แม้หลายคนจะคุ้นเคยกับคำว่า Work-Life Balance แต่ความเป็นจริงกลับไม่ง่ายนักที่จะทำให้เกิดขึ้นได้จริง ท่ามกลางภาระงานที่ถาโถมและการแข่งขันในโลกธุรกิจที่ดุเดือด ทำให้หลายครั้งแม้จะทุ่มเทเต็มที่ในเวลางาน ก็ยังไม่พอ จนต้องพางานกลับไปทำต่อที่บ้าน หรือตอบอีเมลแม้ในช่วงวันหยุดพักผ่อน
การจะมี Work-Life Balance ที่แท้จริง จึงไม่ใช่แค่เรื่องของเวลา แต่ต้องเริ่มจากการวางแผนทั้งเรื่องงานและเรื่องชีวิตส่วนตัวอย่างรอบคอบ ซึ่งในโลกการทำงานปัจจุบัน ระบบ HR ได้พัฒนาฟีเจอร์ที่ช่วยสนับสนุนเรื่องนี้อย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะฟังก์ชัน Employee Self-Service ที่ให้พนักงานสามารถจัดการเรื่องการลา ขออนุมัติเอกสาร และลงเวลาเข้า-ออกงานได้ด้วยตัวเองอย่างเป็นระบบ ไม่เพียงแค่เพิ่มประสิทธิภาพในการวางแผนชีวิตให้พนักงาน แต่ยังช่วยลดภาระงานของฝ่าย HR ได้อย่างมีนัยสำคัญ เสริมสร้าง Work-Life Balance ให้เกิดขึ้นได้จริงกับทุกคนในองค์กร
Work-Life Balance ที่ดี คืออะไร

แม้คำว่า Work-Life Balance จะเป็นสิ่งที่เราคุ้นเคยกันดี แต่การมีสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงานอย่างแท้จริงนั้น หมายถึงการดูแลทั้งร่างกาย จิตใจ และลดความเครียดจากงานไปพร้อมกัน ซึ่งความสมดุลนี้ไม่ได้มีสูตรตายตัว หรือกฎเกณฑ์ว่าควรแบ่งเวลาอย่างไรให้พอดี เพราะสำหรับแต่ละคน ความสมดุล มีความหมายที่แตกต่างกัน บางคนอาจให้ความสำคัญกับเวลาสำหรับครอบครัว บางคนอาจต้องการเวลาส่วนตัวเพื่อพักใจ หรือบางคนอาจรู้สึกเติมเต็มจากการได้ทำงานอดิเรกที่รักสุดท้ายแล้ว Work-Life Balance ที่ดี คือการที่เราสามารถจัดสรรเวลาให้กับทุกด้านของชีวิตได้อย่างเหมาะสม รู้สึกมีความสุขทั้งในหน้าที่การงานและชีวิตส่วนตัว เราได้ใช้เวลาไปกับสิ่งที่มีความหมาย โดยไม่ปล่อยให้งานดูดพลังชีวิตและไม่ละเลยชีวิตส่วนตัวจนกระทบกับความรับผิดชอบสัญญาณของการทำงานที่ไม่มี Work-Life Balance
หลายครั้งที่เราทุ่มเททำงานอย่างหนักโดยไม่ทันสังเกตว่า Work-Life Balance กำลังค่อย ๆ หายไป และหากปล่อยไว้นานไป อาจส่งผลเสียทั้งต่อสุขภาพกาย ใจ ความสัมพันธ์ และคุณภาพชีวิตโดยรวม มาดูกันว่าอะไรคือสัญญาณที่บอกว่า Work-Life Balance ของคุณกำลังจะเสียไป
– ทำงานตลอดเวลา : ไม่มีเวลาพักอย่างแท้จริง คุณมักทำงานล่วงเวลา เอางานกลับไปทำที่บ้าน ทำงานในวันหยุด หรือแม้กระทั่งในวันลาพักร้อน
– ชีวิตส่วนตัวรวนไปหมด : ไม่มีเวลาทำเรื่องง่าย ๆ ในชีวิต เช่น ซักผ้า ล้างจาน ไปรับ-ส่งลูก หรือแม้แต่ลืมนัด บางคนถึงขั้นต้องจ่ายเงินให้คนอื่นมาช่วยดูแลชีวิตประจำวันแทน
– ละเลยการดูแลตัวเอง : ไม่มีเวลาออกกำลังกาย ไม่ได้พักผ่อนอย่างเพียงพอ ลืมกิจกรรมที่เคยรัก หรือแม้แต่การนอนก็กลายเป็นเรื่องยาก ร่างกายและจิตใจเริ่มอ่อนล้าโดยไม่รู้ตัว
– ไม่มีเวลาว่าง : ถึงแม้จะเลิกงานแล้วหรืออยู่ในช่วงวันหยุด แต่ใจก็ยังผูกติดกับงาน คิดถึงอีเมลที่ยังไม่ได้ตอบ งานที่ยังไม่เสร็จ หรือเดดไลน์ที่กำลังจะมาถึงอยู่ตลอดเวลา
– ความสัมพันธ์กับคนรอบตัวไม่ดี : เริ่มตีตัวออกห่างจากคนรอบตัว หงุดหงิดใส่เพื่อนร่วมงาน ไม่อยากเจอเพื่อน หรือห่างเหินกับคนในครอบครัว
– ภาวะหมดไฟ (Burnout) : รู้สึกเหนื่อยล้า ทั้งกายและใจ ไม่มีแรงจะลุกขึ้นมาทำอะไร ไม่ใช่แค่เหนื่อยจากงาน แต่เป็นความรู้สึกหมดพลังแบบที่การพักผ่อนธรรมดาไม่สามารถเยียวยาได้
– ไม่กล้าหยุดพัก แม้จะป่วย : รู้สึกผิดเมื่อลางาน หรือหยุดพักไม่เป็น แม้ร่างกายจะส่งสัญญาณว่าควรพัก ก็ยังฝืนทำงานต่อไปเรื่อย ๆ จนกลายเป็นความเครียดสะสม
– ขาดความมั่นใจในตัวเอง : เริ่มไม่แน่ใจในความสามารถของตัวเอง ไม่สนุกกับงานที่เคยรัก รู้สึกว่าทำอะไรก็ไม่ดีพอ และสุดท้ายจิตใจก็เริ่มถดถอย หมดไฟ ขาดแรงบันดาลใจในชีวิต
คนที่ประสบความสำเร็จ ไม่มี Work-Life Balance จริงหรือ
เรามักจะมองว่า คนที่ประสบความสำเร็จในชีวิต คือคนที่ทำงานหนักและทุ่มเทร่างกายและจิตใจให้กับการทำงานเสมอ ซึ่งในควาเป็นจริงแล้ว คนที่ประสบความสำเร็จมาก ๆ และทำอะไรได้หลาย ๆ ในเวลาเดียวกัน คือคนที่รู้จักการแบ่งเวลาทำงาน แบ่งเวลาชีวิตส่วนตัว และทำให้ทุกอย่างอยู่ในจุดสมดุล
ตัวอย่างเช่น เซอร์ ริชาร์ด แบรนสัน ผู้ก่อตั้ง Virgin Group บริษัทระดับโลกที่ทำธุรกิจด้านการท่องเที่ยว สุขภาพ การสื่อสาร สื่อ บริการด้านการเงิน ไปจนถึงอวกาศ แม้ว่างานจะเยอะมากขนาดนี้ แต่เซอร์ ริชาร์ด แบรนสัน ก็ยังลาพักร้อนเป็นเวลานาน ๆ ใช้เวลาหยุดพักผ่อนให้เต็มที่ และในระหว่างนั้นก็จะไม่คิดเรื่องงาน ด้วยการทิ้งมือถือไว้ที่บ้านหรือทิ้งมือถือไว้ที่โรงแรมให้ได้นานที่สุด บางครั้งก็ทิ้งมือถือไว้เลยเป็นวัน ๆ และเอาสมุดจดกับปากกาติดตัวไปแทน การที่เขาไม่ต้องเครียดจากการทำงาน ช่วยเปิดหูเปิดตาและทำให้เขาได้แรงบันดาลใจใหม่ ๆ ในการแก้ปัญหา
ด้าน Reed Hastings ซีอีโอของ Netflix แพลตฟอร์มสตรีมมิ่งชื่อดัง จะลาพักร้อนปีละ 6 สัปดาห์ทุกปี ส่วนพนักงานของ Netflix ก็มีวันหยุดไม่จำกัด โดยที่ Hastings หวังว่าเมื่อเขาลาพักร้อนเต็มที่ คนอื่นก็อาจจะทำตามด้วย “คุณจะมีไอเดียดี ๆ ได้เมื่อคุณออกไปปีนเขา หรือทำอะไรสับอย่าง เพราะคุณจะได้มุมมองใหม่ ๆ ในเรื่องต่างๆ”
วิธีการปรับปรุง Work-Life Balance

เมื่อร่างกายและจิตใจของคุณเริ่มประท้วงให้ตัวเองได้พัก แต่ภาระหน้าที่ความรับผิดชอบกลับมากมายจนหยุดไม่ได้ ก็ถึงเวลาแล้วที่คุณจะต้องปรับปรุง Work-Life Balance ให้ดี ซึ่งทำได้ด้วยวธีการต่าง ๆ ดังต่อไปนี้
รู้จักแบ่งเวลาส่วนตัวและเวลาทำงาน
การที่คุณสามารถแบ่งเวลาส่วนตัว และเวลาทำงานออกจากกันได้อย่างเด็ดขาด จะช่วยปรับสมดุลให้ชีวิต ดีขึ้นอย่างเห็นผล เมื่อคุณเลิกงานแล้ว พยายามอย่าคิดถึงเรื่องงานที่ยังไม่เสร็จ หรือการอีเมลงาน หากเป็นไปได้ก็ให้ใช้โน้ตบุ๊กส่วนตัวและโน้ตบุ๊กทำงานแยกออกจากกัน รวมไปถึงมีมือถือที่ใช้ติดต่อเรื่องงานและเรื่องส่วนตัวที่แยกจากกัน แต่หากทำไม่ได้ ก็ให้ใช้ Browser คนละอันแทน นอกจากนี้ คุณต้องบอกหัวหน้างานและเพื่อนร่วมงานว่าคุณจะไม่ทำงานถ้าไม่อยู่ระหว่างชั่วโมงทำงาน เพื่อให้ทุกคนเข้าใจตรงกัน
สิ่งสำคัญคือ ไม่ว่าตอนนั้นคุณจะอยู่บ้านหรืออยู่ที่ทำงาน คุณต้องกำหนดว่าเมื่อไรที่คุณจะทำงาน หรือเมื่อไรที่คุณจะหยุดทำงาน ไม่อย่างนั้นก็จะกลายเป็นว่าคุณต้องทำงานตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นตอนก่อนนอน ตอนพักผ่อน หรือตอนที่พักร้อน
ตั้งเป้าหมายและรู้จักลำดับความสำคัญของงาน
การตั้งเป้าหมายที่ต้องการทำให้สำเร็จในแต่ละวัน จะช่วยปรับปรุงเรื่องการจัดการเวลาให้ดีขึ้น โดยให้คุณระบุถึงสิ่งที่ต้องทำและวิเคราะห์ว่างานไหนที่มีความสำคัญมาก งานไหนที่มีความสำคัญน้อย และตัดงานที่ไม่มีความสำคัญออก และในระหว่างชั่วโมงการทำงาน ให้คุณตั้งใจและทำงานออกมาให้ดีที่สุดและมากที่สุด ไม่เช็กอีเมลหรือดูโทรศัพท์มือถือเพราะจะทำให้คุณเสียสมาธิ และงานจะไม่เสร็จ วางแผนงานแต่ละวันให้ดี แล้วคุณจะมีเวลาว่างหลังเลิกงาน
หาเวลาให้ตัวเองและคนที่รัก
แม้ว่าการทำงานจะเป็นเรื่องสำคัญ แต่งานก็ไม่ใช่ชีวิตทั้งชีวิตของคุณ และสิ่งที่คุณควรให้ความสำคัญเช่นกันคือความสุขของตัวเอง ไม่ว่างานของคุณจะยุ่งแค่ไหน แต่คุณคือคนที่ควบคุมเวลาและชีวิตของตัวเองได้ และหากคุณไม่วางแผนการใช้เวลาส่วนตัวนอกเวลาทำงาน สุดท้ายคุณก็จะไม่มีเวลาไปทำอะไรเลย
ดังนั้น ให้วางแผนเวลาที่คุณจะได้อยู่กับครอบครัว อยู่กับคนที่คุณรัก และทำช่วงเวลานั้นให้เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุด เพราะท้ายที่สุดแล้ว ไม่ว่าตำแหน่งของคุณจะใหญ่แค่ไหน ก็มีคนมาทดแทนคุณได้ทุกเมื่อ แต่สำหรับคนที่รักคุณ ไม่มีใครที่แทนคุณได้อีกแล้ว
ลาพักร้อน
ในบางครั้ง การหยุดทำงานและเลิกคิดถึงเรื่องงานจริงๆ คือการได้พักร้อนไปอยู่ในที่ ๆ ทำให้ตัวเองมีความสุข ไม่ว่าการพักร้อนนั้นจะเป็นแค่การไปเที่ยวต่างจังหวัดแค่วันเดียว หรือการลาพักร้อนยาว แต่เป็นเรื่องสำคัญที่คุณจะให้เวลากับตัวเอง ให้ตัวเองได้พักผ่อนบ้าง
คุณอาจจะคิดว่าหากคุณลาพักร้อนแล้ว จะรบกวนการทำงานของคุณ หรือกลับมาแล้วต้องมาสะสางงานที่คั่งค้าง แต่ในคึวามเป็นจริงแล้ว การพักร้อนกลับมีข้อดีมากกว่าข้อเสีย หากคุณรู้จักวางแผนให้ดี คุณก็ไม่ต้องคิดถึงงานที่ค้างและกลายมาเป็นภาระของเพื่อนร่วมงาน

