หอมกลิ่นอิสรภาพในไร่นา จากผลพวงการจัดรูปที่ดิน

10.04.17 | 13:47 น.

 

“จัดรูปที่ดินเสร็จปุ๊บ ทำนาครั้งแรกก็ได้ข้าว 20 เกวียนทันที ทั้งๆ ที่นาจาก 20 ไร่ เหลือแค่ 19 ไร่”

นางจำลอง โพธิ์ทอง เกษตรกร อ.เดิมบางนางบวช เอ่ยประโยคแรกเปรียบเทียบผลผลิตข้าวก่อนและหลังการจัดรูปที่ดินในพื้นที่ ต.หัวเขา อ.เดิมบางนางบวช “แต่ก่อนมี 20 ไร่ ได้แค่ 13-15 เกวียน เก่งที่สุด 18 เกวียน”

เป็นที่ดินที่ ต.หัวเขา อ.เดิมบางนางบวช ที่เป็นของตัวเอง ซึ่งตัดสินใจจัดรูปที่ดินทันทีที่สำนักงานจัดรูปที่ดินจังหวัดสุพรรณบุรีเข้ามาสอบถามความสมัครใจเข้าร่วมโครงการ และจัดรูปที่ดินเสร็จเมื่อมิถุนายน 2559 พอทันทำนาปี

Advertisement

 

“ของเดิมมันลำบากทุกอย่าง เป็นที่ดินตาบอด จะเอาน้ำเข้านา หรือเอาน้ำทิ้งต้องผ่านที่นาคนอื่น เช่นเดียวกับจะไปเข็นข้าว เราก็ต้องขอผ่านที่นาแปลงอื่นเป็นทอดๆ ไม่สะดวกเลย  ต้องง้อเขาตลอด พอเขามาถามความสมัครใจฉันก็เซ็นให้เลย โดยที่ยังไม่ทันรู้เลยว่าต้องเสียที่ดินเท่าไหร่ เสียค่าจัดรูปที่ดินกี่ตังค์” นางจำลองเล่าถึงแรงดลใจจัดรูปที่ดิน

นอกจากสะดวกมีถนนเขาถึงที่นา จะเข้าไปตอนไหนก็ได้ รูปแปลงที่ดินใหม่เป็นรูปสี่เหลี่ยมสวยงามแทนที่แปลงเดิมที่คดๆ งอๆ แม้จะห่างจากจุดเดิมเกือบ 1 กิโลเมตร ก็ไม่มีปัญหาสำหรับเธอ มีบางคนอาจงอแงว่าไม่อยู่บริเวณจุดเดิม แต่สำหรับเธอเนื้อดินไม่ต่างกันนักหรอก เอาความสะดวกเรื่องถนนและน้ำดีกว่า

เพราะความลำบากในการทำนาก่อนจัดรูปที่ดิน เธอจึงให้เพื่อนบ้านแปลงที่ต้องผ่านเช่าทำนา มาถึงตอนนี้เธอสบายใจขึ้นมาก เพราะสะดวกไปหมด จะน้ำจะถนนก็ละม้ายโครงการบ้านจัดสรร

นางจำลองกำลังรอดูการเปลี่ยนแปลงนาแปลงที่สองจำนวน 20 ไร่ บริเวณ ต.เดิมบางนางบวช อ.เดิมบางนางบวช ซึ่งเป็นของพี่สาวที่ให้เธอดูแลอยู่ ซึ่งกำลังจัดรูปที่ดินเสร็จสิ้นเดือนพฤษภาคมนี้

“พอได้ยินข่าวว่าจะมาจัดรูปที่ดินตรงนี้  พี่สาวเขาก็เตรียมเซ็นร่วมโครงการเหมือนกัน” เธอเล่าพร้อมเสียงหัวเราะ เพราะครอบครัวนี้ตระหนักถึงอิสรภาพในการทำนาที่ไม่ต้องพึ่งพาคนอื่นอีกแล้ว

จำลองวัย 53 ปี ผ่านมาทั้งอาชีพวิ่งข้าวหรือรับจ้างบรรทุกข้าวด้วยรถ 6 ล้อ จากแปลงนาไปโรงสี เมื่อกว่า 20 ปีที่แล้ว จนธุรกิจไม่ดี มีคนวิ่งรถมาก เลยต้องหยุดวิ่งข้าวหันมาทำนาเองเมื่อ 10 ปีก่อน

นายพิจิตร เวชภูติ   หัวหน้าสำนักงานจัดรูปที่ดินจังหวัดสุพรรณบุรี กล่าวว่า การจัดรูปที่ดินเป็นการเพิ่มอำนาจต่อรองของเจ้าของที่ดิน ส่วนใหญ่เป็นที่ดินตาบอด จะชักน้ำเข้าแปลงนาตัวเองหรือชักน้ำออกก็ต้องพึ่งแปลงอื่น จะขนปัจจัยการผลิต หรือผลผลิตก็ต้องพึ่งแปลงอื่นเป็นทอดๆ  พอจัดรูปที่ดินปุ๊บก็ไม่ต้องพึ่งใครอีกแล้ว

อย่างไรก็ตาม การเข้าไปอธิบายถึงการจัดรูปที่ดินต่อเกษตรกรนั้น เป็นเรื่องที่ยากลำบากไม่ใช่น้อย บางรายอธิบายให้เห็นถึงสิ่งที่ได้มาคุ้มค่ากว่าสิ่งที่เสียไป คือเสียที่ดินสำหรับใช้เป็นส่วนกลาง 7% หรือไร่ละ 280 ตารางวา แต่ราคาที่ดินกลับเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว ก็ตัดสินใจเข้าร่วมเลย

“เป็นเรื่องของความคิดของแต่ละคน คนหัวไวอธิบายแค่นี้เอาเลย แต่บางคนชี้ให้เห็นตัวเลขมูลค่าที่นาก่อนและหลังจัดรูปที่ดินแตกต่างกันก็ยังไม่ยอม กระทั่งชี้ให้เห็นว่าสามารถควบคุมการผลิต เช่น จะเอาน้ำเข้านาไม่ต้องเสียค่าสูบน้ำฤดูละนับร้อยลิตร เป็นเงินนับพันบาท มีน้ำสม่ำเสมอ ก็ต้องชี้แจงหลายๆ ครั้ง รวมทั้งพาดูแปลงอื่นๆ ที่จัดรูปที่ดินไปแล้ว”

การเดินทางของการจัดรูปที่ดิน จึงเป็นการเดินทางไกลกว่า 40 ปี แล้วผลงานการจัดรูปที่ดินยังอยู่เพียง 2 ล้านไร่เศษในพื้นที่ 28 จังหวัด แต่อีกมุมหนึ่ง อิสรภาพที่เกษตรกรได้รับก็เป็นเรื่องประเมินค่าไม่ได้เช่นกัน

การจัดรูปที่ดินในประเทศไทยมาพร้อมๆ กับการทำนาปรังยุคใหม่ ที่มีพันธุ์เหมาะสมกับนาชลประทานราวๆ ปี 2510 ส่งผลให้ชาวนาทำนาได้มากกว่านาปีเพียงครั้งเดียว และหนุนส่งให้ประเทศไทยส่งข้าวออกเป็นอันดับ 1 ของโลกติดต่อกันเป็นเวลาร่วม 30 ปี จนถึงวันนี้

ใครเกิดทันยุคนั้นคงได้ยินเพลง “รักกับพี่ดีแน่” ขับร้องโดย ดำ แดนสุพรรณ ที่ฮิตโด่งดังดังร้องตามกันไปทั่วเมือง

“นาดีๆ ควรใช้ข้าวปลูกพันธุ์ดี

ถ้าปลูกไม่ดีก็ทำให้เสียที่นา

เก็บเกี่ยวไปขายไม่ได้ราคา

เสียเวล่ำเวลาเสียที่นาฟรีๆ

…………………….

ตัวพี่เองใช่คุยเบ่งทับถม

เหมือนข้าวพันธุ์ผสมกรมการข้าวจัดมา

ให้พี่เป็นข้าว ให้สาวเป็นนา

ผลิตผลเกิดมาจะได้เป็นพลเมืองดี