“ปลาส้มสนามแจง: รสชาติจากภูมิปัญญาสู่ธุรกิจสีเขียวเพื่อความยั่งยืนของชุมชน”

8.05.25 | 11:15 น.

หากเอ่ยถึง “ปลาส้ม” หลายคนอาจนึกถึงของฝากพื้นถิ่นรสเปรี้ยวกลมกล่อมที่รับประทานคู่กับข้าวสวยร้อน ๆ แต่สำหรับชาวตำบลสนามแจง อำเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรีแล้ว “ปลาส้ม” ไม่ใช่เพียงอาหารแปรรูป แต่คือผลลัพธ์ของพลังชุมชน วิสัยทัศน์ของผู้นำ และการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืนที่หลอมรวมเป็นเรื่องเล่าของความภูมิใจ

จากชุมชนเข้มแข็งสู่การรวมกลุ่ม

ตำบลสนามแจงเป็นชุมชนที่มีความร่วมแรงร่วมใจมายาวนาน ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมพัฒนาหมู่บ้าน การดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม หรือการช่วยเหลือกันในยามวิกฤต ทุกก้าวย่างของชุมชนสะท้อนถึงรากฐานความเข้มแข็ง จนนำไปสู่การรวมกลุ่มเป็น วิสาหกิจชุมชนตำบลสนามแจง ที่เป็นรูปธรรมและมั่นคง

ผู้นำจุดไฟให้ชุมชน

Advertisement

หัวใจสำคัญของการเปลี่ยนแปลงคือ “ผู้นำ” ที่ไม่เพียงแต่สั่งการ แต่ลงมือทำจริง ผู้ใหญ่บ้านซึ่งนำโดย ผู้ใหญ่ฯ วิวัฒน์ กสิวัฒน์ มองเห็นศักยภาพของคนในชุมชนและโอกาสในการสร้างรายได้อย่างยั่งยืน จึงผลักดันให้ชุมชนหันมา แปรรูปปลานิลเป็นปลาส้ม ซึ่งเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นที่รู้จักกันดีในหมู่ชาวบ้าน

ผู้ใหญ่บ้านไม่ได้เพียงบอกกล่าว แต่ “เดินนำหน้า” ลงมือทำจริงในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การหาข้อมูล ทดลองทำปลาส้มชุดแรกร่วมกับกลุ่มแม่บ้าน ไปจนถึงการวางแผนเตรียมจัดจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ “ถ้าเราไม่เริ่มเอง ใครจะเชื่อว่าเราทำได้” ผู้ใหญ่บ้านกล่าวกับรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น

ผู้ใหญ่บ้านยังให้คนในชุมชนได้เรียนรู้ขั้นตอนการทำปลาส้มอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ทุกคนมั่นใจว่าพวกเขาสามารถลงมือทำเองได้จริง “อยากให้เขาได้ทำเองกับมือ พอเห็นของจริง เขาจะเชื่อว่าตัวเองทำได้” นี่คือวิธีที่ผู้ใหญ่บ้านใช้ในการปลุกความมั่นใจและความเป็นเจ้าของในใจของทุกคน ดังนั้น ทุกย่างก้าวของผู้ใหญ่บ้าน ไม่เพียงสร้างความหวัง แต่ยังจุดไฟให้ชุมชนเชื่อมั่นในศักยภาพของตัวเองว่าพวกเขาสามารถยืนหยัดและสร้างอนาคตด้วยสองมือของตัวเอง

ทุกส่วนของปลา…ไม่มีคำว่า “เหลือทิ้ง”

กระบวนการผลิตปลาส้มของสนามแจงไม่ได้หยุดอยู่ที่การแปรรูปอาหาร แต่ยังใส่ใจ สิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน ทุกขั้นตอน “เราคิดเสมอว่าจะไม่ให้มีของเสียเหลือจากการทำปลาส้มเลย” สมาชิกคนหนึ่งกล่าวด้วยรอยยิ้ม

เศษปลาที่ไม่ได้ใช้หมัก เช่น เกล็ด ก้าง เครื่องใน จะถูกนำไปผลิตปุ๋ยน้ำชีวภาพสำหรับเกษตรอินทรีย์ในพื้นที่ โดยใช้ความรู้ที่สั่งสมจากโครงการธนาคารขยะชุมชน ซึ่งดำเนินมาอย่างต่อเนื่องกว่า 10 ปี นี่เองที่จะทำให้ปลาส้มของสนามแจงเป็นมากกว่าอาหาร แต่เป็นส่วนหนึ่งของ “ระบบนิเวศชุมชน” ที่หมุนเวียนคุณค่าอย่างไม่สิ้นสุด

ความร่วมมือเพื่อสร้างความยั่งยืน

การขับเคลื่อนครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากพลังของชุมชนเพียงลำพัง แต่ได้รับแรงสนับสนุนสำคัญจากคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ กองวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีอุตสาหกรรมสัตว์น้ำ กรมประมง ที่เห็นถึงศักยภาพและโอกาสของชุมชน

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ธงรบ รื่นบรรเทิง คณบดีคณะมนุษยศาสตร์ ได้มอบหมายให้ ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายบริการวิชาการ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศิระวัสฐ์ กาวิละนันท์ ลงพื้นที่ทำงานร่วมกับชุมชนอย่างใกล้ชิด เพื่อทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงาน พี่เลี้ยง และผู้สร้างกระบวนการเรียนรู้ ถ่ายทอดความรู้และแนวทางพัฒนาผลิตภัณฑ์ ขณะเดียวกัน กองวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีอุตสาหกรรมสัตว์น้ำ กรมประมง ภายใต้การนำของ ดร.พิชญา ชัยนาค ผู้อำนวยการกองฯ ได้เข้ามาสนับสนุนการถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีการผลิต โดยมุ่งหวังให้โครงการนี้เป็น โมเดลตัวอย่างของการร่วมมือกันระหว่างมนุษยศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีเพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์ชุมชน ความร่วมมือทั้งสามฝ่ายระหว่าง ชุมชน คณะมนุษยศาสตร์ และกรมประมง จึงเป็น “พลังร่วม” ที่จะร่วมกันขับเคลื่อนการพัฒนาปลาส้มสนามแจงไปสู่ความยั่งยืนเพื่อสิ่งแวดล้อม

การวางแผนธุรกิจปลาส้มในวิถี BCG Model

ด้วยปลาส้มสนามแจงที่ได้ดำเนินการโดยชุมชนภายใต้การผสมผสานภูมิปัญญาและการจัดการทรัพยากร หน่วยบริการวิชาการ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จึงมองเห็นศักยภาพที่จะต่อยอดสู่การสร้างโมเดลธุรกิจชุมชนที่ยั่งยืนในอนาคต ผ่าน BCG Model (Bio-Circular-Green Economy)

แผนงานนี้ตั้งอยู่บนความเข้าใจในพื้นฐานวิถีชีวิตของชุมชนที่บริหารจัดการขยะและทรัพยากรอย่างเป็นระบบอยู่แล้ว โดยมีโครงการธนาคารขยะชุมชนเป็นแกนกลาง หน่วยบริการวิชาการจึงมุ่งที่จะใช้ความเข้มแข็งในการจัดการขยะและทรัพยากรเดิมมาต่อยอดเป็นโมเดลธุรกิจชุมชนที่เลี้ยงตัวเองและสร้างตัวเองได้อย่างยั่งยืน

แผนการดำเนินงานในอนาคตแบ่งออกเป็น 3 ด้านตาม BCG Model ดังนี้:

  • Bio Economy: พัฒนาแหล่งวัตถุดิบภายในชุมชน เช่น ส่งเสริมการเลี้ยงปลานิลแบบอินทรีย์ สร้างมาตรฐานการเลี้ยงปลาที่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค เพิ่มคุณค่าให้วัตถุดิบหลักของปลาส้ม
  • Circular Economy: ต่อยอดจากระบบธนาคารขยะชุมชนสู่การจัดการของเสียจากกระบวนการผลิตสำหรับแผนงานระยะใกล้ เช่น ใช้เศษปลาไปทำปุ๋ยอินทรีย์ อาหารสัตว์ หรือผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่า พร้อมวางแผนพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่ย่อยสลายได้หรือใช้ซ้ำได้เพื่อลดขยะพลาสติกในอนาคตระยะไกล
  • Green Economy: ออกแบบกระบวนการผลิตที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม เช่น ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในการตากปลา พัฒนาระบบบำบัดและรีไซเคิลน้ำเสีย จากการหมักเข้าสู่ระบบเกษตรอินทรีย์ สนับสนุนการใช้พลังงานทดแทนในชุมชนเพื่อลดการพึ่งพาพลังงานจากภายนอก สิ่งเหล่านี้อาจจะเป็นแผนงานต่อไปเมื่อชุมชนมีความเข้มแข็งและเลี้ยงตัวเองได้พอสมควรแล้ว

โครงการนี้ไม่ได้เป็นเพียงการถ่ายทอดองค์ความรู้ แต่คือการวางแผนเพื่อสร้างธุรกิจชุมชนที่ให้คนในชุมชนเป็นเจ้าของกิจการ และดูแลการผลิตเองได้ทั้งในระยะใกล้และในระยะยาว โดยหน่วยบริการวิชาการจะทำหน้าที่ เป็นพี่เลี้ยง (mentor) และ ผู้ประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภายนอก เพื่อสร้างโอกาสทางการตลาดที่ยั่งยืน

“เราเชื่อว่า…ถ้าชุมชนรู้จักจัดการทรัพยากรตัวเองได้ เขาก็สามารถสร้างธุรกิจของตัวเองได้” ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศิระวัสฐ์ กาวิละนันท์ ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายบริการวิชาการ กล่าวถึงวิสัยทัศน์ของหน่วยบริการวิชาการในการพัฒนาธุรกิจปลาส้มด้วย BCG Model โดยมุ่งหวังให้ชุมชน ไม่เพียงสร้างธุรกิจที่เลี้ยงตัวเองได้ แต่ยังสร้างอัตลักษณ์สีเขียว (Green Identity) ให้กับสินค้าของตัวเอง เพื่อเชื่อมโยงเรื่องราวของสิ่งแวดล้อม ภูมิปัญญา และความยั่งยืนเข้ากับผลิตภัณฑ์

ปลาส้ม…ภาพสะท้อนของระบบนิเวศชุมชน

ในวันนี้ “ปลาส้มปลานิลจากสนามแจงจึงไม่ใช่แค่ของดีประจำท้องถิ่น แต่เป็นตัวแทนของ “ระบบนิเวศชุมชน” ที่หลอมรวมความรู้ด้านภูมิปัญญา ทรัพยากร และรวมหัวใจของคนในชุมชนเข้าไว้ด้วยกัน วิสาหกิจชุมชนสนามแจงจึงไม่ใช่เพียงแหล่งรายได้ แต่เป็น “พื้นที่เรียนรู้” สำหรับชุมชนอื่น ๆ ที่ต้องการเดินบนเส้นทางของความยั่งยืน “ปลาส้มปลานิลของที่นี่ …ไม่เพียงแต่เปรี้ยวอร่อย แต่ยังเปี่ยมด้วยรสชาติของความสามัคคี และกลิ่นอายของการอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้อย่างยั่งยืน”