมเจรจาในงานด้วย
ตลาดที่ 2 สหภาพยุโรป งานประชุมเบาหวานโลก (World Diabetes Congress) ของสมาพันธ์เบาหวานนานาชาติ (International Diabetes Federation: IDF) มีเครือข่ายโรคเบาหวาน 240 แห่งใน 161 ประเทศ เมื่อต้นเดือนเมษายน 2568 เลือกจัดในไทยมีต่างชาติเข้าร่วมกว่า 6,500 คน เป็นอินเดีย ยุโรป กว่า 70 % รวมทั้งมีอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญนานาชาติร่วมด้วย
ตลาดที่ 3 “BRICS” อาจจะได้รับผลกระทบจากมาตรการขึ้นภาษีของอเมริกาด้วย แต่ทุกฝ่ายพยายามใช้วิธีเจรจาเพื่อให้ได้ข้อยุติที่ดีเป็นประโยชน์กับโลกมากที่สุด แล้วไทยเองมีความหวังจะใช้ศักยภาพของ “อุตสาหกรรมไมซ์” ขยายการเติบโตในกลุ่มตลาด BRICS ต่อไป
ตลาดที่ 4 อาเซียน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นฐานหลักสำคัญของไมซ์ไทยที่มีงานประชุม สัมมนา (MI :Meeting Incentive) จากประเทศต่าง ๆ เดินทางมาจัดงานต่อเนื่องทุกเดือน

แล้วไมซ์ไทยยังมีโอกาสอีกหลายมิติ จากสัญญาณตอบรับที่ดีของสมาพันธุ์เบาหวานนานาชาติ หรือ “IDF” จัดอันดับหลังเกิดเหตุแผ่นดินไหวในกรุงเทพฯ มีกลุ่มแพทย์ ตัวแทนคนป่วยโรคเบาหวาน และอื่น ๆ มารวมตัวกันประชุมในไทยด้วยความมั่นใจ โดยได้เห็นการจัดการของไทยเป็นอย่างดีเห็นจาก 4 สัญญาณดี ได้แก่
- การจัดงานประชุมโรคเบาหวานโลก เดือนเมษายน 2568 มีผู้เข้าร่วมงานเกินเป้าหมายมีมากกว่า 8,500 คน แบ่งเป็น ทั่วโลก 6,500 คน คนไทย 2,000 คน
- ไทยสร้างโมเดลสื่อสารอย่างชัดเจน ทั้งทีเส็บ กรุงเทพมหานคร ศูนย์ประชุมนานาชาติ ทุกหน่วยงานเกี่ยวข้องร่วมมือกันส่งข้อมูลตรงมาที่ทีเส็บให้สื่อสารตรงถึงผู้ร่วมงานทุกระดับ สร้างความเข้าใจอย่างถูกต้อง รับรู้เหตุการณ์ตามความเป็นจริง โดยเฉพาะการตรวจสอบอาคาร และโรงแรมให้บริการที่พักทันที จึงทำให้ผู้เข้าร่วมงานจากทั่วโลกมั่นใจกับเหตุการณ์ครั้งนี้
- ทักษะของหน่วยงานต่าง ๆ ได้รวมพลังกันสร้างความเชื่อมั่นกับทางผู้จัด ผู้เข้าร่วมงาน จึงสามารถเอาชนะความกลัวและความท้าทายใหม่ ๆ ได้
- กระทรวงสาธารณสุขในฐานะหน่วยงานดูแลการจัดประชุมเบาหวานโลก ได้ทำให้เกิดองค์ความรู้ใหม่ ๆ โดยนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่ากระทรวงสาธารณสุข ขึ้นเวทีกล่าวถึงประโยชน์ที่จะได้รับเรื่องการป้องกันความสูญเสียทางเศรษฐกิจได้ปีละกว่าหมื่นล้านบาท ด้วยการทำให้ประชาชน หน่วยงานการแพทย์ รู้วิธีรับมือกับโรคอย่างถูกต้อง ลดค่าใช้จ่ายของประเทศและลดจำนวนผู้ป่วยจำนวนมากลงได้

ผอ.จิรุตถ์กล่าวว่า ทีเส็บกำลังเตรียมเปิดโครงการ “The Pitching : เทศกาลอวดเมือง 2568” ร่วมกับคณะกรรมการซอฟท์ พาวเวอร์แห่งชาติ (THACCA : Thailand Creative Culture Agency) ที่มีนายแพทย์สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เป็นประธานกรรมการพัฒนาซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ ทางทีเส็บรับผิดชอบ “เฟสติวัล ซอฟท์ พาวเวอร์” ดึงงานเทศกาลนานาชาติมาจัดในไทย โดยมี “นายสนั่น อังอุบลกุล” ประธานคณะกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สนับสนุนเต็มที่นำโมเดลจากประธานผู้ประกอบการหอการค้ารุ่นใหม่หรือ YEC : Young Entrepreneurs Chamber of Commerce ทั่วประเทศ 77 คน จาก 77 จังหวัด มาต่อยอดการทำ Pitching เสนอแนวคิดจัดงานเทศกาลระดับประเทศและนานาชาติ ที่ประสบความสำเร็จอย่างมากคือ “เทศกาลปลาร้า หมอลำ” จังหวัดขอนแก่น ถือเป็นต้นแบบการนำอัตลักษณ์ของเมืองมาขยายธุรกิจเป็น ซอฟท์ พาวเวอร์ รูปแบบหนึ่งโด่งดังไปทั่วโลก
ขณะนี้ทีเส็บกับหอการค้าไทยร่วมกับ THACCA ขยายผล “โครงการอวดเมือง” โดยได้รับงบประมาณต่อเนื่องปี 2568 และปี 2569 นำมาใช้พัฒนาจัดงานเทศกาลนานาชาติ ซึ่งกำลังทยอยเปิดรับสมัคร The Pitching ผู้นำเสนอความคิดจัด “เทศกาลอวดเมือง” ด้วยวิธีพิจารณาถึงความเป็นไปได้เรื่องอัตลักษณ์พื้นที่ ความคุ้มค่าในเชิงเศรษฐกิจสร้างสรรค์ สร้างมูลค่าเชิงโซเชียล เศรษฐกิจ ท้องถิ่น และสังคม แต่ละงานสามารถดึงดูดคนเข้าไปร่วมงาน ใช้จ่ายเงินกระจายถึงมือชุมชนให้ได้มากที่สุด
“โครงการอวดเมือง” THACCA กับทีเส็บริเริ่มทำช่วงปี 2567-2568 จะทำต่อปี 2569 ล่าสุดไปดูงานแล้วที่นครศรีธรรมราช เพื่อวางกลยุทธ์จัดเทศกาลประจำทำให้ติดตลาดจัดต่อเนื่องทุกปี โดยใช้ศักยภาพ ซอฟท์ พาวเวอร์ สร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจท้องถิ่นเติบโตอย่างยั่งยืนตลอดไป
เรื่องโดย #เพ็ญรุ่งใยสามเสน #gurutourza, www.facebook.com/penroongyaisamsaen

