น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดงาน ‘OTOP MIDYEAR 2025’ ณ อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี ชู Soft Power ไทย เป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ด้านกระทรวงมหาดไทยตั้งเป้ารายได้ทะลุ 600 ล้านบาท พร้อมเชิญชวนประชาชนร่วม ‘ชม ชิม ชอป’ ของดีจากทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 7–15 มิ.ย. 2568

น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า Soft Power ของไทยถือเป็นต้นทุนสำคัญที่บ่งบอกถึงตัวตน วัฒนธรรม และเอกลักษณ์ของคนไทยในสายตาชาวโลก โดยหนึ่งในกลไกสำคัญที่สะท้อน Soft Power ได้อย่างชัดเจน คือ โครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) ซึ่งเป็นการสานต่อนโยบายที่รัฐบาลเชื่อมั่นว่าสามารถกระจายโอกาส-รายได้ลงสู่ท้องถิ่นได้อย่างแท้จริง ตอกย้ำแนวคิดเศรษฐกิจที่เข้มแข็งต้องเริ่มจากรากฐานที่มั่นคง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคปัจจุบันที่การแข่งขันของเศรษฐกิจโลกมีความท้าทาย รัฐบาลจึงเดินหน้าขับเคลื่อน OTOP ผ่านการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อสนับสนุนงาน OTOP MIDYEAR 2025 และประชาสัมพันธ์ให้ทั่วโลกได้รับรู้ถึงศักยภาพของผู้ประกอบการไทย ซึ่งถือเป็นหัวใจของเศรษฐกิจฐานราก พร้อมเปิดโอกาสให้ประชาชนได้นำความสามารถ ความถนัด รวมถึงภูมิปัญญามาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่สร้างรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตได้อย่างยั่งยืน

“ขอส่งกำลังใจไปยังผู้ประกอบการทุกท่าน ถึงแม้ว่าเศรษฐกิจทั่วโลกจะค่อนข้างท้าทาย แต่คณะรัฐมนตรีและคณะทูตานุทูตจะช่วยกันโปรโมทงานนี้ มาชอปปิงของไทย มาสนับสนุนผู้ประกอบการไทย และขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนคนไทยมาเที่ยวงาน OTOP Midyear 2025 ถึงวันที่ 15 มิ.ย. 2568 มาสัมผัสของดีจากทุกภูมิภาคในประเทศไทย” น.ส.แพทองธาร กล่าว
ด้าน นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย เผยว่า กระทรวงมหาดไทยในฐานะหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบการดำเนินงาน OTOP มีความมุ่งมั่นในการผลักดันนโยบายนี้มาอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่เศรษฐกิจท้องถิ่น ควบคู่กับการอนุรักษ์และต่อยอดภูมิปัญญาไทยให้สามารถแข่งขันในเวทีโลก
งาน OTOP MIDYEAR 2025 จึงพัฒนารูปแบบให้ตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่มากยิ่งขึ้น ทั้งการออกแบบสินค้า มาตรฐานคุณภาพ และช่องทางการตลาดในระบบออฟไลน์-ออนไลน์ โดยกระทรวงมหาดไทยได้ระดมพลังเครือข่ายทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานราชการ ภาคเอกชน Modern Trade แพลตฟอร์มดิจิทัล รวมถึงความร่วมมือระดับประเทศ เพื่อขับเคลื่อน OTOP ไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล

นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการยกระดับศักยภาพของผู้ประกอบการ OTOP ให้มีความพร้อมในการแข่งขัน ทั้งด้านการบริหารจัดการ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการสร้างแบรนด์ โดยการจัดงานในครั้งนี้ถือเป็นการเปิดเวทีให้ผู้ประกอบการกว่า 2,000 ราย จากทุกจังหวัดทั่วประเทศ ได้นำเสนอผลงานอันสะท้อนถึงอัตลักษณ์-ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ผ่านการออกแบบอย่างร่วมสมัย และสามารถเชื่อมโยงสู่ตลาดโลกอย่างเป็นระบบ
นายอนุทิน เผยอีกว่า งาน OTOP MIDYEAR 2025 มีกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย อาทิ โซนแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ OTOP 3-5 ดาว, โซน OTOP ชวนชิม กว่า 160 ร้านค้าทั่วประเทศ, โซน OTOP Trader ประเทศไทย และ OTOP Trader จังหวัด ซึ่งเป็นการจัดแสดงผลงานการจัดหาช่องทางการตลาดสินค้า OTOP ทั้งในประเทศและต่างประเทศ
ความพิเศษอีกประการหนึ่งของงานครั้งนี้ คือ โซนผ้าไทยใส่ให้สนุก การจัดแสดงผ้าไทยที่ได้น้อมนำแนวพระดำริและแรงบันดาลพระทัยของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระอัจฉริยภาพในการออกแบบและพัฒนาผ้าไทยให้มีความร่วมสมัย งดงาม เข้าถึงผู้คนทุกวัย ทรงเป็นพลังสำคัญที่ทำให้ผ้าไทยกลับมาโดดเด่นและได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางทั้งในและต่างประเทศ
ภายในโซนนี้ยังมีการจัดแสดงผลงานจากโครงการ Ethnic Model หรือผ้าชาติพันธุ์ที่ได้รับการพัฒนาให้ทันสมัย โดยกลุ่ม First Lady รวมถึงนิทรรศการเส้นไหมและเส้นใยธรรมชาติ ซึ่งถ่ายทอดภูมิปัญญาท้องถิ่นจากหลากหลายชุมชนทั่วประเทศอย่างกลมกลืน ทั้งหมดนี้สะท้อนถึงนโยบาย Soft Power ของรัฐบาล ที่มุ่งใช้วัฒนธรรม-อัตลักษณ์ไทยในการยกระดับเศรษฐกิจฐานราก และสร้างความภาคภูมิใจในมรดกทางวัฒนธรรมของชาติ

รมว.มหาดไทย เน้นย้ำว่า การจัดงานในปีนี้ตั้งเป้าหมายสร้างรายได้รวมกว่า 600 ล้านบาท ซึ่งเพียงสองวันแรกของการจัดงานก็มียอดจำหน่ายทะลุถึง 154 ล้านบาท ถือเป็นสัญญาณที่ดีและเป็นขวัญกำลังใจแก่ทุกฝ่าย โดยเฉพาะการที่นายกรัฐมนตรีให้เกียรติมาเปิดงานด้วยตนเอง ยิ่งตอกย้ำถึงความสำคัญของโครงการ OTOP ในฐานะกลไกหลักของการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากอย่างแท้จริง
งาน OTOP MIDYEAR 2025 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 7-15 มิถุนายน 2568 ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1-3 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี ขอเชิญชวนประชาชนมาชม ชิม ชอป สนับสนุนผลิตภัณฑ์ของคนไทย และร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากไทยให้เติบโตอย่างมั่นคง-ยั่งยืนไปพร้อมกัน

