สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ ภาคีเครือข่าย ภาครัฐ และภาคเอกชน เปิดประชุมวิชาการในการขับเคลื่อนสุขภาวะประชากร กลุ่มเฉพาะ 9 กลุ่ม อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสะท้อนเสียงที่มักถูกมองข้าม พร้อมผลักดันสู่การเปลี่ยนแปลงระดับนโยบาย โดยเน้นความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อสังคมที่มีสุขภาวะอย่างเท่าเทียม
เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน ที่อิมแพ็ค ฟอรั่ม เมืองทองธานี จ.นนทบุรี สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ ภาคีเครือข่าย จัดการประชุมวิชาการและแลกเปลี่ยนเรียนรู้เสียงที่คนอื่นไม่ได้ยิน : ประชากรกลุ่มเฉพาะ ครั้งที่ 3 Voice of the voiceless ภายใต้แนวคิด “รวมพลังหุ้นส่วนสุขภาวะ ก้าวไปด้วยกันอย่างเท่าเทียม”
บรรยากาศเวลา 09.00น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พบประชาชนทั่วไป ผู้สูงอายุ ไรเดอร์ ผู้พิการ และสื่อมวลชนทยอยร่วมกันมาลงทะเบียนเข้ามาร่วมงานกันอย่างคับคั่ง พร้อมรับชมวีดิทัศน์ “รวมพลังหุ้นส่วนสุขภาวะ ก้าวไปด้วยกันอย่างเท่าเทียม” และรับฟังพิธีเปิดการประชุมในลำดับถัดไป
โดยมีผู้เข้าร่วมงานได้แก่ นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.), ดร.ณหทัย ทิวไผ่งาม ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, นพ.สุรเชษฐ์ สถิตนิรามัย รองประธานกรรมการกองทุน สสส., นพ.พรเทพ ศิริวนารังสรรค์ ประธานกรรมการบริหารแผนคณะที่ 2, นายชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ ที่ปรึกษากองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ เป็นต้น
จากนั้น นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าววัตถุประสงค์การจัดงานว่า จากปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสุขภาพ ที่ยังคงส่งผลต่อสถานการณ์ทางด้านสุขภาพของคนในสังคมที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะประชากร กลุ่มเฉพาะ ซึ่งเป็นประชากรที่มีความเปราะบาง และต้องการกระบวนการพิเศษในการเข้าถึงการสร้างเสริมสุขภาพ และบริการทางสุขภาพ

นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
“กว่า 14 ปีที่ สสส. ได้สนับสนุนการดำเนินงานร่วมกับ ภาคีเครือข่าย เพื่อมุ่งเน้นขับเคลื่อนงานลดความเหลื่อมล้ำทางสุขภาพในประชากรที่มีความเปราะบาง และได้รับผลกระทบจากความเหลื่อมล้ำทางสังคมมากที่สุด ครอบคลุมประชากรกลุ่มเฉพาะ 9 กลุ่ม ประกอบด้วย 1.ผู้สูงอายุ 2.คนพิการ 3.คนไร้บ้าน 4.แรงงานนอกระบบ 5.ประชากรข้ามชาติ 6.ชาติพันธุ์ 7.ผู้มีความหลากหลายทางเพศ 8.ผู้ต้องขัง และ 9.มุสลิม” นพ.พงศ์เทพ กล่าว
นพ.พงศ์เทพ กล่าวต่อว่า ปัจจุบันนี้ สสส. มีความก้าวหน้าในการดำเนินงาน เพื่อการเหลื่อมล้ำในประชากรในกลุ่มเฉพาะอย่างต่อเนื่อง ผ่านการทำงานผ่านภาคีเครือข่ายในหลายส่วนๆ เพื่อสนับสนุนพัฒนาองค์ความรู้ทางวิชาการ การพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบาย การพัฒนาระบบกลไกเพื่อขับเคลื่อนนโยบาย การพัฒนาศักยภาพภาคีเครือข่าย รวมถึงการสร้างสรรค์นวัตกรรมสุขภาพสร้างเสริมสุขภาวะที่ดีในประชากรกลุ่มเฉพาะ
อาทิ คนพิการ ได้เกิดการส่งเสริมโอกาสในการทำงาน โดยการพัฒนาศักยภาพ และความพร้อมในการเข้าทำงาน ทำให้มีคนพิการได้รับการจ้างงานคนพิการกว่า 50,000 คน ทำให้มีรายได้ และนำไปสู่การสร้างสุขภาวะได้ดีขึ้น สร้างศักยภาพแกนนำชมรมผู้สูงอายุเข้มแข็งกว่า 1,500 ชมรม ให้มีความเข้มแข็ง ทำให้เครือข่ายผู้สูงอายุมีสุขภาพที่ดีกว่า 200,0000 คน เกิดการเรียนรู้ตลอดช่วงวัย มีกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง สอดรับบริบทสังคมสูงวัย

ผู้มีปัญหาสถานะบุคคล คนไทยที่มีปัญหาสถานะทางทะเบียน หลากหลายกลุ่ม สามารถเข้าถึงระบบสุขภาพ การพิสูจน์สิทธิ ระบบสวัสดิการ และบริการสาธารณะทางทะเบียนภายในระยะเวลาที่สั้นลง ส่งผลให้ผู้มีปัญหาสถานะทางทะเบียนกว่า 3,600 คน เข้าถึงระบบสุขภาพ ระบบบริการ บริการสาธารณะ และนำไปสู่การมีสุขภาวะที่ดีอย่างเหมาะสม
“กลุ่มแรงงานนอกระบบ สร้างความตระหนักรู้ทางสังคม ทางสุขภาพ ที่นำไปสู่โมเดลการสร้างเสริมสุขภาพไรเดอร์ ที่สอดคล้องกับการประกอบอาชีพ 10,000 คน ไรเดอร์ 5,000 คน คนไร้บ้านและผู้มีรายได้น้อยในชุมชน เกิดการส่งเสริมการมีอาชีพ นำไปสู่การมีรายได้และมีคุณค่า สามารถนำไปสู่การดูแลตนเองและคืนสู่ครอบครัว เพิ่มโอกาสเข้าอยู่ที่อยู่อาศัยอย่างเหมาะสม นำไปสู่การมีสุขภาวะได้ดี และกลุ่มผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ นำสู่การได้รับข้อมูลทางสุขภาพที่เหมาะสมกับเพศภาวะมากยิ่งขึ้น” นพ.พงศ์เทพ กล่าว
นพ.พงศ์เทพ กล่าวต่อว่า การจัดงานครั้งนี้ เป็นการเปิดพื้นที่สร้างกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เสียงที่คนอื่นไม่ได้ยิน ประชากรกลุ่มเฉพาะ ครั้งที่ 3 Voice of the voiceless ภายใต้แนวคิด “รวมพลังหุ้นส่วนสุขภาวะ ก้าวไปด้วยกันอย่างเท่าเทียม” เป็นการเปิดความคิดที่สร้างกระบวนการ แนวทางการทำงาน การพัฒนานวัตกรรม ตลอดจนข้อเสนอเชิงนโยบายหรือข้อเสนอแนวทางให้เกิดการขับเคลื่อนการสร้างเสริมสุขภาวะสำหรับประชากรกลุ่มเฉพาะ ระหว่างภาคีเครือข่ายและภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง
โดยจัดขึ้นวันที่ 18-19 มิถุนายน ผ่านการเสวนาวิชาการ การประชุมห้องย่อยตามกลุ่มประชากร การแสดงผลงานภาคีเครือข่าย ทั้งนวัตกรรม องค์ความรู้ และผลิตภัณฑ์ของภาคีเครือข่าย โดยมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 4,000 คน จากหลากหลายองค์กร และเครือข่ายภาครับและเอกชน

“ถือเป็นโอกาสอันดี ในการเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนความรู้ และขยายความร่วมมือการทำงานแบบหุ้นส่วนสุขภาวะ และทำให้เสียงของของทุกคนถูกได้ยินอย่างเท่าเทียม” นพ.พงศ์เทพ กล่าว
จากนั้น ดร.ณหทัย ทิวไผ่งาม ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเปิดประชุมว่า วันนี้ดิฉันอยากจะเป็นผู้แทน ที่นำเอาหัวใจ ความห่วงใยและความรัก จาก นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ อยากให้พี่น้องทุกคนได้ทราบว่า ท่านไม่เคยที่จะอยู่นอกสายตาของรัฐบาลเลย ท่านนายกและท่านรองนายกขอให้ดิฉันมารับฟัง มารับข้อเสนอ มาเป็นผู้แทน เพื่อให้เสียงทุกเสียงของทุกคน ได้รับการส่งต่อไปยังหน่วยงานรัฐบาลที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสุขภาพ หรือเรื่องใดๆ ที่เป็นความทุกข์ของทุกคนในวันนี้
“ดิฉันมีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง และรู้สึกอบอุ่น ขอบคุณผู้ใหญ่ใจดีทุกท่านที่เห็นความสำคัญของประชากรกลุ่มเฉพาะ ซึ่งเป็นกลุ่มที่พิเศษที่สุดในหัวใจของรัฐบาล เพราะนโยบายที่เราพูดไว้เสมอ นั่นคือ เราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังโดยเฉพาะพี่น้องกลุ่มรากหญ้า และกลุ่มพิเศษที่มีความต้องการ การใส่ใจจากรัฐบาล และโดยเฉพาะที่มาประชุมร่วมกันในวันนี้ ดิฉันขอส่งความรักและความห่วงใย รัฐบาลยินดีเสมอที่จะส่งต่อความทุกข์ร้อนพี่น้อง นำไปผลักดันเป็นนโยบายหรือเป็นการปลดล็อกระเบียบข้อปฏิบัติใดๆ ที่ทำให้พี่น้องมีความยากลำบาก วันนี้ดิฉันก็พร้อมที่จะมารับฟัง” ดร.ณหทัย กล่าวอย่างสุดซึ้ง

ดร.ณหทัย ทิวไผ่งาม ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
ดร.ณหทัย กล่าวต่อว่า จากการขับเคลื่อนงานสร้างเสริมสุขภาวะ สำหรับประชากรกลุ่มเฉพาะ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาของ สสส. ทำให้เกิดการสนับสนุนและการพัฒนาคุณภาพชีวิต ลดความเหลื่อมล้ำทางสุขภาพในประชากรกลุ่มเฉพาะต่างๆ ทั้งผู้สูงอายุ ผู้พิการ คนไร้บ้าน แรงงานไร้บ้าน ประชากรข้ามชาติ กลุ่มชาติพันธุ์ ผู้มีความหลากหลายทางเพศ ผู้ต้องขัง และกลุ่มมุสลิม เปรียบเสมือนการช่วยให้เกิดการส่งเสียงของกลุ่มประชากร กลุ่มเฉพาะ ให้สังคมได้รับรู้เข้าใจ มองเห็น มีส่วนร่วมในการสร้างเสริมสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ ให้นำความต้องการไปสู่รัฐบาลได้
การประชุมครั้งนี้ถือเป็นการสื่อสารที่สังคมต้องรับฟัง สนับสนุนเพื่อสร้างเสริมสุขภาพของประชากร กลุ่มเฉพาะ ที่มาจากการปฏิบัติงานจริงของภาคีเครือข่ายทั่วประเทศทำให้เกิดการพัฒนาสุขภาพและแลกเปลี่ยนเรียนรู้การดำเนินงาน การพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบาย และพัฒนาระบบกลไกเพื่อขับเคลื่อนการลดความเหลื่อมล้ำทางสุขภาพในประชากรกลุ่มเฉพาะ ยังคงต้องเดินหน้าอย่างเข้มแข็ง เพื่อแก้ไขปัญหาภายใต้บริบทสถานการณ์สังคม เศรษฐกิจ สถานะสังคมทางเศรษฐกิจ และการเมืองที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
“แม้เสียงของประชากรกลุ่มเฉพาะ ที่ส่งเสียงสื่อสารออกมา ได้สร้างการรับรู้ไปยังภาคนโยบาย เกิดการหนุนเสริมระหว่างหน่วยงาน องค์กร และภาคสังคม ที่รับรู้และเข้าใจ พร้อมสร้างเสริมสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะให้เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม
แต่ยังมีอีกหลายเสียงที่หลากประเด็นจากประชากร กลุ่มเฉพาะที่ต้องร่วมกันแสวงหาแนวทาง กระบวนการทำงาน และขับเคลื่อนงานร่วมกันให้ถึงเป้าหมายที่ลดความเหลื่อมล้ำทางสุขภาพประชากรกลุ่มเฉพาะได้อย่างแท้จริง” ดร.ณหทัย กล่าว

ดร.ณหทัย กล่าวต่อว่า โดยเฉพาะการขับเคลื่อนแนวทางการทำงานแบบหุ้นส่วนร่วมกันระหว่างภาคส่วนต่างๆ ทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาสังคม เพื่อพัฒนาและขับเคลื่อนสู่ระดับนโยบายที่เกี่ยวข้อง เช่น การเข้าถึงสิทธิและการเข้าถึงบริการสุขภาพ บริการสาธารณะอื่นๆ ที่เอื้อต่อประชากรกลุ่มเฉพาะ ที่ลดความเหลื่อมล้ำทางสุขภาพของทุกคน
“คาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่า การประชุมในครั้งนี้ จะเป็นพื้นที่กลางให้ทุกภาคส่วนแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เชื่อมต่อความร่วมมือกันอย่างเข้มแข็ง เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานให้เกิดการสร้างเสริมสุขภาวะประชากร กลุ่มเฉพาะ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สุดท้ายนี้ดิฉันขอเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสียง เพื่อกำลังใจให้กับภาคีเครือข่ายทุกท่านและข้อเป็นหนึ่งเสียงในฐานะหุ้นส่วนสำคัญ ที่จะขยายเสียงสนับสนุนให้เกิดการขับเคลื่อนที่จะสร้างสุขภาวะในประชากร กลุ่มเฉพาะ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางสุขภาพให้เห็นผลลัพธ์ นำไปสู่การสร้างสังคมสุขภาวะที่เป็นธรรม
รวมไปถึงการขยายเสียงเพื่อให้เกิดการหนุนเสริมทั้งทางด้านนโยบาย ทรัพยากร เป็นสื่อกลางเพื่อเชื่อมประสานความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะในส่วนนโยบายและภาครัฐ เพื่อร่วมกันดำเนินงาน เพื่อสร้างเสริมสุขภาพประชากร กลุ่มเฉพาะ ให้เกิดผลสัมฤทธิ์การดำเนินงานตามเป้าหมายได้ ตามแนวคิด รวมพลังหุ้นส่วนสุขภาวะ ก้าวไปด้วยกันอย่างเท่าเทียม” ดร.ณหทัย กล่าวปิดท้าย

