การอ่านหนังสืออาจดูเป็นกิจกรรมเรียบง่าย แต่แท้จริงคือรากฐานของการเรียนรู้และการเติบโตอย่างมีคุณภาพ โดยเฉพาะในเด็กปฐมวัย หนังสือช่วยเปิดมุมมอง ฝึกคิด วิเคราะห์ และเข้าใจโลกอย่างลึกซึ้ง ขณะเดียวกัน “การตายดี” หรือการจากไปอย่างมีศักดิ์ศรีและมีความเข้าใจในความเปลี่ยนแปลงของชีวิต ก็เป็นอีกบทหนึ่งที่เราทุกคนควรเตรียมใจรับมืออย่างมีสติ สองสิ่งนี้แม้ดูห่างไกล แต่ล้วนหล่อหลอมสุขภาวะทางปัญญาที่ควรปลูกฝังตั้งแต่เยาว์วัย

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จึงลงพื้นที่เทศบาลตำบลเสริมซ้าย อ.เสริมงาม จ.ลำปาง เพื่อเยี่ยมชมและถอดบทเรียนโครงการ ‘ฮ่วมใจ๋ ฮ่วมก่อสุข (ภาวะ)’ ซึ่งใช้พลังของทุนทางสังคมและวัฒนธรรม ขับเคลื่อนการอ่านเพื่อพัฒนาสุขภาวะในเด็กเล็กจนกลายเป็นนโยบายท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมเยี่ยมชมการทำงานของโรงพยาบาลลำปางที่ร่วมมือกับชุมชนพัฒนา ‘ชุมชนกรุณา’ เพื่อดูแลกลุ่มเปราะบางให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีตั้งแต่ต้นจนจบชีวิต

ดร.จิรพร วิทยศักดิ์พันธุ์ รองประธานกรรมการบริหารแผนคณะที่ 8 สสส. ระบุว่า สสส. มุ่งส่งเสริงการมีสุขภาวะที่ดี โดยพลักดันให้จังหวัดลำปางเป็นพื้นที่ต้นแบบของการพัฒนาสุขภาวะทางปัญญาแบบองค์รวม ที่ครอบคลุมทุกช่วงวัย ตั้งแต่เด็กปฐมวัย ผู้สูงอายุ ไปจนถึงผู้ป่วยระยะท้าย โดยมีแนวทางการทำงานที่ชัดเจน ได้แก่ 1. การปลูกฝังทักษะชีวิตด้านภาษา การสื่อสาร การจัดการอารมณ์ 2. การสร้างเครือข่ายอาสาสมัคร ถ่ายทอดพลังของการอ่านผ่านนิทานและกิจกรรมครอบครัว 3. การประสานกลไกภาครัฐและท้องถิ่น ผ่านกองทุนสุขภาพตำบล เพื่อให้เด็กเข้าถึงสิทธิด้านการอ่านอย่างเท่าเทียม
“สสส. ยังเดินหน้ารณรงค์การอ่านด้วยกิจกรรม “อ่านปลอดภัย” และแจกชุดหนังสือนิทานสำหรับเด็ก (Book Bank) ส่งเสริมการพัฒนาเด็กอย่างเหมาะสมตามช่วงวัย ปัจจุบันมีนักสื่อสารสุขภาวะในพื้นที่กว่า 100 คน และเด็กที่ได้รับประโยชน์กว่า 4,365 คน รวมถึงกลุ่มเปราะบางและเด็กที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษกว่า 700 คน” ดร.จิรพรกล่าว

นางสาวสุดใจ พรหมเกิด ผู้จัดการแผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน สสส. กล่าวว่า โครงการ “อ่านยกกำลังสุข” เป็นอีกแรงขับเคลื่อนสำคัญ ที่ใช้หนังสือเป็น “สื่อแห่งความรัก” เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กปฐมวัยใน 3 มิติหลัก ได้แก่ 1. พัฒนาการสมวัย 2. การสร้างอัตลักษณ์ และ 3. ทักษะสมอง EF (Executive Functions) เพื่อการเติบโตเป็นพลเมืองที่มีสุขภาวะดี มีการขับเคลื่อนผ่านกระบวนการออกแบบนวัตกรรมสื่อ โดยพัฒนางานสื่อสารร่วมกับสื่อภาคเอกชน ในปัจจุบันดำเนินการใน 13 พื้นที่ 11 จังหวัดทั่วประเทศ เด็กกว่า 16,000 คนได้รับโอกาสเข้าถึงการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับวัยผ่านหนังสือ
“ที่ผ่านมา มีการดำเนินโครงการใน 13 พื้นที่ คลอบคลุม 11 จังหวัดทั่วประเทศ ทำให้เด็กและเยาวชนในพื้นที่ปฏิบัติการมีสัมพันธภาพและสุขภาวะที่ดี มีพัฒนาการเหมาะกับช่วงวัย เพิ่มจำนวนครอบครัวอบอุ่น ชุมชนท้องถิ่นมีความเข้มแข็ง มีเด็กปฐมวัยเข้าถึงโอกาสในการพัฒนาศักยภาพการเรียนรู้และสุขภาวะสมวัยด้วยหนังสือและการอ่านกว่า 16,000 คน”

นายเอกภพ สิทธิวรรณธนะ เลขาธิการมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาชุมชนกรุณา กล่าวเสริมว่า โครงการชุมชนกรุณาเพื่อการอยู่และตายดี ที่ร่วมกับภาคีเครือข่ายมากมายภายใต้การสนับสนุนของ สสส. ได้ใช้กระบวนการสุขภาวะทางปัญญาและมีกลยุทธ์ 4 ด้าน ได้แก่ พัฒนาสื่อการเรียนรู้ สร้างพื้นที่ปฏิบัติการ การจัดการองค์ความรู้ และการพัฒนาเครือข่ายระดับนโยบาย โดยมีพื้นที่นำร่องร่วมกับผู้นำท้องถิ่นแล้วกว่า 21 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งช่วยให้ประชาชนมีความรู้ ความเข้าใจ และทักษะในการดูแลผู้ป่วยระยะท้าย พร้อมเป็นจิตอาสาดูแลซึ่งกันและกันอย่างยั่งยืน


