ในโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ เรามักจะได้ยิน NGO บอกว่าเถ้าถ่านหินที่เกิดจากการเผาไหม้ถ่านหินจะเป็นมีสารพิษ เช่น สารปรอทเ หนรือสารโลหะหนักต่างๆ แต่ทว่า มันเป็นพิษอย่างที่ NGO ว่าไว้หรือเปล่า?
วันนี้ผมก็จะขออธิบายถึงงานวิจัยพื้นฐานที่ผมไปค้นหามาได้ว่า ถ้ามีปรอทอยู่ในถ่านหินแล้วมันจะมีมากน้อยแค่ไหน และมันจะอยู่ในรูปของสารประกอบชนิดใดบ้าง จนกระทั่งไปเจอบทความทางวิชาการ
(อ้างอิงข้อมูลจาก http://www.sciencedirect.com/science/article/pii/S0166516204001703)
ที่บอกว่ามีถ่านหินอยู่ 5 แหล่งบนโลกใบนี้ที่มีปริมาณปรอทที่สูงกว่าปกติจากแหล่งถ่านหินทั่วไป คือ ถ่านหินจากแหล่ง Donbas (Ukraine), Appalachian basin and Texas (USA), Russian Far East และ Southern China ส่วนถ่านหินจากแหล่งอื่นๆนั้นมีปริมาณปรอทน้อยมาก จากข้อมูลดังกล่าวจะพบว่าถ่านหินในสหรัฐอเมริกามีแหล่งถ่านหิน 2 แหล่งที่มีปริมาณปรอทสูง คือแหล่ง Appalachian basin แถวๆรัฐ Pennsylvania และแหล่งถ่านหินในรัฐ Texas และเนื่องจากถ่านหินใน 2 แหล่งดังกล่าวได้มีการทำเหมืองและถ่านหินที่ได้ถูกป้อนเข้าสู่โรงไฟฟ้าเพื่อผลิตไฟฟ้าให้แก่ทั้ง 2 รัฐ ซึ่งปกติโดยทั่วไปแล้วการเผาไหม้ถ่านหินในโรงไฟฟ้าถ่านหินทำให้ปรอทที่อยู่ในถ่านหิน (ถ้ามี) จะกลายเป็นไอปรอทเป็นส่วนใหญ่ แต่พอเย็นตัวลงไอปรอทจะกลายเป็นสารปรอทที่เป็นของแข็งที่จะถูกดักจับด้วยเถ้าลอย (coal fly ash) ในเครื่องแยกฝุ่นแบบไฟฟ้าสถิตได้ส่วนหนึ่ง และไอปรอทอีกส่วนหนึ่งจะถูกดักจับด้วยน้ำในขบวนการดักจับซัลเฟอร์ไดออกไซด์ หรือ Wet-Flue Gas Desulfurizer (Wet-FGD) แล้วน้ำที่ดักจับปรอทได้จะถูกบำบัดหากพบว่ามีปรอทเกินค่ามาตรฐาน ส่วนไอปรอทที่เหลือที่ดักจับไม่ได้จะถูกปล่อยสู่บรรยากาศ ซึ่งแน่นอนว่าหากถ่านหินมีปริมาณปรอทน้อยมากอยู่แล้วก็จะทำให้ปรอทที่เป็นไอเหลือออกสู่บรรยกาศน้อยลงมากๆ จนไม่ส่งผลอันตรายต่อมนุษย์ แต่ในสหรัฐอเมริกาตามที่ได้กล่าวมาแล้วว่า มีถ่านหินจาก 2 แหล่งที่ว่านี้ซึ่งมีปริมาณปรอทที่สูงเกินกว่าปกติ (เมื่อเทียบจากแหล่งถ่านหินที่มีจำนวนเป็นหลักหมื่นทั่วโลก) ดังนั้น ในกรณีนี้จึงทำให้มีโอกาสที่ไอปรอทสามารถหลุดออกไปจากปล่องควันของโรงไฟฟ้าเข้าไปสู่บรรยากาศจนอาจก่อผลกระทบต่อสุขภาพมนุษย์ได้ ดังแบบที่เกิดในรัฐ Texas(อ่านเพิ่มเติม www.texasmonthly.com)
จากข้อมูลโรงไฟฟ้าถ่านหินในสหรัฐอเมริกามีอายุเฉลี่ย 40 ปี ส่วนใหญ่ใช้เทคโนโลยีเก่าที่เป็น Sub-Critical Boiler ที่สร้างมานานตั้งแต่สมัยที่มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศสหรัฐอเมริกายังไม่เข้มมากนักเมื่อเทียบกับปัจจุบัน ดังนั้น การใช้ถ่านหินที่มาจากแหล่ง Appalachian basin และแหล่งในรัฐ Texas ที่มีปริมาณปรอทค่าสูงกว่าค่าเฉลี่ยของถ่านหินที่ใช้กันทั่วโลกมาใช้เป็นเชื้อเพลิงในโรงไฟฟ้า จึงพบในภายหลังว่าได้เกิดปัญหาปรอทปลดปล่อยสู่บรรยากาศมากขึ้น โรงไฟฟ้าถ่านหินที่มีปัญหาเหล่านั้นจึงถูกบังคับให้ปรับปรุงระบบกำจัดฝุ่น ระบบกำจัดก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ รวมถึงบางแห่งต้องติดตั้งเครื่องกำจัดปรอทที่เรียกว่า Activated Carbon Injection หรือ ACI (ดูรูป) ซึ่งสามารถลดการปลดปล่อยปรอทออกสู่บรรยากาศได้ผลดีจนปัญหาดังกล่าวลดน้อยลงไปมาก

อย่างไรก็ตาม กรณีที่เกิดการปลดปล่อยปรอทสู่บรรยากาศจนอาจจะเกิดอันตรายต่อสุขภาพของประชาชนเกิดเฉพาะที่สหรัฐอเมริกาประเทศเดียวเท่านั้น และเกิดขึ้นในเฉพาะบางโรงไฟฟ้าถ่านหินบางโรง ไม่ได้เกิดขึ้นทุกโรง ปัญหาที่ว่านี้ยังไม่เคยเกิดในประเทศอื่นๆเลย
แต่ NGO ไทยมักจะสรุปว่ากรณีการปล่อยสารดังกล่าวแบบที่เกิดในสหรัฐอเมริกาจะต้องมาเกิดในโรงไฟฟ้าถ่านหินของประเทศไทยโดยไม่ได้สนใจเลยว่าถ่านหินที่ไทยนำเข้าจะเป็นถ่านหินส่วนใหญ่มาจากอินโดนีเซีย ออสเตรเลีย ซึ่งจะมีจากแอฟริกาใต้บ้างเป็นครั้งคราว ซึ่งที่ผ่านมาทั้ง 3 ประเทศนี้ได้ส่งออกถ่านหินออกไปขายทั่วไป โดยเฉพาะส่งไปตลาดเอเชีย ที่ส่งมากก็คือญี่ปุ่น อินเดีย เกาหลี ไต้หวัน จีน และประเทศในกลุ่มอาเซียน ซึ่งประเทศที่กล่าวมานี้ได้ใช้ถ่านหินจากทั้ง 3 ประเทศนี้มาเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าเป็นระยะเวลาที่ยาวนาน และก็ไม่เคยเกิดปัญหาที่เกิดจากสารปรอทหรือโลหะหนักชนิดอื่นๆแต่อย่างใด และโรงไฟฟ้าถ่านหินทุกแห่งในประเทศที่ได้นำเข้าถ่านหินมาใช้จาก 3 ประเทศดังกล่าวข้างต้นนั้น ต่างก็ไม่ได้ติดตั้ง ACI เพื่อดักจับปรอทเลย เหตุผลที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะทั้งถ่านหินจากทั้ง 3 ประเทศดังกล่าว มีปริมาณปรอทและโลหะหนักน้อยมาก ซึ่งเมื่อถ่านหินถูกเผาไหม้ ปรอทและโลหะหนัก (ที่มีอยู่น้อยมาก) แทบจะทั้งหมดจะถูกดักจับได้ โดยส่วนใหญ่จะถูกดักจับมาพร้อมกับเถ้าที่ถูกแยกออกมาด้วยเครื่องแยกฝุ่นไฟฟ้าสถิต และบางส่วนจะถูกดักจับด้วยน้ำที่ Wet-FGD ดังและจะมีส่วนน้อยมากๆที่จะถูกปล่อยออกสู่บรรยากาศจนไม่สามารถไปทำอันตรายต่อสุขภาพของมนุษย์ได้ ซึ่งนั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมโรงไฟฟ้าเหล่านี้ถึงไม่ได้ติดตั้ง ACI เพื่อไปกำจัดปรอทและโลหะหนักเลย
NGO ไทยได้พูดถึงความเป็นพิษของเถ้าถ่านหินเอาไว้อย่างน่ากลัว โดยได้พูดถึงงานวิจัยที่เถ้าถ่านหินได้ทำอันตรายแก่ชีวิตองสัตว์อื่นๆ จนสัตว์บางชนิดถึงกับพิกลพิการ โดยได้เอาภาพมาแสดง ดูน่ากลัวมาก อย่างไรก็ตาม ผมได้ติดตามข่าวเรื่องการใช้ประโยชน์จากเถ้าถ่านหินในสหรัฐอเมริกามาอย่างต่อเนื่อง จนพบว่า USEPA ที่เป็นหน่วยงานที่ดูแลเรื่องสิ่งแวดล้อมของสหรัฐอเมริกาได้ประกาศเมื่อเดือนธันวาคม ปี 2014 ว่าเถ้าถ่านหินทุกชนิดที่เกิดขึ้นจากการเผาไหม้ถ่านหินในประเทศสหรัฐอเมริกานั้น ไม่จัดว่าเป็นของเสียอันตรายอีกต่อไป โดยให้ถือว่าเถ้าถ่านหินมีสถานะเทียบเท่ากับขยะชุมชน เพราะจากที่สหรัฐอเมริกาเขาได้มีการวิจัยในเชิงลึกและละเอียดมากมาเป็นเวลานาน และหลายๆงานวิจัยไม่ว่าทั้งจากหน่วยงานของรัฐและมหาวิทยาลัยหลายแห่ง ต่างเห็นพ้องต้องกันว่า เถ้าถ่านหินในสหรัฐอเมริกาสามารถนำมาใช้เป็นผลิตภัณฑ์ (Product) ที่ไม่มีอันตราย และไม่จัดว่าเป็นของเสียอันตราย (Non-hazardous Waste) และนอกจากนั้นได้มีการวิเคราะห์ตัวอย่างเถ้าถ่านหินที่เกิดจากการเผาไหม้ถ่านหินแทบจะทุกแหล่งถ่านหินในประเทศสหรัฐอเมริกา และพบว่าปริมาณโลหะหนักหรือสารที่อาจจะเป็นพิษต่อมนุษย์ได้ในเถ้าถ่านหินจะมีปริมาณน้อยมากและไม่เกินค่ามาตรฐานที่จะเป็นอันตรายต่อมนุษย์แต่อย่างใด ผมคงไม่ไปเสียเวลาตรวจสอบว่างานวิจัยที่ NGO อ้างว่าเถ้าถ่านหินมีพิษร้ายแรงดูน่ากลัวนั้น จะเป็นเรื่องจริงหรือน่าเชื่อถือหรือไม่เพียงใด เพราะหน่วยงาน USEPA ที่มีความน่าเชื่อถือจากประชาชนชาวอเมริกันทั้งประเทศมากนั้น เขาคงไม่ได้ใส่ใจงานวิจัยที่ NGO ไทยอ้างถึง เพราะถ้าเป็นเรื่องจริง เขาคงไม่กล้าประกาศให้เถ้าถ่านหินเป็นของเสียที่ไม่เป็นอันตรายแน่ๆ เขาคงพิสูจน์ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งแล้วว่างานวิจัยทที่ NGO ไทยอ้าง (ถ้ามีจริง) ไม่น่าเชื่อถือ นอกจากนั้นแล้วในสหรัฐอเมริกาได้มีการนำเอาเถ้าถ่านหินมาใช้ประโยชน์อย่างมากมายทั้งในงานคอนกรีต งานก่อสร้าง งานวิศวกรรมโยธา งานวัสดุใหม่ๆจากเถ้าถ่านหิน เถ้าถ่านหินถูกนำไปผลิตเป็นปุ๋ย และผลิตภัณฑ์ปรับปรุงดินเพื่อใช้ในงานเกษตรกรรมเพื่อเป็นอาหารสำหรับมนุษย์เสียด้วยซ้ำ ทั้งนี้เกิดจากการที่เขาได้ทำการวิจัยเป็นเวลานานมาก และถ้าหากเขากลัวว่าปรอทจากเถ้าถ่านหินจะเข้าไปในห่วงโซ่อาหาร เขาคงจะไม่ยอมอนุญาตให้เอาเถ้าถ่านหินไปใช้ในการเกษตรกรรมอย่างแน่นอน เพราะเราต่างก็ทราบกันดีว่ามาตรฐานสิ่งแวดล้อมของสหรัฐอเมริกานั้นสูงแค่ไหน สำหรับในประเทศไทยได้มีการนำเอาเถ้าลอย (coal fly ash) มาใช้ประโยชน์ในงานวิศกรรมโยธามากมาย เช่น นำไปก่อสร้างงานคอนกรีตขนาดใหญ่ (mass concrete) เช่น ตอม่อของรถไฟฟ้า BTS งานคอนกรีตงานอุโมงค์ใต้ดินรถไฟฟ้า และนอกจากนั้นแล้วยังสามารถนำไปเป็นส่วนผสมในคอนกรีต RCC ในการสร้างเขื่อน เช่น เขื่อนคลองท่าด่าน จังหวัดนครนายก และเขื่อนปากมูล จังหวัดอุบลราชธานี นอกจากนั้นแล้วก็มีงานวิจัยอื่นๆในประเทศไทยที่จะนำเอาเถ้าถ่านหินไปใช้ประโยชน์ในการเกษตร ทั้งเป็นอาหารของคนและอาหารสัตว์ ซึ่งในอนาคตคาดว่าจะมีการนำเถ้าถ่านหินไปใช้ในการเกษตรของไทยอย่างจริงจังมากขึ้น
ดังนั้น การที่ NGO บางคนบอกว่าเถ้าถ่านหินบนโลกนี้เป็นสารพิษนั้น เป็นเรื่องที่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ หรือเป็นเรื่องที่…..มโนกันไปเอง…???
ดร.ภิญโญ มีชำนะ
นักวิชาการอิสระด้านเทคโนโลยีถ่านหินสะอาด
(คัดย่อมาจาก blog บทความตอนที่ 23 จาก fb ของ ดร.ภิญโญ มีชำนะ)

