เมื่อการค้าระหว่างประเทศเผชิญความตึงเครียดระลอกใหม่จากสงครามภาษีระหว่างสหรัฐฯ กับประเทศคู่ค้า รวมถึงไทยที่ได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ บรรยากาศของความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจได้เริ่มปกคลุมตลาดในประเทศอีกครั้ง ขณะที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงการคลังเร่งหามาตรการรับมือผ่านนโยบายภาษีและการส่งเสริม SME ผู้ประกอบการขนาดเล็ก การเคลื่อนไหวเชิงนโยบายเหล่านี้แม้ดูแข็งขัน แต่ก็ยังไม่สามารถสลายความกังวลในหมู่นักลงทุนและประชาชนทั่วไปได้ทั้งหมด
หนึ่งในเหตุผลหลักที่ทำให้คริปโตเริ่มกลับมาอยู่ในความสนใจของคนไทย คือความสามารถในการควบคุมทรัพย์สินของตนเองโดยไม่ต้องพึ่งระบบการเงินแบบรวมศูนย์ ซึ่งจากข้อมูลผู้ให้บริการกระเป๋าคริปโตเผยว่า จำนวนผู้ใช้งานกระเป๋าเงินรูปแบบดังกล่าวในไทยมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งกระเป๋ารูปแบบนี้จะถูกเรียกว่า DeFi Wallet เป็นกระเป๋าเงินแบบไม่ต้องผ่านตัวกลางช่วยให้ผู้ใช้งานมีอิสระในการบริหารจัดการสินทรัพย์ และยังสามารถเข้าถึงบริการทางการเงินรูปแบบใหม่ เช่น การแลกเปลี่ยนโทเคน การให้กู้ยืม หรือแม้แต่การลงทุนในสินทรัพย์ที่ผูกกับดอลลาร์สหรัฐโดยตรงได้โดยไม่ต้องผ่านธนาคาร
ภาวะเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอนนี้ส่งผลให้ประชาชนไทยบางส่วนเริ่มตั้งคำถามกับการฝากเงินแบบดั้งเดิมที่แทบไม่ให้ผลตอบแทน หรือแม้แต่การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ที่แม้จะมีความเคลื่อนไหวตอบรับข่าวการเจรจาการค้าบ้าง แต่ก็ยังแฝงด้วยความเสี่ยงสูงและความผันผวนจากปัจจัยต่างประเทศ โดยเฉพาะการเมืองระหว่างประเทศที่ไม่มีใครควบคุมได้ ปรากฏการณ์นี้ได้จุดประกายให้คนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มคนที่อยู่ในช่วงอายุ 20-40 ปี หันมาสนใจ “การลงทุนทางเลือก” มากขึ้น โดยหนึ่งในตัวเลือกที่กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด คือการลงทุนในคริปโตเคอร์เรนซีและสินทรัพย์ดิจิทัลอื่น ๆ
การหันความสนใจมาสนใจคริปโตในครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากแรงกระตุ้นเรื่องผลตอบแทนเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีรากฐานมาจากความไม่ไว้วางใจในระบบเศรษฐกิจโลกที่ถูกครอบงำโดยประเทศมหาอำนาจ การที่ประเทศไทยกำลังจะถูกสหรัฐฯ ขึ้นภาษีนำเข้าในอัตราสูงถึง 36% หากการเจรจาไม่บรรลุผลในเดือนกรกฎาคมนี้ สะท้อนให้เห็นว่าเศรษฐกิจของเรายังคงอ่อนไหวต่อแรงสั่นสะเทือนจากภายนอก ความไม่แน่นอนเช่นนี้ทำให้หลายคนมองว่าการมีทรัพย์สินที่อยู่ในระบบกระจายศูนย์และไม่ได้อิงกับธนาคารหรือรัฐบาลใดเป็นทางเลือกที่น่าไว้วางใจมากขึ้นในระยะยาว
ในอีกมุมหนึ่ง กระแสความนิยมในการลงทุนทางเลือกยังสอดคล้องกับพฤติกรรมของนักลงทุนหน้าใหม่ในประเทศไทยที่มองหา “โอกาสที่ระบบเดิมไม่เคยให้” เช่น การสร้างรายได้แบบพาสซีฟจากการถือครองโทเคน การเข้าร่วมในกิจกรรม Yield Farming หรือแม้แต่การลงทุนใน NFT เพื่อเก็งกำไร การที่เทคโนโลยีบล็อกเชนสามารถสร้างรูปแบบการลงทุนที่หลากหลายและเปิดกว้าง ทำให้คนรุ่นใหม่รู้สึกว่าโลกของการเงินไม่ใช่เรื่องที่ต้องผ่านกระบวนการยุ่งยากหรือต้องได้รับอนุญาตจากองค์กรใด
แน่นอนว่า ไม่ใช่ทุกคนที่จะเข้าใจคริปโตอย่างลึกซึ้ง และตลาดคริปโตก็ยังคงมีความเสี่ยงที่ต้องตระหนัก โดยเฉพาะในด้านความผันผวนและการขาดการกำกับดูแลจากภาครัฐ แต่สำหรับหลายคน ความเสี่ยงเหล่านั้นกลับดูคุ้มค่าเมื่อเทียบกับความเสี่ยงที่ต้องอยู่กับระบบเศรษฐกิจที่พึ่งพาประเทศใหญ่ และไม่สามารถควบคุมอนาคตของตัวเองได้เลย
ในขณะที่ภาครัฐเร่งออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ปรับนโยบายภาษี และเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ ผู้คนในประเทศก็เริ่มออกเดินในทิศทางของตัวเอง การปรับตัวของประชาชนผ่านการแสวงหาการลงทุนที่ให้อิสระและศักยภาพในการเติบโตจึงอาจเป็นอีกฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยให้เศรษฐกิจไทยในระยะยาวไม่ต้องผูกชะตากับความผันผวนของโลกเพียงอย่างเดียว

